เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 ข้าไม่เอา

บทที่ 41 ข้าไม่เอา

บทที่ 41 ข้าไม่เอา


บทที่ 41 ข้าไม่เอา

“ไปยังเมืองหลวงของแคว้นจูหลิง” เสี่ยวไป๋หันไปยิ้มให้หนานกงอวิ๋นม่อ ครั้นเห็นรอยยิ้มของเสี่ยวไป๋ ร่างของหนานกงอวิ๋นม่อก็เกิดอาการขนลุกซู่ ไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ ก็รู้สึกขนพองสยองเกล้าอย่างประหลาด ในใจนึกว่าจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่

“แล้วพวกเราไม่กินข้าวกันรึไง?” ระบบโผล่มาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง ถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา

“ข้าไม่ใส่เสบียงไว้ในแหวนมิติหรือไร? อีกไม่กี่วันก็กินพวกนั้นไปก่อน” เสี่ยวไป๋ตอบเสียงเรียบ เขาก็ไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนี้นัก แต่ในเมื่อเรื่องนี้เขาเป็นคนก่อขึ้น เขาย่อมต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง

หากระบบรู้ว่าตอนนี้เสี่ยวไป๋คิดเช่นไรเกรงว่าจะตะโกนลั่น “มารดาเจ้าเถอะ นี่มันเรื่องที่เจ้าก่อขึ้นเอง อย่ามาโยงข้าเข้าไปด้วยนะโว้ย”

“ติง ระบบเข้าสู่โหมดแช่แข็งโดยอัตโนมัติ” เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นที่ข้างหูเสี่ยวไป๋

“อะไรของมันอีกล่ะ?” เสี่ยวไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดาว่า “คงหลับไปแล้วล่ะมั้ง”

ว่าแล้วเขาก็เตรียมจะหยิบเสบียงที่เคยจัดไว้ก่อนออกเดินทางในแหวนมิติ สมัยออกจากบ้านใหม่ ๆ เขาเตรียมของไว้ไม่น้อย ทั้งเนื้อแห้ง ผักสด ผลไม้ หมั่นโถว น้ำดื่มใสสะอาดไปจนถึงบะหมี่ปรุงสำเร็จที่สำคัญคือแหวนของเสี่ยวไป๋สามารถเก็บอาหารได้โดยไม่ให้บูดเสียหรือเย็นชืด ซึ่งนี่เองคือเหตุผลที่เขาชอบยัดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในแหวนมิตินี้

เสี่ยวไป๋ยิ้มแย้มอย่างเบิกบานใช้พลังจิตเข้าสำรวจภายในแหวนทว่าในพริบตานั้นหัวใจเขาก็แทบหยุดเต้น ลมหายใจติดขัด

เขาเห็นอะไรน่ะหรือ?

ของกินทั้งหมดในแหวนหายเกลี้ยง ไม่มีเหลือแม้แต่เศษเสี้ยว

เสี่ยวไป๋นึกถึงเสียงแจ้งเตือนของระบบเมื่อครู่แล้วก็เข้าใจทันที

“ระบบ มารดาเจ้าเถอะ ออกมานี่เดี๋ยวนี้” เสี่ยวไป๋ถึงกับแปลงร่างกลายเป็นบุรุษผู้อารมณ์ดี สำบัดสำนวนดั่งบทกวีที่งดงามเราะหู

แต่ไม่ว่าจะด่ามากเพียงใด ระบบก็ไม่แม้แต่จะขานรับ แม้แต่เสียงกระแอมยังไม่มี

สุดท้ายเสี่ยวไป๋ที่ด่าจนเหนื่อยก็จำต้องยอมแพ้

“อวิ๋นม่อ เร่งฝีเท้าไปที่ป่าเบื้องหน้า” เสี่ยวไป๋หันไปสั่งเสียงเร่งร้อน เขารู้ว่าในแหวนของหนานกงอวิ๋นม่อนั้นไม่มีอาหารเลย ดังนั้นต้องรีบไปถึงป่าให้ได้โดยเร็วที่สุด แล้วจัดการล่าสัตว์ทำกับข้าว เมื่อระบบฟื้นคืนสติเมื่อใดเขาจะจัดการกับมันให้เข็ด

