เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 460 หม้อไฟหนึ่งมื้อช่วยเชื่อมความสัมพันธ์

บทที่ 460 หม้อไฟหนึ่งมื้อช่วยเชื่อมความสัมพันธ์

บทที่ 460 หม้อไฟหนึ่งมื้อช่วยเชื่อมความสัมพันธ์


ระหว่างทางกลับบ้านของจ้าวกัง เสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์ดังขึ้นเป็นพิเศษท่ามกลางถนนอันเงียบสงัด

จ้าวกังโอบประคองเสี่ยวเหมยไว้อย่างแน่นหนาขณะนั่งอยู่ที่เบาะหลังแต่ในใจกลับล่องลอยย้อนกลับไปยังช่วงเวลาน่าอับอายในโรงพยาบาล

เขานึกถึงตอนที่โจวอี้หมินควักเงินจ่ายค่ารักษาให้พวกเขาโดยไม่ลังเล ใจเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณปนกับความรู้สึกผิด

ขอบคุณที่โจวอี้หมินยื่นมือเข้ามาช่วยในช่วงที่พวกเขาสิ้นหวังที่สุดและรู้สึกผิดที่ตัวเองไร้ความสามารถถึงขนาดไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่ารักษาให้น้องสาวด้วยซ้ำ

ไม่นานพวกเขาก็มาถึงบ้านของจ้าวกัง บ้านเก่าๆทรุดโทรมของเขา

เมื่อโจวอี้หมินมองเห็นบ้านที่แทบจะพังตรงหน้า เขาก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก กำแพงทำจากอิฐดินและมีช่องโหว่ที่ลมพัดผ่านได้ หลังคามุงด้วยฟางแห้งซึ่งบางจนดูน่าเวทนา แค่ลมแรงสักหน่อยก็เหมือนจะพัดปลิวไปได้ทั้งหลัง

เมื่อเดินเข้าไปข้างใน แสงสลัวทำให้แทบมองอะไรไม่เห็น ข้าวของที่อยู่ภายในมีเพียงเฟอร์นิเจอร์เก่าๆบิดเบี้ยวไม่เป็นทรง ที่นอนบนเตียงก็มีแต่ผ้าห่มเก่าซ้อนแผ่นปะอยู่หลายชั้นแถมยังส่งกลิ่นเก่าจนสัมผัสได้

โจวอี้หมินรู้สึกสงสารจนไม่อาจทนปล่อยให้พี่น้องจ้าวกังอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “จ้าวกัง ฉันมีบ้านหลังเล็กอยู่ใกล้ ๆ ยังมีห้องว่างอยู่ ไม่อย่างนั้นพวกนายสองพี่น้องลองย้ายไปอยู่ที่นั่นก่อนดีไหม สภาพแวดล้อมดีกว่าที่นี่เยอะ จะได้ให้เสี่ยวเหมยพักฟื้นร่างกายให้ดีด้วย”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ปฏิกิริยาแรกของจ้าวกังคือปฏิเสธทันที

เขารู้ดีว่าได้รบกวนโจวอี้หมินมากเกินพอแล้ว ทั้งพาไปโรงพยาบาล ทั้งจ่ายค่ารักษาให้แทน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ได้อย่างไร

แต่พอเขาหันไปมองน้องสาวที่อ่อนแรงซบอยู่กับเขา คำปฏิเสธที่กำลังจะหลุดปากก็ต้องกลืนกลับลงไป เขารู้ดีว่าสภาพร่างกายของน้องสาวในตอนนี้ต้องการที่พักฟื้นที่เหมาะสมจริงๆ

เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันคิดในใจว่า ไหนๆก็ลำบากเขามาขนาดนี้แล้ว อีกสักเรื่องก็คงไม่ต่างกันขอแค่ตัวเองตั้งใจทำงานให้ดี วันหนึ่งจะต้องตอบแทนโจวอี้หมินให้ได้แน่นอน

ว่าแล้วเขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งแล้วพูดกับโจวอี้หมินว่า “พี่โจว งั้นก็รบกวนพี่ด้วยครับ บุญคุณครั้งนี้ผมจะจดจำไว้”

โจวอี้หมินยิ้มพลางโบกมือเบาๆส่งสัญญาณให้จ้าวกังไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ

