เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 73 สู้บ้าอะไรนักหนา?

บทที่ 73 สู้บ้าอะไรนักหนา?

บทที่ 73 สู้บ้าอะไรนักหนา?


บทที่ 73 สู้บ้าอะไรนักหนา?

“เรียนคุณหนู ข้าน้อยยังไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับเขาแม้แต่น้อย” ผู้อาวุโสเว่ยกล่าวด้วยความเคารพ พวกเขาเองก็สงสัยในตัวเสี่ยวไป๋อย่างยิ่ง ตรวจสอบแทบทั่วทั้งแผ่นดินก็ยังไร้วี่แววข้อมูลแม้เพียงนิด

หากเสี่ยวไป๋รู้เข้าคงได้แต่ยกมือกุมขมับพร้อมสบถว่า

‘ข้าไม่ใช่คนของโลกนี้ด้วยซ้ำ เจ้าจะไปสืบหาอะไรนักหนา? ต่อให้เจ้าเจาะฟ้าหาช่องก็ไม่มีวันหาเจอหรอกโว้ย’

“คุณหนู ข้าน้อยขอเสนอให้…” ผู้อาวุโสเว่ยกำลังจะเอ่ยถึงเรื่องการส่งคนไปจับตาเสี่ยวไป๋ แต่ก็กลืนคำลงคอเพราะรู้อยู่แก่ใจว่านางไม่มีวันยอม

พวกเขาเคยเสนอแนวคิดนี้มานับครั้งไม่ถ้วนและก็ถูกปฏิเสธไปนับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน

“พี่อวิ๋นม่อมากับท่านเสี่ยวไป๋ใช่หรือไม่?” หญิงสาวมิได้ถามต่อเพราะเดาออกว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร

การส่งคนไปจับตาดูอาจารย์ของว่าที่คู่หมั้นไม่ต่างอะไรกับการจุดไฟเผาตัวเอง การกระทำเช่นนั้นไม่เพียงจะทำให้หนานกงอวิ๋นม่อโกรธ แต่ยังอาจถูกประณามจากทั้งโลกยุทธภพ

บนแผ่นดินตะวันออกหลี่ อาจารย์คือผู้มีสถานะเสมอพ่อแม่แท้ ๆ คำว่า ‘อาจารย์’ และ ‘ครู’ แม้จะอ่านเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันลิบ หากเปรียบ ‘บิดา’ กับ ‘ผู้ชี้แนะ’ ก็ย่อมเข้าใจได้ทันที

เพราะฉะนั้นหากนางส่งคนไปสอดแนมเสี่ยวไป๋จริง ๆ นั่นไม่ต่างอะไรกับการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแห่งสายสัมพันธ์อาจารย์ศิษย์

“เปล่า คนที่มากับคุณชายอวิ๋นม่อมีสองคนเป็นพ่อกับลูกสาว” เฒ่าหลี่ตอบพร้อมรู้สึกสะท้านในใจ ‘เสร็จแน่ข้า...’

“หืม? หญิงงั้นหรือ? อายุเท่าไร? หน้าตาเป็นอย่างไร? นิสัยล่ะ? ฐานะเป็นใคร?” หญิงสาวหมุนตัวกลับมาหาทุกคน แววตากรุ้มกริ่ม แต่รอยยิ้มบางบนใบหน้ากลับทำให้ทุกคนหนาวยะเยือก

‘แย่แล้ว…นางโกรธแน่…ตอบอะไรต่อไปต้องระวังคำพูดให้มาก’

รอยยิ้มเช่นนี้หาใช่ยิ้มธรรมดาไม่ แต่เป็นรอยยิ้มแห่งความตายโดยแท้

“เป็นหญิงจริง อายุราวสิบแปด หน้าตาก็…งามพอควรส่วนเรื่องนิสัยยังไม่ทราบ พวกนางมาถึงแบบทันทีทันใด สืบยังไม่ทันก็กลับไปแล้ว” เฒ่าหลี่ตอบอย่างระมัดระวังพร้อมแอบสาปแช่งเฒ่าหลิวในใจ

‘เวรเอ๊ย วันนี้เจ้าทำข้าซวยสุด ๆ ข้านี่เอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อรายงานเลยนะ’

“ข้าไปสืบตัวตนของนางให้เอง” เฒ่าหลี่พยายามหาเหตุชิ่งหนีไปให้ไว

“ไม่ต้อง ข้าเชื่อพี่อวิ๋นม่อ เจ้ายังมีหน้าที่ปกป้องตระกูลหนานกงต่อไป หากมีเรื่องค่อยมารายงานอีกที” หญิงสาวกล่าวพร้อมยิ้มบาง ๆ อย่างมีนัย

“ขอรับ ขอรับ ข้าน้อยขอตัว” เฒ่าหลี่ไม่รอให้พูดซ้ำ ใช้พลังมิติเร่งความเร็วหนีออกไปแทบจะทันที

‘ข้าอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้วที่นี่หนาวเกินไปมิใช่เพราะอากาศแต่เพราะคุณหนูนี่แหละ’

“คุณหนู…ข้าน้อยขอกล่าวบางสิ่งด้วยความเคารพ” ผู้อาวุโสเว่ยเดินเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวหลังจากเฒ่าหลี่จากไป