สำนวนที่ว่าคนคือเหล็กข้าวคือเหล็กกล้าไม่ได้กินก็อ่อนแรงนั้นช่างเหมาะกับเสี่ยวไป๋ยิ่งนัก

“รับทราบ ท่านอาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อรับคำ พลันเร่งฝีเท้าวิ่งไปยังป่าข้างหน้า

บนถนนสายกว้างที่มุ่งหน้าเข้าสู่ผืนป่ามีชายหนุ่มสองคนวิ่งอย่างบ้าคลั่ง

หนึ่งชั่วยามผ่านไปทั้งสองก็วิ่งมาถึงในที่สุด

“ท่านอาจารย์ ป่าแห่งนี้ไม่ธรรมดานะขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อเอ่ยเตือน

“หืม? มีอะไรพิเศษรึ?” เสี่ยวไป๋ได้ยินก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที

“ป่าแห่งนี้เรียกว่าป่าแห่งรัตติกาล สมชื่อกลางวันจะไม่มีอสูรปรากฏตัวเลย แต่กลางคืน...อสูรจะออกมาเป็นฝูงแถมยังดุร้ายขึ้นหลายเท่า”

เสี่ยวไป๋ได้ยินก็ใจหล่นวูบ รีบหันขวับไปถาม

“หมายความว่า ถ้าไม่ถึงกลางคืน...วันนี้ข้าจะไม่ได้กินข้าวเรอะ?” ไม่ได้กินข้าวเนี่ยนะนี่มันข่าวใหญ่ เรื่องนี้เท่ากับฆ่าเสี่ยวไป๋ทั้งเป็นเลยทีเดียว

หนานกงอวิ๋นม่อพยักหน้าเบา ๆ เขารู้ว่าคำพูดเมื่อครู่ของตนอาจจะกระทบจิตใจอาจารย์อย่างแรง ช่วงเวลานี้จึงควรเงียบไว้จะดีที่สุด

และแน่นอนสำหรับเสี่ยวไป๋แล้ว เรื่องนี้คือโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในชีวิต ใจของเขาตอนนี้พังพินาศยับเยิน

ทันใดนั้น ก็มีเสียงลึกลับเสียงหนึ่งดังขึ้น

“เจ้าทั้งสองอยากฝึกฝนเคล็ดวิชาของเทพหรือไม่?”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยพลังลี้ลับ ดึงความสนใจของเสี่ยวไป๋และหนานกงอวิ๋นม่อไปในทันที

“ไม่เอา” ทั้งสองส่ายหน้าไปพร้อมกัน ตอบกลับอย่างพร้อมเพรียง

ทั่วทั้งป่าตกสู่ความเงียบงันราวป่าช้า

สถานการณ์น่าอึดอัดอย่างยิ่ง เสียงลึกลับเมื่อครู่ก็นิ่งเงียบ ไม่กล่าวอะไรต่อ

ผ่านไปชั่วครู่ เสียงนั้นจึงดังขึ้นอีกครั้ง

“เพราะเหตุใด?” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย เห็นได้ชัดว่าเจ้าของเสียงเริ่มสับสนกับพฤติกรรมผิดคาดของเสี่ยวไป๋และหนานกงอวิ๋นม่อ

“ข้าหิว” เสี่ยวไป๋ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ท่านอาจารย์ของข้าหิว” หนานกงอวิ๋นม่อก็ตอบเช่นกัน ตอนนี้เขาไม่สนใจหรอกว่าเคล็ดวิชาเทพอะไรนั่นจะเป็นเช่นไร เรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้คืออาจารย์ของเขากำลังหิว

อีกครั้งที่ป่าเข้าสู่ความเงียบ

เจ้าของเสียงลึกลับถูกสองคนนี้ทำเอาพูดไม่ออกไปเลย

“ไอ้บ้านี่มันเป็นบ้าอะไรกันเนี่ย...” นั่นคือเสียงความคิดจริงแท้แน่นอนในใจของเจ้าของเสียงลึกลับยามนี้

จบบทที่ บทที่ 41 ข้าไม่เอา

คัดลอกลิงก์แล้ว