- หน้าแรก
- เปิดฉากฉีกสัญญาหมั้น สู่เจิ้นกั๋วกงที่แกร่งที่สุด
- บทที่ 1: วันหวนคืนอย่างผู้ชนะ คือวันฉีกสัญญาหมั้น
บทที่ 1: วันหวนคืนอย่างผู้ชนะ คือวันฉีกสัญญาหมั้น
บทที่ 1: วันหวนคืนอย่างผู้ชนะ คือวันฉีกสัญญาหมั้น
บทที่ 1: วันหวนคืนอย่างผู้ชนะ คือวันฉีกสัญญาหมั้น
(นิยายเรื่องนี้แปลตามต้นฉบับทุกประการหากมีจุดไหนผิดพลาดแจ้งผมได้เลยนะครับ จะทำการตรวจสอบเทียบกับต้นฉบับว่าผมผิดพลาดหรือจากต้นฉบับ)
“มู่จื่ออาน! จริงอยู่ที่ข้าได้รับความช่วยเหลือจากท่านมามากมาย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมรับความรู้สึกของท่าน!”
“แม้พวกเราจะมีพันธะสัญญาหมั้นหมายต่อกัน แต่บัดนี้ข้าคือ จิ้งกั๋วโหว (สตรีบรรดาศักดิ์โหวผู้พิทักษ์แคว้น) สตรีคนแรกแห่งต้าหลี่ เป็นแบบอย่างให้แก่สตรีทั่วหล้า ส่วนท่านเป็นเพียงสามัญชนไร้ซึ่งยศศักดิ์ แล้วท่านจะคู่ควรกับข้าได้อย่างไร?”
“ทว่าข้า ลวี่อวิ๋นเสวี่ย ก็ไม่ใช่คนเนรคุณ หลังจากที่ข้ากับเผยหลางแต่งงานกันแล้ว ท่านยังสามารถอาศัยอยู่ในจวนจิ้งกั๋วโหวต่อไปได้ เรื่องที่ท่านเป็นสามีของข้า ลวี่อวิ๋นเสวี่ย จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
“แต่ข้าจะไม่ร่วมเตียงกับท่าน ในอนาคตเมื่อข้ากับเผยหลางมีบุตร พวกเขาย่อมดูแลท่านในยามแก่เฒ่า ท่านวางใจได้”
ณ เบื้องหน้าจวนจิ้งกั๋วโหว ผู้คนจอแจส่งเสียงอึกทึก
มู่จื่ออานมองไปเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเหม่อลอย
บนหลังม้าสีน้ำตาลแดง ลวี่อวิ๋นเสวี่ยสวมชุดเกราะอ่อน คาดดาบยาวไว้ที่เอว และสะพายคันธนูสั้นไว้ที่แผ่นหลัง
เรือนผมยาวสลวยดุจน้ำตกถูกปล่อยให้ทิ้งตัวลงมาถึงกลางหลังอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาที่เคยโค้งราวกับพระจันทร์เสี้ยวยามแย้มยิ้ม บัดนี้กลับทอดมองลงมายังเขาโดยปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เจือปน
ก่อนที่เขาจะได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ในวินาทีต่อมา ความทรงจำนับไม่ถ้วนก็ถาโถมเข้ามาในห้วงความคิดของเขาราวกับคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ
เมื่อเห็นสายตาของมู่จื่ออานเลื่อนลอย คิ้วเรียวงามของลวี่อวิ๋นเสวี่ยก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางกล่าวเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
“ท่านรู้หรือไม่ว่าช่องว่างระหว่างท่านกับข้าในตอนนี้มันห่างกันมากเพียงใด?”
“ตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้านำทัพออกศึกชายแดน บุกตีซยงหนูทางทิศเหนือ พิชิตไป่เยว่ทางทิศใต้ ขยายอาณาเขตได้นับพันหลี่!”
“ฝ่าบาททรงมีราชโองการเร่งด่วนแปดร้อยหลี่ แต่งตั้งข้าเป็นจิ้งกั๋วโหวด้วยพระองค์เอง ทั้งยังพระราชทานจวนพักในทำเลทองของเมืองหลวงแห่งนี้ให้แก่ข้า”
“ดาบยาวในมือข้าเล่มนี้เปื้อนโลหิตของศัตรูมาแล้วนับแคว้น สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงจนนับไม่ถ้วน”
“แล้วท่านเล่า? บุ๋นไม่เอาไหน บู๊ก็ไม่ได้เรื่อง เรี่ยวแรงแม้แต่จะจับไก่ก็ยังไม่มี ในอกไร้ซึ่งหยดหมึก มิอาจใช้ปลายพู่กันสร้างสันติให้ใต้หล้า มิอาจทรงตัวบนหลังม้าสร้างเสถียรภาพให้แผ่นดิน”
“หากไม่ใช่เพราะบรรดาศักดิ์ ซื่อจื่อเจิ้นกั๋วกง (ทายาทเจิ้นกั๋วกง) ท่านจะต่างอะไรกับสุนัขจรจัดที่นั่งขออาหารอยู่ข้างถนน?”
“ท่านไม่คู่ควรกับข้าเลยแม้แต่น้อย!”
“ข้า ลวี่อวิ๋นเสวี่ย ต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเอง ต้องการไล่ตามความสุขของข้า!”
เมื่อความเจ็บปวดอันรุนแรงทุเลาลง และความทรงจำของทั้งสองวิญญาณค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน ในที่สุดมู่จื่ออานก็ได้สติกลับคืนมา
เมื่อมองไปยังฝูงชนที่รายล้อมอยู่รอบข้าง มู่จื่ออานก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
ข่าวดี! เขาได้ข้ามมิติมาแล้ว และตัวตนใหม่ของเขาก็คือทายาทแห่งจวน เจิ้นกั๋วกง (ท่านกงผู้พิทักษ์แผ่นดิน) แห่งต้าหลี่! เป็นถึงคุณชายสูงศักดิ์ชั้นแนวหน้า!
ข่าวร้าย! คู่หมั้นที่ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านของเขา ดูเหมือนว่าจะมีแฟนใหม่เสียแล้ว และดูท่าว่าทุ่งหญ้าบนศีรษะของเขาคงจะกว้างพอให้ม้าวิ่งเล่นได้แล้ว
ลวี่อวิ๋นเสวี่ยบนหลังม้ามีท่าทีหยิ่งผยอง ราวกับอยากจะย้ายดวงตาทั้งสองข้างไปไว้บนคางเพื่อใช้มองเขา
ในฐานะนักรบหน้าคีย์บอร์ดผู้ช่ำชองจากยุคหลัง มู่จื่ออานสวมบทบาทได้ในทันที
ชาวบ้านโดยรอบต่างก็กระซิบกระซาบกัน เพราะละครฉากใหญ่ในหมู่ตระกูลขุนนางเช่นนี้ใช่ว่าจะได้เห็นกันบ่อยๆ
“จิ้งกั๋วโหวสมแล้วที่เป็นแบบอย่างของสตรีพวกเรา! หากข้าเป็นได้อย่างนาง กล้าที่จะไล่ตามความสุขของตัวเองก็คงจะดี”
“มู่จื่ออานผู้นี้ช่างขายขี้หน้าจวนเจิ้นกั๋วกงเสียจริง!”
สีหน้าของเหล่าผู้สังเกตการณ์แตกต่างกันไป แต่ไม่มีใครเลยที่ไม่ตำหนิการกระทำของมู่จื่ออาน
ท้ายที่สุดแล้ว ในราชวงศ์ที่ปกครองแบบศักดินา บุรุษยังคงเป็นใหญ่ คนที่ถูกคู่หมั้นของตนหยามเกียรติต่อหน้าสาธารณชนเช่นมู่จื่ออานนับว่าหาได้ยากยิ่ง
การถูกชาวบ้านรอบข้างดูแคลนก็มิอาจโทษผู้อื่นได้
เจ้าของร่างเดิมผู้นี้ มู่จื่ออานคงต้องขอยกให้เขาเป็น ‘ราชันแห่งบุรุษทาสรัก’ โดยแท้!
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อสามปีก่อน ลวี่อวิ๋นเสวี่ยที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงหญิงม่ายลูกทหารที่จวนเจิ้นกั๋วกงรับมาอุปการะเท่านั้น
แต่เจ้าของร่างเดิม ในฐานะซื่อจื่อเจิ้นกั๋วกง กลับตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็น
นับตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่าลวี่อวิ๋นเสวี่ยต้องการสิ่งใด มู่จื่ออานก็จะหามาให้จนได้
ลวี่อวิ๋นเสวี่ยบอกว่าชอบดอกท้อ มู่จื่ออานจึงทุ่มเงินสามล้านตำลึงเพื่อปลูกต้นท้อจนเต็มเมืองหลวง!
ลวี่อวิ๋นเสวี่ยบอกว่าอยากร่ำเรียนหนังสือ มู่จื่ออานจึงใช้เส้นสายของจวนเจิ้นกั๋วกง เชิญฟางหย่งป๋อ หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่แห่งต้าหลี่ มาสอนการอ่านเขียนให้นางด้วยตนเอง
ต่อมาเมื่อลวี่อวิ๋นเสวี่ยบอกว่าต้องการสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดาผู้ล่วงลับ มู่จื่ออานไม่เพียงแต่เชิญหลี่จิ่วเสวียน ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดกระบี่อันดับหนึ่งแห่งต้าหลี่มาให้นาง แต่ยังทำลายธรรมเนียมของราชวงศ์ต้าหลี่ที่ห้ามสตรีเข้าร่วมกองทัพอีกด้วย
และหลังจากนั้น เมื่อเจิ้นกั๋วกงคนปัจจุบัน มู่จ้านอิง ออกรบปราบแคว้นศัตรูทางใต้ โชคร้ายพ่ายแพ้และสิ้นชีพในสนามรบ มารดาของเขาก็ตรอมใจตายตามไป
เดิมทีทุกคนคิดว่ามู่จื่ออานจะเพลาๆ การแสดงความรักอย่างบ้าคลั่งที่มีต่อลวี่อวิ๋นเสวี่ยลงบ้างเพราะการจากไปของบิดามารดา
แต่ใครจะคาดคิดว่าเรื่องนี้กลับเป็นการปลดผนึกโซ่ตรวนแห่งความเป็นทาสรักของเขาโดยตรง
เพื่อให้ลวี่อวิ๋นเสวี่ยได้ลงสนามรบอย่างแท้จริงและเติมเต็มความฝันในการสร้างชื่อเสียงของนาง มู่จื่ออานไม่ลังเลที่จะสละตำแหน่งเจิ้นกั๋วกง!
เขายอมให้นางไต่เต้าจากแม่ทัพชั้นผู้น้อยขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหาร และมอบหมายหน่วยทหารชั้นยอดที่สุดของจวนเจิ้นกั๋วกงอย่าง ‘หน่วยเสี้ยนเจิ้นอิ๋ง’ ให้นาง
ด้วยอาศัยความกล้าหาญและการต่อสู้อันดุเดือดของหน่วยเสี้ยนเจิ้นอิ๋ง ลวี่อวิ๋นเสวี่ยจึงคว้าชัยชนะมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
มู่จื่ออานเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขายกโลงศพของบิดาเข้าไปในวังเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท แลกตำแหน่งจิ้งกั๋วโหวมาให้ลวี่อวิ๋นเสวี่ย
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังขายทรัพย์สินทั้งหมดของจวนเจิ้นกั๋วกงเพื่อซื้อที่ดินในทำเลทองของเมืองหลวงให้ลวี่อวิ๋นเสวี่ย และเพื่อรักษาเกียรติของนาง เขาได้ป่าวประกาศไปทั่วว่านี่คือของขวัญจากฝ่าบาท
นอกจากนี้ เขายังควบคุมการก่อสร้างจวนโหวให้ลวี่อวิ๋นเสวี่ยด้วยตนเองทั้งวันทั้งคืน ประโคมใส่ไม้และหินล้ำค่าต่างๆ เข้าไปราวกับเงินทองเป็นของไร้ค่า
เขายังดูแลมารดาและลูกพี่ลูกน้องของลวี่อวิ๋นเสวี่ยอย่างดีที่สุด ไม่ว่าพวกเขาจะร้องขอสิ่งใดก็จัดหาให้ทุกอย่าง!
ที่เขาทำทั้งหมดนี้ ก็เพียงเพื่อรอวันที่ลวี่อวิ๋นเสวี่ยกลับมาอย่างผู้ชนะ หวังว่าคู่รักจะได้ครองคู่กันในที่สุด
ทว่า! ณ วินาทีนี้! ความพยายามหลายปีของมู่จื่ออานกลับนำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่าเศร้าเช่นนี้
มู่จื่ออานสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คำสาบานรักชั่วนิรันดร์เหล่านั้น เจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ?”
“วัยเยาว์ใครบ้างจะไม่บุ่มบ่าม? สามปีแห่งสงคราม ข้าได้เห็นความเป็นความตายมามากเกินไปแล้ว ข้าไม่ใช่เด็กสาวที่เฝ้าเก็บงำความรู้สึกโรแมนติกอยู่ในห้องหับอีกต่อไป”
“ท่านควรจะเข้าใจว่าคนเราย่อมต้องเติบโต และเผยหลางคือคนที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับข้าได้”
รอยแดงระเรื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลวี่อวิ๋นเสวี่ย ราวกับว่านางกำลังดื่มด่ำกับความทรงจำนั้น
“ในสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพและกองเลือด ข้ากับเขาเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับศัตรู ภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวในทุ่งหญ้าของพวกซยงหนู ข้ากับเขาได้เปิดใจให้แก่กัน!”
“นี่ต่างหากคือสามีในอุดมคติของข้า! ส่วนท่านเป็นเพียงคนน่าสมเพชที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวเอง”
มู่จื่ออานถึงกับตะลึงไป นี่มันคืออานุภาพของพวกระดับเทียร์ศูนย์หรืออย่างไรกัน? หากต้าหลี่ใช้หนังหน้าอันหนาเตอะของเจ้าเป็นกำแพงเมือง ชนเผ่าป่าเถื่อนใดจะบุกทะลวงเข้ามาได้!?
เขาไม่เพียงแต่จะต้องเลี้ยงภรรยาของคนอื่น แต่ยังต้องช่วยเลี้ยงลูกของคนอื่นอีกด้วย?
คนผู้นี้สมองผิดปกติไปแล้วหรือ?
ในตอนนี้เอง ในที่สุดมู่จื่ออานก็ละทิ้งเศษเสี้ยวสุดท้ายของความฝันลมๆ แล้งๆ ที่มีต่อลวี่อวิ๋นเสวี่ยได้อย่างสมบูรณ์!
ทันใดนั้นเอง! เสียงจักรกลอันเย็นเยียบก็พลันดังขึ้นในหัวของมู่จื่ออาน!
【ติ๊งต่อง! ตรวจพบความแค้นเคืองภายในใจของโฮสต์ ระบบสุดยอดทางเลือกได้เปิดใช้งานแล้ว!】
【ระบบสามารถมอบรางวัลที่สอดคล้องกันผ่านทางเลือกที่แตกต่าง!】
【ติ๊งต่อง! สร้างทางเลือกสำหรับครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว!】
【ทางเลือกที่ 1: เมื่อเผชิญหน้ากับการบีบคั้นของลวี่อวิ๋นเสวี่ย จงอดทนและอุทิศตนเพื่อนางต่อไปอย่างเงียบงัน รางวัล: หมวกเขียวมรดกตกทอด】
【ทางเลือกที่ 2: เมื่อเผชิญหน้ากับการบีบคั้นของลวี่อวิ๋นเสวี่ย จงโต้ตอบกลับไปโดยตรงและตัดขาดความสัมพันธ์ทั้งหมด รางวัล: พลังพยัคฆ์ หมัดเดียวหนักหมื่นชั่ง】
【กรุณาตัดสินใจเลือก โฮสต์!】
จริงอย่างที่เขาว่า! สตรีมีแต่จะทำให้ความเร็วในการชักดาบของข้าช้าลง!
เป็นทาสรัก ทุ่มให้แทบตาย สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร!
ในเมื่อข้าได้รับสืบทอดร่างนี้มาแล้ว ข้าจะท่องไปในโลกนี้เพื่อเจ้าอีกครั้ง!
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป! ข้า มู่จื่ออาน จะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น!
เมื่อคิดได้ดังนั้น มู่จื่ออานก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา จากนั้นจึงมองไปยังลวี่อวิ๋นเสวี่ยแล้วกล่าวอย่างเย็นชา
“ต่อให้เจ้าพูดจาดูดีสูงส่งเพียงใด ก็มิอาจปกปิดความโสโครกและไร้ยางอายของเจ้าได้!”
“ห่างกันไปเพียงสามปี เจ้ากลับทอดทิ้งแม้กระทั่ง ‘หลี่อี้เหลียนฉื่อ’ (จรรยา มโนธรรม ความละอาย) ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่สุดไปแล้ว!”
“มีพันธะสัญญาหมั้นหมายอยู่แล้วแต่กลับไปคบชู้สู่ชายอื่น นี่คือความไม่ซื่อสัตย์”
“สร้างคุณงามความดีมาได้บ้างก็กลับมาหยามหมิ่นผู้มีพระคุณในอดีต นี่คือความไร้คุณธรรม!”
“ดูแคลนทายาทของวีรบุรุษกลางวันแสกๆ ต่อหน้าผู้คน นี่คือความไร้เมตตา!”
“บิดามารดาของข้ารับเลี้ยงเจ้าและดูแลเจ้าดุจลูกในไส้ แต่เจ้ากลับไม่เคยไปเคารพหลุมศพของพวกท่านแม้แต่ครั้งเดียว นี่คือความอกตัญญู!”
น้ำเสียงของมู่จื่ออานดังก้องกังวานราวกับระฆังใบใหญ่ กึกก้องสะท้านโสต!
ลวี่อวิ๋นเสวี่ยบนหลังม้าถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
ทว่ามู่จื่ออานยังไม่หยุด เขายังคงกล่าวเสียงดังต่อไปว่า
“คนเช่นนี้! ไร้เมตตา ไร้คุณธรรม! ไม่ซื่อสัตย์ อกตัญญู! ไม่คู่ควรที่จะเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลมู่ของข้า!”
กล่าวจบ! ภายใต้สายตาของทุกคน มู่จื่ออานก็ดึงหนังสือสัญญาหมั้นที่เขาเก็บไว้ข้างกายเสมอออกมา จากนั้นก็ฉีกมันเป็นชิ้นๆ แล้วโปรยขึ้นไปในอากาศราวกับนางเซียนโปรยบุปผา
“จำไว้ วันนี้ข้า มู่จื่ออาน เป็นคนขอหย่าเจ้า สตรีแพศยาไร้ยางอายผู้นี้! นับจากนี้ไป เจ้ากับจวนเจิ้นกั๋วกงของข้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”
เมื่อเห็นฉากนี้ ฝูงชนก็โห่ร้องออกมาด้วยความยินดีในทันที!
บนหลังม้า ใบหน้าของลวี่อวิ๋นเสวี่ยเคร่งขรึม จิตสังหารสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของมู่จื่ออานที่อยู่เบื้องหน้าทันที
【ติ๊งต่อง! ยินดีกับโฮสต์ที่ตัดสินใจเลือกสำเร็จ! รางวัลจากระบบถูกส่งมอบแล้ว ท่านต้องการใช้หรือไม่?】
ท่ามกลางเศษกระดาษที่ปลิวว่อน มู่จื่ออานยืนกอดอกนิ่งสงบดุจเซียนผู้หลุดพ้น โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขากล่าวในใจทันที
“ใช้ทันที!”
จบบท