“มีอะไรก็ว่ามา” นางพยักหน้ารับเบา ๆ

“คุณหนูควรเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนต่อคุณชายอวิ๋นม่อสักทีเถิด” ผู้อาวุโสเว่ยพูดเร็วราวกับท่องบทสวด

นั่นมิใช่เพราะเขาซ้อมมา แต่เพราะพูดจนชิน

ทุกคนในที่นี้แทบจะพูดคำนี้วันละรอบ หมุนเวียนกันเตือน แต่คุณหนูก็ยังคงตอบเดิม ๆ ว่า “เป็นเรื่องของข้า พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง”

“อืม ข้ารู้แล้ว ไว้หลังงานนัดเดือนหกครานี้ค่อยว่ากัน” หญิงสาวนิ่งไปครู่ ก่อนจะตอบเสียงเบา

“คุณหนู?” ทุกคนตกตะลึง ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยว่านางจะยอมพูดเช่นนี้

“เวลาก็เหลือไม่มากแล้วใช่หรือไม่?” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนฟากฟ้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

“คุณหนู…ขออภัยที่ข้าน้อยกล่าวมากไป แต่คุณชายอวิ๋นม่อกับท่านนั้น…ทั้งพรสวรรค์ ฐานะและพลัง ต่างกันมากเหลือเกิน ภายในตระกูลมีผู้คัดค้านไม่น้อยเลย…” ผู้อาวุโสอีกคนทนไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น

เดิมทีเขาอยากพูดว่า “หนานกงอวิ๋นม่อไม่คู่ควรกับท่าน” แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้เขากลืนคำพูดกลับไป

“พี่อวิ๋นม่อเคยบอกข้าว่า ‘เขาจะกลายเป็นยอดยุทธ์ผู้ไร้เทียมทาน’ ข้าก็จดจำคำนี้ไว้เสมอและเชื่อมั่นในตัวเขาเสมอมาส่วนพวกในตระกูลที่คัดค้าน…ตายไปเสียก็ไม่มีใครคัดค้านอีกแล้วมิใช่หรือ?” น้ำเสียงของหญิงสาวตอนท้ายเย็นเยียบยิ่งนัก

คลื่นสังหารอันหนาวสะท้านแพร่กระจายออกมา ทุกผู้คนต่างรับรู้ได้อย่างชัดเจน

‘โอ๊ย…คุณหนูใจเด็ดเกินไปแล้ว ถ้าฆ่าพวกนั้นหมด ตระกูลจะไม่วุ่นวายตายหรือ? เจ้าหนานกงอวิ๋นม่อนี่มันให้นางกินอะไรเข้าไปกันแน่ถึงทำให้นางคลั่งรักได้ถึงเพียงนี้?’

ณ หน้าประตูสำนักสามอสูร

เจ้าเฒ่าหวูเพิ่งตื่นนอน ขยี้ตาอยู่หน้าประตูด้านหน้ามีผู้อาวุโสและศิษย์แกนกลางมาร่ำลาอย่างเป็นทางการ

“ข้าไปล่ะ” เจ้าเฒ่าหวูบิดขี้เกียจ แล้วโบกมือก่อนจะทะยานขึ้นฟ้า

“ขอให้เจ้าสำนักเดินทางปลอดภัย กลับมาด้วยชัยชนะ”

เสียงขานลาทั้งสำนักดังลั่น

หลังจากนั้น

“ผู้อาวุโสใหญ่ เจ้าสำนักไปแล้ว พวกเราจะบุกโจมตีตระกูลมู่เลยหรือไม่?” เหล่าผู้อาวุโสบางคนอดรนทนไม่ไหว

ทุกครั้งที่คิดจะบุกตระกูลมู่ เจ้าสำนักหวูมักอ้างเหตุผลร้อยแปดมาขวางไว้จนลงมือไม่ได้ พวกเขาคับแค้นใจมานาน พอเจ้าสำนักจากไป พวกเขาก็เหมือนเสือหลุดกรง

“จะบ้ารึ? วัน ๆ คิดแต่เรื่องสู้รบ รู้มั้ยว่าพอเจ้าสำนักไม่อยู่พลังรบของเราลดลงไปแค่ไหน? ถ้าตระกูลมู่ตอบโต้กลับมาพร้อมกัน ใครจะรับมือได้? หรือเจ้าจะใช้น้ำในสมองของเจ้ารับแทน?” ผู้อาวุโสใหญ่ระเบิดอารมณ์ออกมา

“สู้พ่อเจ้าสิ จะสู้อะไรกันนักกันหนา? ถ้ารบกันนักก็รอเจ้าสำนักกลับมาให้เขาสู้กับพวกเจ้าไปเลยหรืออยากให้ข้าเป็นคู่ซ้อมให้เดี๋ยวนี้ก็ได้” รองผู้อาวุโสที่หนึ่งพูดใส่หน้าอย่างไม่เกรงใจ

“พวกเจ้ามีใจฮึกเหิมในการสู้รบก็เข้าใจได้ แต่สู้แบบไร้สติอย่างนี้มันไม่ต่างอะไรกับหายนะ จำไว้ให้ดีกลับไปตั้งหน้าตั้งตาฝึกซะเถอะ” รองผู้อาวุโสที่สองส่ายหน้า ตำหนิไปตามตรง

จบบทที่ บทที่ 73 สู้บ้าอะไรนักหนา?

คัดลอกลิงก์แล้ว