จากนั้นเขาก็พาพี่น้องจ้าวกังมุ่งหน้าไปยังบ้านของเขา ตลอดทางจ้าวกังรู้สึกสับสนอยู่ในใจ ทั้งมีความคาดหวังกับที่อยู่อาศัยใหม่และทั้งรู้สึกลังเลไม่แน่ใจเกี่ยวกับอนาคต เขากุมมือน้องสาวไว้แน่นราวกับอยากส่งพลังให้เธอผ่านสัมผัสนั้น

เมื่อพวกเขามาถึงบ้านของโจวอี้หมิน พอดีว่าโจวต้าจงกับโจวต้าฝูกำลังอยู่ในลานบ้าน จัดเก็บของอยู่พอดี

โจวต้าจงเป็นหนุ่มร่างใหญ่ที่ดูซื่อๆ หน้าตาคมเข้มคิ้วดก ดวงตากลมโต บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มซื่อตรง

ส่วนโจวต้าฝูนั้นรูปร่างค่อนข้างผอมกว่าเล็กน้อย แต่ในแววตากลับแฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาด

เมื่อเห็นโจวอี้หมินพาคนแปลกหน้าสองคนเข้ามาทั้งคู่ก็ลุกขึ้นยืนด้วยความสงสัย

โจวอี้หมินเดินเข้าไปหาแล้วแนะนำว่า “ต้าจง ต้าฝู นี่คือจ้าวกังกับน้องสาวเขา เสี่ยวเหมย บ้านของจ้าวกังกำลังลำบาก หลังจากนี้พวกเขาจะมาอยู่กับเราที่นี่ พวกเราก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันต้องดูแลกันให้ดีนะ”

เมื่อโจวต้าจงกับโจวต้าฝูได้ยินเรื่องราวของจ้าวกังก็รู้สึกสงสารขึ้นมาเต็มตา

โจวต้าจงเกาหัวพลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “พี่จ้าวกัง ไม่ต้องเกรงใจนะ ถ้ามีอะไรลำบากก็บอกได้เลย พวกเราเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานทั้งเพื่อนบ้านกัน”

โจวต้าฝูก็รีบพยักหน้าตามแล้วตบอกรับปากอย่างมั่นใจว่า “ลุงสิบหก ไม่ต้องห่วงเลยครับ พวกผมจะดูแลพี่จ้าวกังกับเสี่ยวเหมยให้ดีแน่นอน”

เมื่อโจวอี้หมินได้ยินคำรับปากของทั้งสองคน เขาก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย เขาหันไปมองเสี่ยวเหมยเห็นใบหน้าของเธอซีดเซียว ร่างกายผอมบางราวกับจะปลิวตามลมได้ทุกเมื่อ

เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องโภชนาการของเสี่ยวเหมย จึงพูดกับจ้าวกังว่า “นายพักตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันกลับไปเอาของที่บ้านแป๊บนึง”

พูดจบเขาก็รีบวิ่งออกไป ขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน แล้วหยิบของบางอย่างก่อนจะออกมาอีกครั้ง

ไม่นานนัก โจวอี้หมินก็กลับมาพร้อมกับถุงนมผงสองถุง

ในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลนแบบนั้น นมผงถือเป็นของหายากและมีค่ามากจนคนธรรมดาทั่วไปยังไม่กล้าซื้อมาใช้กันง่ายๆ

เมื่อจ้าวกังเห็นของมีค่าขนาดนี้ก็ไม่ต้องคิดนาน รีบปฏิเสธทันทีว่า “พี่โจว ของแบบนี้มันแพงเกินไป ผมรับไว้ไม่ได้จริงๆ”

เขาไม่อยากให้ตัวเองติดบุญคุณมากขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายใหญ่เกินกว่าจะตอบแทนได้

แต่โจวอี้หมินกลับพูดด้วยท่าทีหนักแน่นว่า “อย่าปฏิเสธเลยนะ เสี่ยวเหมยร่างกายอ่อนแอแบบนี้กำลังต้องการสารอาหารพอดี รับไว้เถอะ ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กๆจากพี่ชายคนนี้ก็แล้วกัน”

ด้วยความที่โจวอี้หมินยืนกรานหนักแน่น จ้าวกังจึงไม่อาจปฏิเสธได้อีก ทำได้เพียงรับนมผงเอาไว้ด้วยความซาบซึ้งที่ฉายชัดอยู่ในแววตา

จากนั้นโจวอี้หมินก็หันไปพูดว่า “ต้าจง ต้าฝู พวกนายสองคนไปช่วยจ้าวกังย้ายบ้านหน่อย”

โจวต้าจงกับโจวต้าฝูไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่น้อย ตอบตกลงทันทีอย่างหนักแน่น

แม้ว่าโจวอี้หมินจะไม่พูดพวกเขาทั้งสองคนก็คิดจะไปช่วยอยู่แล้ว แล้วนี่ยิ่งเป็นคำขอจากปากของโจวอี้หมินจะให้ไม่ไปได้ยังไง

แล้วการขนย้ายก็เริ่มต้นขึ้น

โจวต้าจงกับโจวต้าฝูช่วยกันอย่างเต็มที่ พวกเขาเริ่มจากการขนย้ายของที่ยังพอมีค่าภายในบ้านของจ้าวกังออกมาก่อน เช่นกล่องไม้เก่าที่สีถลอกจนหลุดลอก แม้มันจะเก่าแต่ก็เป็นของที่เก็บความทรงจำอันล้ำค่าของสองพี่น้องจ้าวกังไว้

โจวต้าจงอุ้มกล่องไม้นั้นไว้อย่างมั่นคงทั้งสองมือ ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วไปข้างหน้า ขณะที่โจวต้าฝูช่วยประคองด้านหลังอย่างระมัดระวัง กลัวว่ากล่องจะไปกระแทกโดนอะไรเข้า

ต่อมาก็ถึงคิวของเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ถึงแม้มันจะชำรุดทรุดโทรมแต่สำหรับจ้าวกังแล้วมันคือของจำเป็นในชีวิตประจำวัน

โจวต้าจงกับโจวต้าฝูช่วยกันยกคนละข้าง พากันตะโกนรับจังหวะพร้อมแรงใจและแรงกายขนขึ้นใส่รถลากที่ยืมมาจนสำเร็จ

จ้าวกังก็ร่วมลงมือช่วยอยู่ข้างๆแม้ร่างกายของเขาจะยังไม่ฟื้นดีแต่เขาไม่อยากยืนดูอยู่เฉยๆเพราะอยากมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง

ระหว่างที่กำลังช่วยกันย้ายของ โจวต้าจงก็พูดปลอบใจอยู่เรื่อยๆว่า “พี่ชาย อย่ากังวลไปเลย วันข้างหน้ามันต้องดีขึ้นแน่นอน”

โจวต้าฝูก็เสริมขึ้นว่า “ใช่เลย ยังไงพวกเราก็อยู่ตรงนี้นะ”

คำพูดอันอบอุ่นเหล่านี้เปรียบเสมือนแสงแดดอันอบอุ่นในฤดูหนาว ส่องเข้ามาในหัวใจที่เย็นชืดของจ้าวกัง

ขณะเดียวกัน โจวอี้หมินก็คอยยืนอยู่ข้าง ๆ คอยดูแลควบคุมอย่างจริงจัง เขาตรวจเช็กของทุกชิ้นอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่น

เขายังคอยวิ่งไปช่วยยกของอยู่เป็นระยะ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่เขาก็ไม่สนใจเลยสักนิด มีเพียงความตั้งใจที่จะช่วยให้พี่น้องจ้าวกังได้ลงหลักปักฐานโดยเร็วที่สุด

แม้ว่าเสี่ยวเหมยจะยังอ่อนแอแต่เธอก็ช่วยจัดข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ข้างๆ

เมื่อเห็นทุกคนทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพวกเธอเสี่ยวเหมยก็รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ เธอรู้ดีว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชีวิตของพวกเธอกำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

แต่เดิมโจวอี้หมินและคนอื่นๆไม่อยากให้เสี่ยวเหมยเหนื่อยเกินไป ทว่าเสี่ยวเหมยก็ยังอยากลงมือช่วยอะไรเล็กๆ น้อยๆด้วยตัวเองบ้าง

สุดท้ายก็จำต้องตามใจเธอ แต่ก็เลือกงานที่เบาที่สุดให้เธอทำ

เมื่อเสี่ยวเหมยได้ยินแบบนั้นเธอก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างสดใส

เวลาเดินผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีดำสนิท พอดูเวลาก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว

ข้าวของทุกชิ้นถูกขนย้ายเสร็จสิ้นเรียบร้อย จ้าวกังมองไปรอบๆบ้านที่ดูเปลี่ยนไปจนเหมือนได้บ้านใหม่ หัวใจของเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ

เขาหันไปมองโจวอี้หมิน โจวต้าจง และโจวต้าฝู แล้วก้มตัวโค้งคำนับอย่างลึกซึ้งพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณทุกคนมากครับ ถ้าไม่มีพวกพี่ๆผมคงไม่รู้จะทำยังไงดีจริงๆ”

โจวอี้หมินรีบเข้ามาพยุงเขาขึ้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ ต่อไปเราก็เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว”

โจวต้าจงกับโจวต้าฝูก็เดินเข้ามาร่วมด้วย พร้อมพูดขึ้นว่า หากมีอะไรลำบากอีกในภายหลังก็สามารถพูดออกมาได้ทุกเมื่อ

แสงไฟสีเหลืองนวลสว่างขึ้นกลางลานบ้าน

โจวอี้หมินเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นว่าฟ้ามืดแล้วและคงไม่ทันจะทำอาหารเย็นตามปกติอีกทั้งทุกคนก็คงหิวกันมาก เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ต้าจง ต้าฝู พวกนายสองคน ไปตั้งหม้อรอไว้เลยนะ เดี๋ยวฉันจะกลับไปเอาของที่บ้านมา คืนนี้เรามากินหม้อไฟกันเถอะ!”

โจวต้าจงกับโจวต้าฝูพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้โจวอี้หมินก็เคยชวนพวกเขามากินดีอยู่ดีเป็นครั้งคราวเหมือนกัน

เพราะในสี่ห้องคฤหาสน์ที่เขาอยู่ มีคนอยู่กันเยอะและสายตาสอดรู้สอดเห็นเต็มไปหมด ถ้าถูกจับได้ว่ากินของดีของหรูบ่อยๆอย่างพวกเนื้อปลาเนื้อหมูก็อาจจะมีปัญหาได้

เกรงว่าจะมีคนอิจฉาแล้วเอาไปแจ้งความ แต่พอมีลานบ้านหลังนี้ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวแล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไร อยากจะกินดีแค่ไหนก็ทำได้เต็มที่

ไม่นานโจวอี้หมินก็กลับมาพร้อมหอบถุงใบใหญ่ใบหนึ่งมาด้วย ในครั้งนี้เขาคิดเผื่อรสชาติที่จ้าวกังกับเสี่ยวเหมยอาจจะชอบจึงเตรียมน้ำซุปแบบใสรสเบาเป็นพิเศษ

เขาวางของลงบนโต๊ะ พอเปิดปากถุงออกก็เห็นเนื้อสดๆเต็มแน่นอยู่ข้างใน

โจวต้าจงกับโจวต้าฝูไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับเนื้อเหล่านี้นักเพราะเคยมากินหม้อไฟกับโจวอี้หมินอยู่บ่อยครั้ง จนเริ่มจะรู้สึกเฉยๆแล้ว

แต่สำหรับจ้าวกังกับเสี่ยวเหมย ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาทั้งคู่ตะลึงจนเบิกตากว้าง

จ้าวกังพูดตะกุกตะกักด้วยความตกใจว่า “พี่โจว นี่มันเยอะเกินไปหรือเปล่าครับ กินไม่หมดเดี๋ยวก็เสียของ…”

เสี่ยวเหมยก็พยักหน้าแรงๆอยู่ข้างๆ ในแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่สบายใจ

สำหรับพวกเขาสองพี่น้องแล้ว เนื้อทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้านี้หากรวมกันแล้วตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ยังไม่เคยได้กินมากขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ

เมื่อก่อนตอนที่พ่อยังอยู่ บางครั้งก็ยังพอได้กินเนื้อบ้างแต่ตั้งแต่พ่อแม่จากไปเนื้อก็กลายเป็นของหรูที่แตะต้องไม่ได้อีกเลย

ปกติเวลารับจ้างทำงานเล็กๆน้อยๆ รายได้ที่ได้มาก็แค่พอประทังชีวิตกับซื้อยาเท่านั้น จะให้เหลือเงินไปซื้อเนื้อกินก็เป็นไปไม่ได้เลย

โจวอี้หมินมองเห็นปฏิกิริยาของทั้งสองพี่น้องแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจ เขายิ้มพลางพูดว่า “ไม่ต้องห่วงนะ กินให้เต็มที่เลย คืนนี้ตั้งใจให้พวกนายได้กินอิ่มกันสักมื้อ”

พูดจบเขาก็ลงมือจัดเรียงเนื้อทีละชิ้นลงบนจานอย่างคล่องแคล่ว แล้วหยิบผักสารพัดชนิดออกมาเรียงอย่างเป็นระเบียบ

