เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56 นั่นมิใช่ยังมีสุนัขอีกตัวหรือ?

บทที่ 56 นั่นมิใช่ยังมีสุนัขอีกตัวหรือ?

บทที่ 56 นั่นมิใช่ยังมีสุนัขอีกตัวหรือ?


บทที่ 56 นั่นมิใช่ยังมีสุนัขอีกตัวหรือ?

“ข้ามิได้สอนเขาเรื่องพวกนี้เสียหน่อย...” อยู่ดี ๆ ก็ถูกโยนความผิดมาให้ เสี่ยวไป๋รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก ก็ข้าไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้สักหน่อย

“ท่านเอ๋อร์โก่ว ข้าคิดเองทั้งสิ้น เรื่องที่เคยเรียกชื่อท่านโดยไม่ให้ความเคารพนั้น ข้าเสียมารยาทยิ่งนัก ขออภัยด้วยจากใจจริง” หนานกงอวิ๋นม่อรีบอธิบายออกมาทันที

เอ๋อร์โกวมองดวงตาใสซื่อของหนานกงอวิ๋นม่ออีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองสีหน้าเหลอหลาของเสี่ยวไป๋จึงแน่ใจว่าหนานกงอวิ๋นม่อพูดจริง แต่เด็กคนนี้อยู่ดี ๆ เปลี่ยนคำเรียกทำไมกันนะ? สมองโดนอะไรมาเข้าแล้วหรือ?

เอ๋อร์โก่วคิดไปคิดมาก็ได้แต่สรุปว่าเด็กคนนี้คงมีอะไรผิดปกติกระมัง

“ช่างเถิด ๆ ข้ามิเคยถือสาเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้ว ไม่เป็นไร เจ้าตั้งใจฝึกฝนให้ดีเถิด” เอ๋อร์โก่วพูดด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจ

“ใช่แล้ว อย่าได้ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เลย ท่านเอ๋อร์โก่วของเจ้านั้นช่างเป็นสุนัขที่ประเสริฐหาผู้ใดเปรียบยากยิ่งในใต้หล้า...” เสี่ยวไป๋ตบแผ่นหลังของเอ๋อร์โก่วพลางหัวเราะให้หนานกงอวิ๋นม่อโดยเฉพาะตอนกล่าวถึงคำว่า ‘สุนัขที่ประเสริฐ’ เสียงนั้นเน้นหนักยิ่งนัก

“เวรเอ๊ย” เอ๋อร์โก่วทนไม่ไหวกระโจนเข้าใส่เสี่ยวไป๋ทันที ปากก็ร้องว่า “บอกเจ้าแล้วกี่ครั้งแล้วว่าข้าน่ะเป็นหมาป่า”

หนานกงอวิ๋นม่อมองสองสหายที่กำลังหยอกล้อกันไปมาพลันรู้สึกอบอุ่นในใจ ยามได้ฝึกบำเพ็ญเคียงข้างเสี่ยวไป๋ เขารู้สึกปลอดภัยอบอุ่น ราวกับมีบิดาและลุงหลิวอวิ๋นอยู่เคียงข้าง บัดนี้มีท่านเอ๋อร์โก่วเพิ่มขึ้นอีกผู้ เขารู้สึกว่าตนโชคดีและเปี่ยมสุขเหลือเกิน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึงมาก่อน

ขณะเสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วกำลังเล่นสนุกกันอยู่นั้น เหล่าผู้ดูแลก็ได้ขึ้นสู่เวทีประลอง

“สำหรับการหยุดพักกะทันหันเมื่อครู่ พวกข้าซาบซึ้งในความอดทนของทุกท่าน ต้องขออภัยที่ทำให้เสียเวลาเป็นอย่างยิ่ง

สาเหตุของการหยุดพักก็เนื่องมาจากเวลาที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นหลังจากที่เราประชุมและลงมติกันอย่างเคร่งเครียดจึงตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันจากการประลองแบบหนึ่งต่อหนึ่งเป็นการต่อสู้รวมหมู่

การแข่งขันรูปแบบนี้ตามชื่อเลยคือเราจะเชิญผู้เข้าแข่งขันที่เหลือทั้งหมดขึ้นเวทีประลองพร้อมกัน แล้วตัดสินกันให้รู้แพ้รู้ชนะในคราเดียว ผู้ที่ยืนหยัดเป็นคนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่ง การแข่งขันของสำนักใหญ่ทั้งหลายนิยมใช้รูปแบบนี้มากจึงขอให้ทุกท่านอย่าได้วิตกไป”

เมื่อได้ยินว่าจะเปลี่ยนการแข่งขันเป็นแบบรวมหมู่ เดิมทีผู้เข้าแข่งขันหลายคนต่างไม่พอใจนักเพราะแต่ละคนต่างเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ บ้างก็หลายเดือน ย่อมไม่อยากเปลี่ยนกะทันหัน ยกเว้นก็แต่เจ้าพิลึกอย่างหนานกงอวิ๋นม่อที่เพิ่งรู้ข่าวแล้วกระโจนเข้าร่วม

ใครเล่าจะพอใจที่การแข่งขันเปลี่ยนกลางครัน แต่พอได้ยินว่าเป็นรูปแบบที่สำนักใหญ่ใช้นั้นดวงตาทั้งหลายก็สว่างวาบขึ้นทันที นี่คือรูปแบบของสำนักใหญ่ การแข่งขันเช่นนี้ต้องมีอะไรให้เรียนรู้แน่นอน นี่แสดงให้เห็นว่าคำว่าสำนักใหญ่มีแรงดึงดูดเพียงใด

“อ้อ เกือบลืม แจ้งให้ทุกท่านทราบว่าการแข่งขันจะเลื่อนเป็นพรุ่งนี้เช้าเก้าโมงตรง ให้ทุกท่านเข้าสนามตั้งแต่เวลาแปดโมงยี่สิบและให้เข้าสนามให้เสร็จภายในเก้าโมงตรง ขอให้จำไว้ให้ดี” ผู้ดูแลเสริมอีกข้อ

“รับทราบขอรับท่านผู้ดูแล” ผู้คนทั้งหลายขานรับพร้อมกันอย่างเคารพ

เหตุใดจึงต้องเคารพ? ก็เพราะว่าผู้ดูแลผู้นี้มิใช่บุรุษธรรมดา แต่เป็นยอดฝีมือระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นเก้า ตำแหน่งผู้ตัดสินในการประลองหลวงในเมืองหลวงเช่นนี้จะธรรมดาได้เยี่ยงไร?

“อืม” ผู้ดูแลพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วเดินลงเวทีอย่างช้า ๆ

“ไม่คาดเลยว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการประลอง ความพยายามตลอดสองสัปดาห์ของข้ากลายเป็นไร้ประโยชน์เสียแล้ว” ชายหนุ่มคนหนึ่งบ่นกับสหายอย่างหงุดหงิด

“เปลี่ยนแล้วอย่างไร? การประลองแบบนี้เป็นของสำนักใหญ่ต่างหาก เราควรยินดีที่ได้มีโอกาสเช่นนี้ ไม่เพียงพวกเราเท่านั้นที่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดสำนักใหญ่ แม้แต่บุตรของท่านขุนนางหรือองค์ชายเองยังหาโอกาสเช่นนี้ได้ยาก” เพื่อนของเขาตอบอย่างไม่ใส่ใจนักในเรื่องเตรียมตัว มีแต่แววตาวิบวับเมื่อกล่าวถึงสำนักใหญ่

“อะไรของมัน? สำนักใหญ่บ้าบออะไรอีก? แคว้นจูหลิงนี่ไม่มีสำนักหรือไง?” เสี่ยวไป๋ยืนฟังข้าง ๆ แล้วงุนงงเต็มประดา ที่พูดมานี่มันอะไรกัน? แคว้นหิมะอวิ๋นยังมีสำนักจินหยางได้ แคว้นจูหลิงจะไม่มีได้อย่างไร? อีกอย่าง สำนักจินหยางก็แค่มีคนระดับแม่ทัพวิญญาณสูงสุดก็ยังไม่ถือว่าใหญ่โตกระไร

“ท่านอาจารย์ แคว้นจูหลิงมิใช่ไม่มีสำนัก หากแต่สำนักเหล่านั้นล้วนมิอาจเรียกว่า ‘สำนัก’ ได้เลย...” หนานกงอวิ๋นม่ออธิบายอยู่ด้านข้าง เขาเองก็แปลกใจว่าทำไมอาจารย์ของตนถึงไม่รู้เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ และไม่กล้าถาม ได้แต่คอยอธิบายอยู่เงียบ ๆ

“อธิบายให้เข้าใจง่ายหน่อยเถิด สำนักจะไม่ใช่สำนักได้เยี่ยงไร?” เสี่ยวไป๋รู้สึกมึนงงสุดขีด

“ก็คือ สำนักเหล่านี้ตั้งขึ้นมาเอง หาได้รับการยอมรับจากอำนาจใหญ่ไม่ มีเพียงแคว้นหรือผู้มีอำนาจที่ระดับใกล้เคียงหรืออ่อนกว่าตนเท่านั้นที่จะยอมรับพวกเขา” หนานกงอวิ๋นม่อขยายความ

“โธ่เว้ย สรุปคือพวกค้าขายเถื่อนไม่ได้รับใบอนุญาตใช่หรือไม่เล่า?” เสี่ยวไป๋พูดแทงใจดำเข้าเต็มเปา

แน่นอนว่าเอ๋อร์โก่วกับหนานกงอวิ๋นม่อย่อมไม่เข้าใจวลี ‘ค้าขายเถื่อน’ ของเขาเลยสักนิด

“เอาเถอะ ๆ เลิกพูดกันเถิด พวกเราก็ควรไปหาที่พักกับกินข้าวได้แล้ว” เสี่ยวไป๋เห็นผู้คนเริ่มทยอยเดินออกจากสนามจึงชักชวนพวกพ้อง ถึงเวลามื้อสำคัญของวันอีกครั้ง

เสี่ยวไป๋จึงพาเอ๋อร์โก่วและหนานกงอวิ๋นม่อออกเดินทางหาที่พัก คืนนี้ยังต้องนอนที่นี่ แข่งขันก็เลื่อนไปพรุ่งนี้แล้วจะให้นอนข้างถนนหรืออย่างไร?

ไม่ไกลจากเวทีประลองมีโรงเตี๊ยมอยู่หลายแห่ง ทั้งสามเดินเข้าไปก็เห็นเด็กใช้ของโรงเตี๊ยมเดินเข้ามาต้อนรับด้วยท่าทางกระตือรือร้น

“สวัสดีขอรับคุณชาย ท่านต้องการสิ่งใดหรือไม่?” เด็กใช้เห็นเสี่ยวไป๋ก้าวเข้ามาก็รีบต้อนรับ เขามองเครื่องแต่งกายของเสี่ยวไป๋และหนานกงอวิ๋นม่อเพียงครู่เดียวก็รู้ทันทีว่าทั้งสองต้องเป็นพวกร่ำรวยแน่นอนโดยเฉพาะใบหน้าหล่อเหลาหาที่เปรียบมิได้ของเสี่ยวไป๋ ยิ่งมั่นใจว่าคู่นี้มีเงิน ไม่มีเงินใครจะเลี้ยงหน้าขาวได้ขนาดนี้กันเล่า

“ขอห้องชั้นดีสามห้อง” เสี่ยวไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง เดิมทีตั้งใจจะเปิดแค่ห้องเดียว แต่หนานกงอวิ๋นม่อต้องฝึกฝนยามค่ำคืนจึงต้องเพิ่มอีกห้อง

ส่วนเอ๋อร์โก่วนั้นเสี่ยวไป๋ไม่มีวันนอนห้องเดียวกับมันเด็ดขาด หากเขากับเอ๋อร์โก่วนอนด้วยกันละก็ ผู้ที่พักห้องข้างเคียงได้โปรดยกโทษเถิดเพราะทั้งคืนจะมีเรื่องให้เขากับเอ๋อร์โก่วชกต่อยกันตลอด ไม่แน่อาจถึงขั้นพังทั้งโรงเตี๊ยม

“ได้เลยขอรับคุณชาย” เด็กใช้ยินดีสุดขีดเมื่อได้ยินว่าจะเปิดห้องชั้นดีถึงสามห้อง เดาถูกจริง ๆ คนพวกนี้รวยล้นฟ้า

เขาจ้องเสี่ยวไป๋กับหนานกงอวิ๋นม่ออยู่พักหนึ่งก็ยังเห็นแค่สองคน เลยถามขึ้นอย่างสงสัยว่า “เอ่อ...คุณชาย ทั้งหมดมีแค่สองคนหรือขอรับ? หรือว่าจะเปิดห้องมากเกินไปหรือเปล่า?”

“เปล่าหรอก ดูนั่นสิ เจ้ามิได้เห็นหรือยังมีสุนัขอีกตัว? ห้องที่สามก็เปิดให้มันนั่นแหละ” เสี่ยวไป๋พูดพลางจับเอ๋อร์โก่วขึ้นมาด้วยมือข้างขวา ชี้มันด้วยมือซ้ายอย่างจริงจัง เหมือนจะบอกว่า ‘ข้าจะทำเรื่องผิดพลาดระดับนี้ได้อย่างไรกันเล่า?’

จบบทที่ บทที่ 56 นั่นมิใช่ยังมีสุนัขอีกตัวหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว