- หน้าแรก
- เกมนี้ฮีลใจจริงดิ
- บทที่ 12 : คนในโถงตึก
บทที่ 12 : คนในโถงตึก
บทที่ 12 : คนในโถงตึก
“โหย่วฝูเหรอ?” ชายชราร่างผอมเกร็งทำหน้าไม่เข้าใจสิ่งที่หานเฟยพูด “นายเป็นเพื่อนโหย่วฝู? ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงนายเลยล่ะ?”
.
“ลองนึกดี ๆ สิครับ ผมชื่อหานเฟย” หานเฟยมองตาชายชราอย่างจริงใจเสียจนอีกฝ่ายเริ่มลังเลว่าตนเองอาจลืมไปเอง เพราะเรื่องราวมันก็ผ่านมากว่าสิบปีแล้ว
“พอนายพูดขึ้นมา ฉันก็พอนึกออกนะ ว่าโหย่วฝูเคยมีเพื่อนอยู่บ้าง แต่ทำไมนายดูอายุยังไม่มากเลย?” ชายชราเอ่ยไม่มั่นใจนัก
“ผมเป็นนักแสดงครับ ใช้หน้าตาทำมาหากิน เลยต้องดูแลตัวเองดีมาก ๆ ก่อนหน้านี้ก็ไปถ่ายละครอยู่ต่างจังหวัดตลอด” หานเฟยไม่อยากพูดมากเกินจึงรีบเลี่ยงเรื่องนี้ “คุณลุง ผมอยากช่วยทำอะไรสักอย่างแทนโหย่วฝูจริง ๆ”
“ความปรารถนาที่ยังไม่สมหวังของโหย่วฝูมีเยอะเหลือเกิน เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำก็เพื่ออยากสร้างบ้านให้เสี่ยวเม่ย ก่อนเกิดเหตุไม่นาน เขายังแอบมาหาฉัน บอกว่าตัวเองเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง อยากจัดงานแต่งเล็ก ๆ ให้เสี่ยวเม่ยด้วยซ้ำ” ชายชราส่ายหน้า
“แต่ตอนนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ ฉันว่า ความปรารถนาที่ใหญ่ที่สุดของเขา คงเป็นการได้จับคนร้ายมาลงโทษ เพราะฆาตกรได้พรากชีวิตของคนที่เขารักที่สุดไป”
“บ้าน…งานแต่ง…จับฆาตกร” หานเฟยท่องจำสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจ เขามองชายชราที่ซูบโทรม “คุณลุง ผมว่าโหย่วฝูคงห่วงสุขภาพคุณมากเหมือนกัน คุณต้องรักษาตัวให้แข็งแรงนะครับ ส่วนฆาตกรวิปริตนั่น ผมจะหาทางจับมันให้ได้แน่นอน!”
พูดจบ หานเฟยก็หยิบมือถือออกมา “นี่เป็นเบอร์ผม ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น คุณโทรหาผมได้เลย ผมจะช่วยเต็มที่”
ฝากเบอร์ไว้แล้ว เขาก็เอ่ยกำชับอีกเล็กน้อย ก่อนจะออกมากับลี่เสวี่ย
“นี่ นายทำไมถึงปลอมตัวเป็นเพื่อนโหย่วฝูล่ะ? ฉันดูแล้วนายเหมือนตั้งใจจะดูแลชายชราคนนั้นจริง ๆ เลยนะ” เดินออกมานอกอพาร์ตเมนต์ ลี่เสวี่ยก็ถามออกมาตรง ๆ
“ผม…” หานเฟยไม่รู้จะอธิบายยังไง เพียงแค่มองไปยังตึกเก่าทรุดโทรมด้านหลัง “ผมไม่ได้ปลอมตัวเป็นเพื่อนหรอกครับ…วันหนึ่งเราจะได้เป็นเพื่อนกันจริง ๆ”
“ประหลาดชะมัด” ลี่เสวี่ยหัวเราะในลำคอ ก่อนขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แฟนทอม ขี่ผ่านตัวเขา แล้วโยนหมวกกันน็อกมาให้ “ขึ้นมา”
“คุณจะทำอะไร?”
“ไปส่งนายกลับบ้านไง”
.
…
.
กลับถึงห้องเช่า หานเฟยนั่งลงตรงมุมที่ไกลจากโต๊ะทำงานที่สุด จ้องมองหมวกเกมที่วางอยู่บนโต๊ะ
.
เลือดข้างในหมวกแห้งกรังแล้ว แต่ยังเป็นเส้นลายสีแดงคล้ายสัญลักษณ์ประหลาดสลักอยู่ตรงผิวด้านใน
ก่อนหน้านี้เขายังคิดเข้าข้างตัวเองว่าอาจเป็นแค่การล้อเล่น แต่หลังจากสิ่งที่เจอมาวันนี้ เขาก็เลิกคิดแบบนั้นไปเลย
“ระบบบอกว่าถ้าผ่านภารกิจมือใหม่ จะช่วยให้เข้าใจโลกนั้นมากขึ้น งั้นฉันคงต้องไปทำภารกิจมือใหม่จริง ๆ แล้ว”
ยามราตรีคืบคลาน หานเฟยยืนที่หน้าต่าง มองตึกสูงตระหง่านกลางเมือง
จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่แค่โลกในเกมเท่านั้น แม้แต่โลกความจริงที่วิ่งไปเร็วด้วยเทคโนโลยี เขาเองก็เริ่มรู้สึกแปลกแยก
ยุคสมัยหมุนไปข้างหน้าไม่หยุด คนที่อยู่ในมุมเล็ก ๆ ของเมืองเก่าอย่างเขา พอเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน ก็มักจะรู้สึกสับสนจนตั้งรับไม่ถูก
“เลิกคิดมากเถอะ ขอให้รอดถึงพรุ่งนี้ก็พอ” หานเฟยนั่งลงหน้าโต๊ะ เปิดคอมค้นหาข้อมูลคดีเมื่อสิบปีก่อน
เกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง เขาจึงใส่ใจเต็มที่ เขาปริ๊นท์ข้อมูลที่ตำรวจเคยเปิดเผยออกมา ติดเรียงบนผนังตรงโต๊ะทำงาน
ไม่นาน ผนังโล่ง ๆ ก็เต็มไปด้วยกระดาษ ข้อมูล เบาะแส และรูปถ่าย จนดูเหมือนห้องนักสืบเอกชน
“คดีจิ๊กซอว์มีผู้ตายทั้งหมดแปดคน เจ็ดศพแรกถูกพบโดยที่ร่างกายขาดหายไปบางส่วน ส่วนศพที่แปดกลับถูกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนต่าง ๆ เมื่อตำรวจตรวจสอบฐานข้อมูลพลเมือง กลับไม่พบข้อมูลของศพที่แปดเลย เลยใช้ชื่อเรียกว่า ‘หมายเลขแปด’…”
เขาทำงานจนดึกดื่น กว่าจะเข้าใจภาพรวมคดีเมื่อสิบปีก่อน พอมองเวลาที่หน้าจอใกล้จะเที่ยงคืน เขาก็คว้าหมวกเกมขึ้นมา
“ผู้ตายโผล่ในเกมด้วย ปริศนามีมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ…ฉันต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน”
เสียงระฆังบอกเวลาเที่ยงคืนดังขึ้นพอดี หานเฟยเสียบสาย เชื่อมต่อหมวกเกม กดเข้าสู่ระบบ
สายตาถูกปกคลุมด้วยสีเลือด ความเวียนหัวและไร้น้ำหนักถาโถมเข้ามา ก่อนจะได้ยินเสียงเย็นเยียบดังขึ้นในหัว
“ยินดีต้อนรับสู่ ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ! ตอนนี้คุณสามารถเลือก ‘ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ’ ของคุณได้แล้ว!”
พอลืมตาขึ้น หานเฟยพบว่าตัวเองนอนอยู่บนขั้นบันไดชั้นหนึ่ง รอบตัวเงียบสงัดเหมือนทั้งตึกไร้ผู้คน
“ต้องไปหาคุณยายเมิ่งสือก่อน!”
เพราะเคยเล่นครั้งหนึ่งมาแล้ว ครั้งนี้หานเฟยตั้งเป้าแน่นอน เขาต้องหาทางคุยกับผู้เฒ่าให้ได้ภารกิจ พอทำเสร็จ ก็นั่งรออยู่ในบ้านครบสามชั่วโมง
ครบสามชั่วโมงเมื่อไหร่ เขาก็จะออกจากเกมได้ ถึงตอนนั้นค่อยออกไปสำรวจพื้นที่อื่น
พูดอีกอย่างก็คือ…สามชั่วโมงแรกหลังเข้าสู่เกมนี่แหละ ที่อันตรายที่สุด
ราวบันไดเหล็กเป็นสนิมติดคราบดำ ๆ ผนังที่เต็มไปด้วยฝุ่นถูกวาดกราฟฟิตี้น่าขนลุก รูปร่างคนเล็ก ๆ ที่ถูกวาดไว้ส่วนใหญ่มีแค่บางส่วนของร่างกาย ดูแล้วสยองขวัญจับใจ
หานเฟยไม่กล้าทำเสียงดัง เขาหยิบมีดทำครัวบนพื้นขึ้นมา ค่อย ๆ เดินไปหน้าห้องคุณยาย
ถุงพลาสติกดำกองอยู่ข้างประตูถูกเก็บไปแล้ว แต่บนพื้นยังเหลือคราบดำ ๆ คล้ายของเหลวที่ซึมออกมาจากในถุง
“คุณยาย?”
เขาเคาะประตูเบา ๆ แทบไม่ออกแรง แต่ในความเงียบของตึก เสียงนั้นกลับดังสะท้อนไปไกล
“ไม่มีใครอยู่เหรอ?”
หานเฟยแนบหูเข้ากับประตูเหล็กด้านใน เงียบสนิท เหมือนบ้านนี้ไม่มีใครอยู่มานานแล้ว
“ดึกดื่นแบบนี้ พวกเธอจะไปไหนได้?” หานเฟยเคาะอีกครั้ง แต่พอเสียงเคาะดังขึ้น เขากลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
เงี่ยหูฟังดี ๆ ความเงียบในตึกกลับมีเสียงบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว!
อีกฝ่ายตั้งใจเดินช้า ไม่ให้เกิดเสียง แต่หานเฟยยังจับได้ถึงเสียง “กรอบแกรบ” เบา ๆ
“เสียงมาจากชั้นบน! มีคนกำลังเดินลงมา! เสียงเคาะประตูเมื่อกี้ดึงดูดมันมาแน่!”
หานเฟยรีบไปยืนตรงราวบันได มองผ่านช่องว่างขึ้นไปชั้นบน
เมื่อคอค่อย ๆ เงยขึ้น ร่างกายเขาก็ตึงเครียดสุดขีด บนชั้นหก มี “ใบหน้า” หนึ่งกำลังมองเขาอยู่!
สายตาประสานกัน ทั้งคู่ต่างเร่งฝีเท้า!
หานเฟยวิ่งขึ้นไปทันที ส่วนเจ้าของใบหน้านั้นกลับพุ่งลงมาอย่างบ้าคลั่ง!
“ต้องไปชั้นสี่! หนีเข้าบ้านตัวเองให้ได้!”
เขารู้ว่าประตูชั้นล่างถูกล็อก ไม่สามารถออกจากตึกได้ ถ้าวิ่งลงไปคือเจอตายแน่ มีทางเดียวคือต้องกลับเข้าห้องบนชั้นสี่
“ตอนนี้ฉันอยู่ชั้นสาม มันอยู่ชั้นหก! ฉันใกล้ชั้นสี่กว่า! แต่…ฉันยังต้องใช้เวลาไขกุญแจด้วย!”
มือควานไปในกระเป๋าคว้าพวงกุญแจอันใหญ่ที่ได้มาตอนมื้อเกี๊ยวแรกกับคุณยายเมิ่งสือ เขาไม่เคยเอาออกเลย
.
.
.
(จบบท)
.