เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 451 โดนจับได้คาหนังคาเขา

บทที่ 451 โดนจับได้คาหนังคาเขา

บทที่ 451 โดนจับได้คาหนังคาเขา


ขณะโจวอี้หมินกำลังเดินทางไปยังแปลงทดลอง เขาก็ผ่านบ้านของโจวซวี่หมิงและบังเอิญได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากในบ้าน

ถึงแม้จะฟังไม่ชัดถ้อยชัดคำแต่ก็พอจับใจความได้คร่าวๆ

สาเหตุก็คือลูกของพวกเขาล้มป่วยจึงไปที่คลินิกในหมู่บ้านให้เฉินไป่ซู่ตรวจดูอาการ หลังจากตรวจเสร็จแล้วก็ได้ใบสั่งยาแต่ยาที่ต้องไปซื้อที่ตัวอำเภอนั้นราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ

เงินที่ได้แบ่งจากปีที่แล้วก็เอาไปใช้หนี้ช่วงข้าวยากหมากแพงกันหมดแล้ว ตอนนี้ในบ้านแทบไม่เหลือเงินติดตัวเลย ถึงขั้นที่ค่ายาก็ยังไม่พอจ่าย

โจวซวี่หมิงจึงพูดว่า “คุณหมอเฉินก็บอกแล้วว่าไม่ใช่อาการหนักอะไร ไม่ต้องซื้อยาหรอก ปล่อยไว้เดี๋ยวก็หายเอง”

แต่ภรรยาของโจวซวี่หมิงไม่เห็นด้วยอย่างแรง ยืนกรานว่าต้องไปเอายามาให้ได้ ถ้าเงินไม่พอก็ต้องไปยืมมาเพราะต่อให้ลำบากแค่ไหนก็ต้องไม่ให้ลูกลำบากด้วยเด็ดขาด

โจวซวี่หมิงจนปัญญา จำใจต้องยอมตกลงแล้วก็เตรียมจะออกไปหาคนรู้จักเพื่อขอยืมเงินมาหมุนใช้สักหน่อย

ไม่คิดเลยว่าพอเปิดประตูออกมาก็เจอเข้าเต็มตาว่าโจวอี้หมินยืนอยู่ตรงนั้น แถมดูจากท่าทางแล้วเหมือนแอบฟังอยู่นานไม่น้อย

โจวอี้หมินเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ไม่ใช่แค่แอบฟังแต่ดันโดนเจ้าตัวจับได้อีกต่างหาก

เขาทำได้แค่ยิ้มแห้งๆแล้วพูดว่า “พี่ซวี่หมิง บังเอิญจังเลยนะครับ!”

โจวซวี่หมิงก็ไม่อยากขยายความเรื่องในบ้านออกไปมาก จึงตอบสั้นๆว่า “ใช่”

จากนั้นก็รีบเดินจากไปเพราะการไปยืมเงินไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือกันนัก ต้องลองดูกันสักตั้ง

โจวอี้หมินที่ตั้งใจจะพูดว่า ถ้าขาดเงินก็สามารถมายืมเขาได้นั้นยังไม่ทันได้เปิดปากโจวซวี่หมิงก็เดินไปเสียแล้ว

ไม่นานโจวอี้หมินก็เดินทางมาถึงแปลงทดลอง ที่นั่นผู้เชี่ยวชาญหวังกำลังจดบันทึกข้อมูลบางอย่างอยู่

ผู้เชี่ยวชาญหวังเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นโจวอี้หมิน และพอเห็นท่าทางที่ดูเหมือนมีเรื่องครุ่นคิด เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาเพราะตลอดเวลาที่ทำงานด้วยกันเขาพอจะเข้าใจนิสัยของโจวอี้หมินดีอยู่ไม่น้อย

“อี้หมิน มีอะไรในใจหรือเปล่า?”

โจวอี้หมินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าตัวเองจะแสดงออกมาชัดขนาดนั้น

“ลุงหวัง คุณดูออกได้ยังไงเหรอครับ?”

ผู้เชี่ยวชาญหวังหัวเราะก่อนอธิบายว่า “ดูจากสีหน้าขมวดคิ้วกลุ้มใจของเธอแบบนั้น ต่อให้เป็นคนโง่ยังดูออกเลย”

โจวอี้หมินได้ยินแล้วก็รู้สึกจนคำพูด ดูท่าว่าตัวเองยังจัดการอารมณ์ไม่เก่งพอ ถึงได้เผยออกมาชัดขนาดนี้ แบบนี้ต่อไปต้องฝึกควบคุมให้ดีกว่านี้เสียแล้ว

“เรื่องมันมีอยู่ว่า…”

เมื่อผู้เชี่ยวชาญหวังฟังจบก็พอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นและจึงถามกลับอย่างตรงไปตรงมา

“อี้หมิน แล้วความคิดของเธอล่ะ?”

เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าโจวอี้หมินคิดไว้ถึงขั้นไหน จึงเลือกถามออกมาตรงๆจะได้รู้เรื่องกันไปเลย

โจวอี้หมินจึงพูดว่า “ลุงหวังครับ ผมกำลังคิดว่า ถ้าจะปลูกสมุนไพรจีนในหมู่บ้านโจว ลุงว่าความคิดนี้พอเป็นไปได้ไหมครับ?”

เพราะอย่างไรเสียผู้เชี่ยวชาญหวังก็เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมอยู่แล้ว มีหรือจะไม่ขอคำปรึกษา

เมื่อได้ฟังคำถาม ผู้เชี่ยวชาญหวังก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิดอยู่สักพักก่อนจะพูดขึ้นว่า

“พื้นที่นาปัจจุบันของหมู่บ้านโจว ยังไม่เหมาะสักเท่าไหร่ ถ้าจะปลูกจริงๆก็คงต้องเปิดพื้นที่ใหม่”

พืชสมุนไพรจีนนั้นเหมาะกับการเจริญเติบโตในดินที่โปร่งร่วน อากาศถ่ายเทดี อุ้มน้ำได้ดี และมีอินทรียวัตถุสูง เช่นดินร่วนปนทราย หรือดินร่วน โดยเฉพาะพวกสมุนไพรประเภทรากหรือเหง้า เช่น หวงฉี (อึ่งคี้) และ กานเฉ่า (ชะเอมเทศ) จะเหมาะกับดินร่วนปนทรายเป็นพิเศษ

นอกจากนี้สมุนไพรแต่ละชนิดก็มีความต้องการค่าความเป็นกรดด่างของดินต่างกัน เช่น ดินที่เป็นกรดจะเหมาะกับพืชอย่างหวงเหลียน (เจตมูลเพลิงจีน) หรือหวงฉี ส่วนดินที่เป็นด่างจะเหมาะกับโก่วฉี่ (เก๋ากี้) หรือกานเฉ่า

ตัวอย่างเช่น ตังกุย จะเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่ลึก อุดมสมบูรณ์ โปร่ง และระบายน้ำได้ดี

แสงแดดที่เพียงพอเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมุนไพรจีน แต่ก็มีสมุนไพรบางชนิดที่ไวต่อความเข้มของแสง จำเป็นต้องมีการพรางแสงอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปสามารถแบ่งสมุนไพรจีนตามความต้องการแสงได้เป็น 2 กลุ่ม คือ พืชที่ชอบแสงและพืชที่ชอบร่ม

สมุนไพรจีนแต่ละชนิดมีความต้องการอุณหภูมิที่ต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะเหมาะกับการเติบโตในสภาพอากาศที่อบอุ่น หากหนาวหรือร้อนจนเกินไปล้วนไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของสมุนไพรเหล่านี้

โจวอี้หมินถึงกับรู้สึกปวดหัวขึ้นมา เพราะไม่คาดคิดว่าที่ดินที่มีอยู่ในหมู่บ้านโจวจะไม่เหมาะกับการปลูกสมุนไพรเลย

แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ต่อให้ที่ดินในหมู่บ้านโจวเหมาะสมจริงๆก็คงยากที่หัวหน้าหมาบ้านจะยอมให้ใช้ เพราะที่ดินเปรียบเสมือนชีวิตของชาวนา คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด

ในขณะที่โจวอี้หมินยังมีท่าทางเหมือนจะพูดอะไรต่อ ผู้เชี่ยวชาญหวังก็เดาไว้ล่วงหน้าเสียก่อน

“ถ้าคิดจะให้ฉันช่วย ก็รอให้ฉันจัดการเรื่องตรงนี้ให้เสร็จก่อนค่อยไปกับเธอได้”

คราวนี้กลายเป็นโจวอี้หมินที่รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาบ้าง เพราะไม่คิดว่าตัวเองยังไม่ทันอ้าปากก็ถูกเดาออกหมดเสียแล้ว

“ไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้ยังไม่ต้องรีบร้อนหรอกครับ”

ผู้เชี่ยวชาญหวังก็เห็นด้วย พยักหน้าเล็กน้อย เมื่อตกลงเรื่องนี้กันได้แล้วต่อจากนี้ก็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าหมู่บ้าน

เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็กล่าวลาผู้เชี่ยวชาญหวังแล้วมุ่งหน้าไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน

หัวหน้าหมู่บ้านเห็นโจวอี้หมินเดินเข้ามาก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องมาขอปรึกษาแน่ เพราะปกติแล้วมักจะเป็นเขาเองที่ต้องไปหาโจวอี้หมินก่อน ไม่ค่อยมีครั้งไหนที่โจวอี้หมินจะมาหาเขาก่อน

ดังนั้นเขาจึงนิ่งเฉยไม่พูดอะไรออกมา

จนโจวอี้หมินเริ่มอึดอัด จึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า “หัวหน้าหมู่บ้านครับ ผมมีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง”

หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับตาเป็นประกาย พูดด้วยความตื่นเต้นว่า “อี้หมิน ความคิดอะไรล่ะ?”