โจวต้าจงเตรียมตั้งหม้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว น้ำในหม้อเริ่มเดือดปุดๆพร้อมไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาจนอบอวลไปทั่วลานบ้าน บรรยากาศอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

โจวต้าฝูก็ยุ่งอยู่กับการจัดวางถ้วยชาม พร้อมกับบ่นพึมพำว่า “นานแล้วนะเนี่ยที่ไม่ได้กินหม้อไฟ วันนี้ต้องจัดให้เต็มที่เลย”

โจวอี้หมินใส่ต้นหอม ขิง และกระเทียมที่หั่นไว้ลงไปในหม้อ ทันใดนั้นกลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปทั่ว

จ้าวกังกับเสี่ยวเหมยสูดกลิ่นหอมของเนื้อเข้าไปเต็มปอด เป็นกลิ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานานจนเกือบลืมไปแล้ว มันหอมจนทำให้น้ำลายไหล แต่ด้วยนิสัยประหยัดที่ฝังลึกมานานก็ยังทำให้ทั้งคู่รู้สึกเกร็ง ไม่กล้าลงมืออย่างเต็มที่

โจวอี้หมินเห็นว่าทั้งสองยังเก้ๆกังๆก็เลยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เขาหยิบเนื้อชิ้นหนึ่งลงไปลวกในหม้อ แล้วตักขึ้นมาใส่ชามของจ้าวกังพร้อมกับพูดว่า “ลองดูสิ ว่ารสชาติถูกปากไหม”

จ้าวกังมองเนื้อในถ้วย ดวงตาเริ่มแดงเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองโจวอี้หมินด้วยสายตาซาบซึ้งแล้วค่อยๆกัดไปหนึ่งคำ เนื้อที่นุ่มละลายในปาก รสชาติชัดเจนจนทำให้เขาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

เสี่ยวเหมยก็ทำตามพี่ชายอย่างระมัดระวัง เธอคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่หม้อ ลวกเบาๆ มือของเธอสั่นเล็กน้อยเหมือนกลัวว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นเพียงแค่ความฝัน

เมื่อเสี่ยวเหมยคีบเนื้อที่ลวกสุกแล้วเข้าปาก ใบหน้าของเธอก็ปรากฏรอยยิ้มเปี่ยมสุข นั่นคือรสชาติของความสุขอย่างแท้จริง

ทางด้านโจวต้าจงกับโจวต้าฝูก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อยไม่แพ้กัน ทั้งกินทั้งพูดคุยไปด้วย พร้อมกับแนะนำวิธีการกินวัตถุดิบต่างๆให้จ้าวกังกับเสี่ยวเหมยอย่างกระตือรือร้น

“พี่จ้าวกัง ไส้หมูเนี่ยนะ ต้องลวกแบบขึ้นเจ็ดลงแปด ถึงจะกรอบนุ่มพอดี” โจวต้าจงพูดพลางสาธิตให้ดูด้วยตัวเอง

โจวต้าฝูก็เสริมต่อจากข้างๆ ว่า “ส่วนนี่เนื้อแกะ ลวกให้นานหน่อย รอให้เปลี่ยนสีแล้วค่อยกิน หอมมากเลยนะ”

แม้ว่าความรู้เหล่านี้จะได้มาจากโจวอี้หมินโดยตรง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับพวกเขาในการนำมาใช้จริง แถมยังสอนได้อย่างมั่นใจด้วย

จ้าวกังกับเสี่ยวเหมยได้ยินคำแนะนำจากทั้งคู่ก็เริ่มคีบเนื้อคีบผักอย่างตั้งใจ ท่าทางดูเป็นงานขึ้นเรื่อยๆ

โจวอี้หมินที่เห็นภาพตรงหน้าก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นจ้าวกังกับเสี่ยวเหมยค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

ด้วยบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น ทั้งจ้าวกังและเสี่ยวเหมยก็เริ่มคลายความเกร็งลงทีละน้อย จนสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารค่ำมื้อนี้ได้อย่างเต็มที่

รอยยิ้มกลับมาประดับบนใบหน้าของพวกเขาอีกครั้ง เหมือนกับว่าความมืดหม่นในชีวิตที่ผ่านมาถูกไออุ่นจากหม้อไฟที่เดือดพล่านตรงหน้าขจัดออกไปจนสิ้น

ขณะที่กำลังรับประทานอยู่นั้นเอง จ้าวกังจู่ๆก็น้ำตาไหลออกมา เขาเอ่ยขึ้นด้วยความตื้นตันว่า “พี่โจว มื้อนี้ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตเลยครับ ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้นั่งกินเนื้อแบบนี้ มันเหมือนฝันไปเลยจริงๆ”

โจวอี้หมินยิ้มพลางตบไหล่เขาเบาๆแล้วพูดว่า “วันแบบนี้จะมีอีกเยอะเลยนะ ขอแค่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกัน วันข้างหน้าจะต้องดีขึ้นแน่นอน”

โจวต้าฝูก็พยักหน้ารับพร้อมกับเสริมว่า “ใช่เลย ต่อไปพวกเราก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีเนื้อก็กินด้วยกัน มีปัญหาก็ช่วยกันแบก”

น้ำซุปในหม้อยังเดือดปุดๆอย่างต่อเนื่อง กลิ่นหอมของเนื้อและผักผสมกันอบอวลไปทั่วลานบ้าน

ภายใต้แสงไฟสีเหลืองสลัว ทุกคนนั่งล้อมวงกันพร้อมเสียงหัวเราะและบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง หม้อไฟมื้อนี้ไม่เพียงแค่เติมเต็มท้องของทุกคน แต่ยังช่วยเติมเต็มหัวใจของพวกเขาด้วยความอบอุ่น ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บนี้ จ้าวกังกับเสี่ยวเหมยได้รับความอบอุ่นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

พวกเขารู้ดีว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเขาไม่ใช่แค่พี่น้องสองคนที่ต้องพึ่งพากันอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป พวกเขามีเพื่อนแท้ที่อยู่เคียงข้างและมีบ้านหลังใหม่ที่เต็มไปด้วยความรัก

และหม้อไฟมื้อนี้ก็เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่งดงาม เต็มไปด้วยความหวังที่สดใสสำหรับอนาคต

เมื่อเวลาผ่านไปอาหารในหม้อก็ค่อยๆลดลงจนเกือบหมดและท้องของทุกคนก็อิ่มแน่นจนกลมป่อง

โจวอี้หมินมองดูใบหน้าเปี่ยมสุขของทุกคนแล้วก็รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก

เขารู้ดีว่าการกระทำเล็กๆของตนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยจ้าวกังกับเสี่ยวเหมยเท่านั้น แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทุกคนในลานบ้านนี้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยังช่วยให้จ้าวกังกับเสี่ยวเหมยปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้เร็วขึ้นอีกด้วย

หลังมื้อเย็น ทุกคนก็ช่วยกันเก็บล้างถ้วยชาม โจวต้าจงกับโจวต้าฝูก็ช่วยกันทำความสะอาดครัวจนสะอาดเอี่ยม

จริงๆแล้วจ้าวกังกับเสี่ยวเหมยตั้งใจจะแย่งกันทำงานนี้ แต่โจวต้าฝูกับโจวต้าจงก็ปฏิเสธทันที โดยให้เหตุผลว่าวันนี้เสี่ยวเหมยเพิ่งไปหาหมอมา ไม่ควรเหนื่อย รีบกลับไปพักผ่อนจะดีกว่า

โจวอี้หมินก็พูดเสริมขึ้นว่า “ใช่แล้ว งานพวกนี้ให้สองคนนี้จัดการก็พอแล้ว” พูดจบ เขาก็พาจ้าวกังกับเสี่ยวเหมยมายังห้องพักของพวกเขา

ห้องนั้นถึงจะไม่ใหญ่นัก แต่ก็ถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน ที่นอนก็ปูไว้เรียบร้อยแล้ว

โจวอี้หมินพูดกับพวกเขาว่า “พวกนายพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนนะ ถ้าต้องการอะไรบอกฉันได้ทุกเมื่อ”

“พรุ่งนี้ให้โจวต้าจงพานายไปรายงานตัวนะ ฉันขอกลับก่อน”

“ครับพี่โจว” จ้าวกังตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

โจวอี้หมินโบกมือลาแล้วก็เดินจากไปกลับไปยังบ้านของตัวเอง

จ้าวกังกับเสี่ยวเหมยนอนลงบนเตียง มองดูห้องพักที่แม้จะไม่คุ้นเคยแต่กลับอบอุ่นจนรู้สึกปลอดภัย หัวใจก็พลันเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะยังมีโอกาสได้พบเจอคนดีแบบนี้

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 460 หม้อไฟหนึ่งมื้อช่วยเชื่อมความสัมพันธ์

คัดลอกลิงก์แล้ว