- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 82 โว้ย
บทที่ 82 โว้ย
บทที่ 82 โว้ย
บทที่ 82 ว้าวโว้ย
“เจ้าว่าจริงหรือไม่ เอ๋อร์โก่ว?” เสี่ยวไป๋ยกเท้าหวังจะเตะก้นเอ๋อร์โก่วตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับเตะลมเปล่า เขาเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นว่าเอ๋อร์โก่วได้พานางกำนัลออกเดินนำไปแล้ว ตนเองก็โลดเต้นตามหลังไปอย่างรื่นเริงราวกับลูกหมาที่ได้ออกนอกบ้าน
“โว้ย” ระบบอุทานอย่างอิจฉา รู้สึกว่าเอ๋อร์โก่วต่างหากที่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือด เสี่ยวไป๋เป็นแค่เจ้าบ้านเก๊ กินข้าวยังไม่ให้กินเลย
“มารดาเจ้าเถอะ มีคนทรยศอยู่ในกลุ่มเราจนได้” เสี่ยวไป๋สบถลั่น
“โครม” เสียงดังกึกก้องพลันดังขึ้น เป็นเสียงอาคารถล่มพังทลาย
“เกิดอะไรขึ้น?” เอ๋อร์โก่วที่ก่อนหน้านี้ยังเดินนำหน้ากลับพุ่งพรวดมายืนหน้าข้างเสี่ยวไป๋อย่างไวเพราะอย่างไรข้างเสี่ยวไป๋ก็ปลอดภัยกว่า
“เจ้าเหมาะจะเป็นคนขายชาติจริงๆ” เสี่ยวไป๋ยิ้มแสยะเย็นให้เอ๋อร์โก่วด้วยรอยยิ้มแห่งความตาย เมื่อตะกี้ยังเดินหน้าร่าเริง พอเกิดเรื่องก็หนีกลับมาทันที
“ช่างเถอะ ไปดูให้เห็นกับตาดีกว่า” เสี่ยวไป๋คว้าตัวเอ๋อร์โก่วแล้วพากันเคลื่อนย้ายหายวับไป
“เวรเอ๊ย เจ้าทำไมชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนักนะ?” เอ๋อร์โก่วอดบ่นไม่ได้ เสี่ยวไป๋มีนิสัยชอบหาเรื่องอยู่เรื่อยแท้ ๆ แต่ดันไม่ตายง่ายอีกต่างหาก ถ้าเป็นละครแฟนตาซีทั่วไป นิสัยแบบนี้คือตายตั้งแต่สิบตอนแรกแล้ว
“ข้าอยากให้เจ้าได้ลองกลับไปเริ่มฝึกฝนใหม่ตั้งแต่ศูนย์ จะได้รู้จักความลำบากของโลกมนุษย์บ้าง” ระบบยังคงเคืองไม่หายที่โดนขัดมื้ออาหาร บัดซบ ถ้าไม่ติดว่าเจ้าหมอนี่มันเก่งจริงป่านนี้คงตายร้อยรอบแล้วด้วยนิสัยแบบนี้
พริบตานั้น เสี่ยวไป๋พากลุ่มของตนหายไปเหลือแต่ตู๋หยาลินและผู้อื่นอยู่ในห้อง
“คุณหนู พวกเราจะตามไปหรือไม่?” ผู้อาวุโสบางคนที่ชอบความวุ่นวายถามขึ้น
“จะไปทำไมกัน? ผู้ใจกล้าขนาดทำลายล้างถึงขั้นนี้ในเมืองหลวงต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน พวกเรารอฟังข่าวที่นี่ก็พอแล้ว” ตอนนี้ตู๋หยาลินต้องการเพียงอยู่ดูแลบิดาเท่านั้น ช่วงที่บิดานางล้มป่วย นางคนเดียวต้องรับผิดชอบกิจการมากมาย ไม่ว่าอันใดก็เหนื่อยล้าเกินพอแล้ว
อีกด้านหนึ่งใกล้กับเมืองหลวงแห่งแคว้นหิมะอวิ๋น ชายชุดดำผู้กำลังออกตามหาพี่ชายกับสหายรู้ใจของตน บินทะยานอย่างรวดเร็ว
“อืม?” ทันใดนั้นเขาก็หยุดกลางอากาศเพราะรู้สึกถึงพลังวิญญาณที่รุนแรงราวกับภูเขาถล่มฟ้าทลาย
“แถบแดนกันดารเช่นนี้ไม่น่าจะมีผู้บำเพ็ญเพียรอันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้” เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย
“ใช่แล้ว ต้องเป็นเส้นทางที่พระองค์ชี้นำแน่ พระองค์ทรงอำนวยพรข้าอยู่ หากมุ่งหน้าไปทางนั้นจะต้องพบพี่ชายกับสหายข้าเป็นแน่”
ว่าแล้ว ชายชุดดำก็รีบบินมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ที่เมืองหลวงแห่งแคว้นหิมะอวิ๋น ชายวัยกลางคนผู้มาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ยืนลอยอยู่กลางฟ้า พลังวิญญาณภายในร่างของเขากำลังแผ่ขยายออกไปรอบทิศ
หลังจากกล่าวล่ำลาชาวบ้าน เขาไม่ได้จากไปทันทีหากแต่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงของแคว้นหิมะอวิ๋นโดยตรงเพื่อสะสางหนี้แค้นกับราชสำนัก
และในเวลานั้น เสี่ยวไป๋และคณะก็มาถึง ทว่าพวกเขากางม่านพรางตาไว้ ชายวัยกลางคนจึงมองไม่เห็น
“เวรเอ๊ย” เสี่ยวไป๋ ระบบและเอ๋อร์โก่วต่างร้องพร้อมกัน
“คุณพระ นี่หรือคือพระราชวัง?” เสี่ยวไป๋ตาเบิกโพลงมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อาคารทั้งหลายเอียงกระเท่เร่ กำแพงหักพังไม่มีชิ้นดี
“เจ้าคนนี้คงแค้นลึกมากถึงกับทำลายที่พักของศัตรูได้ขนาดนี้” เอ๋อร์โก่วรู้สึกว่านี่มันคนจริง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ทุบบ้านพังทั้งหลัง
“ยังมีผู้รอดชีวิตอยู่หรือไม่?” หนานกงอวิ๋นม่อเอ่ยถาม
“ไม่แล้ว สักคนก็ไม่มี” เอ๋อร์โก่วตรวจสอบแล้วตอบกลับ
เสียงพังทลายของพระราชวังดังมากจนชาวเมืองทั้งหลายต่างพากันแห่มุงดู
“สหาย รู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?” ชายผู้หนึ่งแตะไหล่ชายข้าง ๆ แล้วถาม
“เจ้าตาบอดหรือไร? พระราชวังถล่มขนาดนี้แล้วยังไม่รู้?” ชายอีกคนตอบด้วยเสียงหงุดหงิดเพราะถูกขัดขณะกำลังเพลิดเพลินกับการดูเหตุการณ์
“เจ้าก็พูดให้ดีหน่อยไม่ได้หรือไร เปิดปากมาก็ว่าเขาว่าโน่นนี่” คนแรกไม่พอใจนักจึงเถียงกลับไป
“บัดซบ” ใครจะไปคิดว่าชายอีกคนจะไม่พูดให้เสียเวลา แต่กระหน่ำหมัดเข้าท้องทันที
“เจ้าจะทำอะไรของเจ้า?” คนโดนต่อยกุมท้องแน่น พยายามกลั้นความเจ็บถามกลับ
“ยังไงสุดท้ายก็ต้องตีกันอยู่ดี สู้ลงมือเลยไม่ดีกว่าหรือ?” ชายที่ชกปัดฝุ่นจากหมัดตัวเอง พูดอย่างไม่ยี่หระ
สองคนจึงเริ่มซัดกันกลางฝูงชนอย่างไม่อายฟ้าดิน
“ผู้นี้เป็นใครกัน? พักนี้บ้านเรามีผู้กล้าปรากฏตัวถี่นัก” คนดูรอบข้างเริ่มซุบซิบ นับจากเสี่ยวไป๋ผู้ลึกลับที่ล้างแคว้นจูหลิงในพริบตา ตอนนี้ก็มีคนมาโค่นแคว้นหิมะอวิ๋นอีก
“ไม่รู้ แต่ดีแล้วที่เจ้าจักรพรรดิหมานั่นตายไปเสียทีจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบหวาดผวาอีก” บางคนถึงกับโล่งอกที่ราชสำนักล่มสลาย
“ใช่ ๆ ต้องขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยเราจากห้วงทุกข์” หลายคนเริ่มเทิดทูนชายวัยกลางคนราวกับเป็นผู้มีพระคุณประจำชีวิต
ชายคนนั้นได้แต่มองภาพเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มบาง
บนฟากฟ้าเหนือกลุ่มเมฆ มีมิติแยกออกมาเฉพาะกลุ่ม ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่พร้อมกับผู้อาวุโสเว่ยและคนอื่นๆ พวกเขาก็มาถึงเพราะเสียงระเบิดเมื่อครู่เช่นกัน
“พลังระดับจอมจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด คนเช่นนี้มาทำอะไรที่นี่? ไปสืบข่าวเดี๋ยวนี้” หญิงสาวออกคำสั่ง
“รับคำสั่ง คุณหนู” ผู้อาวุโสเว่ยใช้พลังมิติหายวับไปทันที
ขณะนั้นเสี่ยวไป๋และพรรคพวกยังคงพรางตัวอยู่คอยสังเกตการณ์
“งี้ก็แข่งไม่ได้แล้วน่ะสิ” เสี่ยวไป๋ถอนใจแรง หกเดือนที่ผ่านมาเตรียมตัวเพื่อช่วงนี้แท้ ๆ แล้วมันก็จบลงอย่างนี้
“ยังไงก็เหมือนกัน แข่งไม่แข่งก็เสียเวลาอยู่ดี เจ้าเองก็จะโค่นแคว้นนี้อยู่แล้ว เปลี่ยนคนทำเฉย ๆ” เอ๋อร์โก่วเกลือกกลิ้งบนอากาศอย่างเกียจคร้าน
“ก็จริง” เสี่ยวไป๋เองก็ไม่ได้ตั้งใจจะไว้ชีวิตคนที่คิดลวนลามศิษย์เขาอยู่แล้ว แบบนี้ยิ่งดี ไม่ต้องลงมือเอง
“หืม?” เอ๋อร์โก่วเงยหน้าขึ้นมองฟ้าโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็พบคนกลุ่มหนึ่งเข้า
“มีอะไร?” เสี่ยวไป๋ถามพลางเงยหน้าตาม
“ไหงกลับมาอีกแล้วแถมมากันหลายคนเสียด้วย”
“เวรเอ๊ย” เสี่ยวไป๋อุทานเมื่อเห็นคนในมิติ
“เจ้าทำไม?” เอ๋อร์โก่วสงสัย กลุ่มคนพวกนั้นไม่ได้มีพลังอะไรน่ากลัวจะตกใจอะไรขนาดนั้น
“แม่เจ้าโว้ย ข้ารู้จักคนหนึ่งในนั้น”
ไม่ใช่แค่รู้จักเพราะจากนี้ไปจะ ‘หนีไม่พ้น’ เสียแล้ว
“หา?” เอ๋อร์โก่วเองก็สามารถมองทะลุมิติได้จึงจ้องดูอีกครั้ง ทว่ากลับไม่เห็นใครคุ้นหน้าเลย
“เจ้าอย่ามัวมองเลย เจ้าไม่เคยพบหน้านางหรอก แต่เจ้ารู้จักชื่อของนางแน่”
โลกนี้มันแคบยิ่งกว่าที่คิดจริง ๆ เจอคนคุ้นเคยได้ทุกที่เช่นนี้