เพราะเขารู้ดีว่าทุกสิ่งที่หมู่บ้านโจวมีอยู่ในตอนนี้ ล้วนเกิดจากแนวคิดและข้อเสนอของโจวอี้หมินทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อได้ยินว่ามีความคิดใหม่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้

โจวอี้หมินเห็นปฏิกิริยาของหัวหน้าหมู่บ้านแล้วก็คิดในใจว่า ยังไงก็ยังหาจุดอ่อนของหัวหน้าหมู่บ้านได้อยู่ดี

“ผมอยากเปิดพื้นที่แถวๆหมู่บ้านโจวเพื่อปลูกสมุนไพรจีนครับ”

ทันทีที่พูดจบหัวหน้าหมู่บ้านก็มีสีหน้างงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อี้หมิน ทำไมต้องเปิดพื้นที่ใหม่ล่ะ? ที่ดินในหมู่บ้านไม่พอหรือ?”

“ความคิดของเธอก็ถือว่าไม่เลว แต่เรื่องนี้มันไม่ง่ายเลยนะ การเปิดพื้นที่ใหม่นี่ไม่ใช่ง่ายๆแล้วเราก็ไม่มีประสบการณ์ในการปลูกสมุนไพรจีน ถ้าล้มเหลวขึ้นมาความเสียหายจะไม่ใช่น้อยๆเลยนะ”

นี่แหละคือจุดที่หัวหน้าหมู่บ้านกังวลมากที่สุด

โจวอี้หมินจึงอธิบายว่า “หัวหน้าหมู่บ้านครับ ฟังก่อนนะครับ อย่างแรกเลยก็คือ หมู่บ้านรอบๆมีแค่หมู่บ้านโจวของเราที่มีสถานพยาบาลแถมยังมีหมอประจำอยู่ด้วย”

“จากคราวก่อนที่มีคนมาต่อคิวรักษาที่คลินิก เราก็เห็นแล้วว่าพอหมอใหญ่ของเรามีชื่อเสียงแพร่ไปในพื้นที่ คนที่อยากมารักษาก็ต้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอนครับ”

หัวหน้าหมู่บ้านฟังแล้วก็เห็นว่าน่าคิด “พูดต่อเลย!”

โจวอี้หมินจึงกล่าวต่อ “ถ้าในหมู่บ้านเรามีการปลูกสมุนไพรจีนด้วย แบบนี้พอหมอใหญ่เขียนใบสั่งยาเสร็จ ก็สามารถจัดยาได้ที่หมู่บ้านโจวเลย แบบนี้ไม่เรียกว่าธุรกิจเดินเข้ามาหาเราเลยหรือครับ?”

หัวหน้าหมู่บ้านยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกสนใจจริงจัง เพราะตามที่โจวอี้หมินพูดมาการปลูกสมุนไพรจีนเหมือนจะเป็นธุรกิจที่ไม่มีทางขาดทุนเลยจริงๆ

แต่โจวอี้หมินยังไม่หยุดแค่นั้น “หัวหน้าหมู่บ้านครับ เรายังสามารถจัดยาให้ชาวบ้านในหมู่บ้านโจวได้ฟรี ไม่ต้องเก็บเงินซักสตางค์ แบบนี้ชาวบ้านของเราก็คงจะดีใจกันมากใช่ไหมครับ?”

“วันนี้ผมแวะเข้าไปที่บ้านของโจวซวี่หมิงมา เห็นเขาไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อยารักษาให้ลูกเลยนะครับ ถึงแม้ว่ากรณีแบบนี้จะเกิดไม่บ่อยในหมู่บ้านโจวของเรา แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง”

หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินถึงตรงนี้ก็อดตกใจไม่ได้ เพราะเขาไม่คิดเลยว่าในหมู่บ้านโจวจะยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

เขาเคยคิดมาตลอดว่าหลังจากปีที่แล้ว ทุกบ้านในหมู่บ้านโจวควรจะได้เงินแบ่งไม่น้อยและควรจะมีเงินเก็บกันทุกครัวเรือนแล้วสิ

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 451 โดนจับได้คาหนังคาเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว