- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 451 โดนจับได้คาหนังคาเขา
บทที่ 451 โดนจับได้คาหนังคาเขา
บทที่ 451 โดนจับได้คาหนังคาเขา
ขณะโจวอี้หมินกำลังเดินทางไปยังแปลงทดลอง เขาก็ผ่านบ้านของโจวซวี่หมิงและบังเอิญได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากในบ้าน
ถึงแม้จะฟังไม่ชัดถ้อยชัดคำแต่ก็พอจับใจความได้คร่าวๆ
สาเหตุก็คือลูกของพวกเขาล้มป่วยจึงไปที่คลินิกในหมู่บ้านให้เฉินไป่ซู่ตรวจดูอาการ หลังจากตรวจเสร็จแล้วก็ได้ใบสั่งยาแต่ยาที่ต้องไปซื้อที่ตัวอำเภอนั้นราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ
เงินที่ได้แบ่งจากปีที่แล้วก็เอาไปใช้หนี้ช่วงข้าวยากหมากแพงกันหมดแล้ว ตอนนี้ในบ้านแทบไม่เหลือเงินติดตัวเลย ถึงขั้นที่ค่ายาก็ยังไม่พอจ่าย
โจวซวี่หมิงจึงพูดว่า “คุณหมอเฉินก็บอกแล้วว่าไม่ใช่อาการหนักอะไร ไม่ต้องซื้อยาหรอก ปล่อยไว้เดี๋ยวก็หายเอง”
แต่ภรรยาของโจวซวี่หมิงไม่เห็นด้วยอย่างแรง ยืนกรานว่าต้องไปเอายามาให้ได้ ถ้าเงินไม่พอก็ต้องไปยืมมาเพราะต่อให้ลำบากแค่ไหนก็ต้องไม่ให้ลูกลำบากด้วยเด็ดขาด
โจวซวี่หมิงจนปัญญา จำใจต้องยอมตกลงแล้วก็เตรียมจะออกไปหาคนรู้จักเพื่อขอยืมเงินมาหมุนใช้สักหน่อย
ไม่คิดเลยว่าพอเปิดประตูออกมาก็เจอเข้าเต็มตาว่าโจวอี้หมินยืนอยู่ตรงนั้น แถมดูจากท่าทางแล้วเหมือนแอบฟังอยู่นานไม่น้อย
โจวอี้หมินเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ไม่ใช่แค่แอบฟังแต่ดันโดนเจ้าตัวจับได้อีกต่างหาก
เขาทำได้แค่ยิ้มแห้งๆแล้วพูดว่า “พี่ซวี่หมิง บังเอิญจังเลยนะครับ!”
โจวซวี่หมิงก็ไม่อยากขยายความเรื่องในบ้านออกไปมาก จึงตอบสั้นๆว่า “ใช่”
จากนั้นก็รีบเดินจากไปเพราะการไปยืมเงินไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือกันนัก ต้องลองดูกันสักตั้ง
โจวอี้หมินที่ตั้งใจจะพูดว่า ถ้าขาดเงินก็สามารถมายืมเขาได้นั้นยังไม่ทันได้เปิดปากโจวซวี่หมิงก็เดินไปเสียแล้ว
ไม่นานโจวอี้หมินก็เดินทางมาถึงแปลงทดลอง ที่นั่นผู้เชี่ยวชาญหวังกำลังจดบันทึกข้อมูลบางอย่างอยู่
ผู้เชี่ยวชาญหวังเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นโจวอี้หมิน และพอเห็นท่าทางที่ดูเหมือนมีเรื่องครุ่นคิด เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาเพราะตลอดเวลาที่ทำงานด้วยกันเขาพอจะเข้าใจนิสัยของโจวอี้หมินดีอยู่ไม่น้อย
“อี้หมิน มีอะไรในใจหรือเปล่า?”
โจวอี้หมินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าตัวเองจะแสดงออกมาชัดขนาดนั้น
“ลุงหวัง คุณดูออกได้ยังไงเหรอครับ?”
ผู้เชี่ยวชาญหวังหัวเราะก่อนอธิบายว่า “ดูจากสีหน้าขมวดคิ้วกลุ้มใจของเธอแบบนั้น ต่อให้เป็นคนโง่ยังดูออกเลย”
โจวอี้หมินได้ยินแล้วก็รู้สึกจนคำพูด ดูท่าว่าตัวเองยังจัดการอารมณ์ไม่เก่งพอ ถึงได้เผยออกมาชัดขนาดนี้ แบบนี้ต่อไปต้องฝึกควบคุมให้ดีกว่านี้เสียแล้ว
“เรื่องมันมีอยู่ว่า…”
เมื่อผู้เชี่ยวชาญหวังฟังจบก็พอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นและจึงถามกลับอย่างตรงไปตรงมา
“อี้หมิน แล้วความคิดของเธอล่ะ?”
เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าโจวอี้หมินคิดไว้ถึงขั้นไหน จึงเลือกถามออกมาตรงๆจะได้รู้เรื่องกันไปเลย
โจวอี้หมินจึงพูดว่า “ลุงหวังครับ ผมกำลังคิดว่า ถ้าจะปลูกสมุนไพรจีนในหมู่บ้านโจว ลุงว่าความคิดนี้พอเป็นไปได้ไหมครับ?”
เพราะอย่างไรเสียผู้เชี่ยวชาญหวังก็เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมอยู่แล้ว มีหรือจะไม่ขอคำปรึกษา
เมื่อได้ฟังคำถาม ผู้เชี่ยวชาญหวังก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิดอยู่สักพักก่อนจะพูดขึ้นว่า
“พื้นที่นาปัจจุบันของหมู่บ้านโจว ยังไม่เหมาะสักเท่าไหร่ ถ้าจะปลูกจริงๆก็คงต้องเปิดพื้นที่ใหม่”
พืชสมุนไพรจีนนั้นเหมาะกับการเจริญเติบโตในดินที่โปร่งร่วน อากาศถ่ายเทดี อุ้มน้ำได้ดี และมีอินทรียวัตถุสูง เช่นดินร่วนปนทราย หรือดินร่วน โดยเฉพาะพวกสมุนไพรประเภทรากหรือเหง้า เช่น หวงฉี (อึ่งคี้) และ กานเฉ่า (ชะเอมเทศ) จะเหมาะกับดินร่วนปนทรายเป็นพิเศษ
นอกจากนี้สมุนไพรแต่ละชนิดก็มีความต้องการค่าความเป็นกรดด่างของดินต่างกัน เช่น ดินที่เป็นกรดจะเหมาะกับพืชอย่างหวงเหลียน (เจตมูลเพลิงจีน) หรือหวงฉี ส่วนดินที่เป็นด่างจะเหมาะกับโก่วฉี่ (เก๋ากี้) หรือกานเฉ่า
ตัวอย่างเช่น ตังกุย จะเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่ลึก อุดมสมบูรณ์ โปร่ง และระบายน้ำได้ดี
แสงแดดที่เพียงพอเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมุนไพรจีน แต่ก็มีสมุนไพรบางชนิดที่ไวต่อความเข้มของแสง จำเป็นต้องมีการพรางแสงอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปสามารถแบ่งสมุนไพรจีนตามความต้องการแสงได้เป็น 2 กลุ่ม คือ พืชที่ชอบแสงและพืชที่ชอบร่ม
สมุนไพรจีนแต่ละชนิดมีความต้องการอุณหภูมิที่ต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะเหมาะกับการเติบโตในสภาพอากาศที่อบอุ่น หากหนาวหรือร้อนจนเกินไปล้วนไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของสมุนไพรเหล่านี้
โจวอี้หมินถึงกับรู้สึกปวดหัวขึ้นมา เพราะไม่คาดคิดว่าที่ดินที่มีอยู่ในหมู่บ้านโจวจะไม่เหมาะกับการปลูกสมุนไพรเลย
แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ต่อให้ที่ดินในหมู่บ้านโจวเหมาะสมจริงๆก็คงยากที่หัวหน้าหมาบ้านจะยอมให้ใช้ เพราะที่ดินเปรียบเสมือนชีวิตของชาวนา คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด
ในขณะที่โจวอี้หมินยังมีท่าทางเหมือนจะพูดอะไรต่อ ผู้เชี่ยวชาญหวังก็เดาไว้ล่วงหน้าเสียก่อน
“ถ้าคิดจะให้ฉันช่วย ก็รอให้ฉันจัดการเรื่องตรงนี้ให้เสร็จก่อนค่อยไปกับเธอได้”
คราวนี้กลายเป็นโจวอี้หมินที่รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาบ้าง เพราะไม่คิดว่าตัวเองยังไม่ทันอ้าปากก็ถูกเดาออกหมดเสียแล้ว
“ไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้ยังไม่ต้องรีบร้อนหรอกครับ”
ผู้เชี่ยวชาญหวังก็เห็นด้วย พยักหน้าเล็กน้อย เมื่อตกลงเรื่องนี้กันได้แล้วต่อจากนี้ก็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าหมู่บ้าน
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็กล่าวลาผู้เชี่ยวชาญหวังแล้วมุ่งหน้าไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านเห็นโจวอี้หมินเดินเข้ามาก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องมาขอปรึกษาแน่ เพราะปกติแล้วมักจะเป็นเขาเองที่ต้องไปหาโจวอี้หมินก่อน ไม่ค่อยมีครั้งไหนที่โจวอี้หมินจะมาหาเขาก่อน
ดังนั้นเขาจึงนิ่งเฉยไม่พูดอะไรออกมา
จนโจวอี้หมินเริ่มอึดอัด จึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า “หัวหน้าหมู่บ้านครับ ผมมีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง”
หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับตาเป็นประกาย พูดด้วยความตื่นเต้นว่า “อี้หมิน ความคิดอะไรล่ะ?”
เพราะเขารู้ดีว่าทุกสิ่งที่หมู่บ้านโจวมีอยู่ในตอนนี้ ล้วนเกิดจากแนวคิดและข้อเสนอของโจวอี้หมินทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อได้ยินว่ามีความคิดใหม่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้
โจวอี้หมินเห็นปฏิกิริยาของหัวหน้าหมู่บ้านแล้วก็คิดในใจว่า ยังไงก็ยังหาจุดอ่อนของหัวหน้าหมู่บ้านได้อยู่ดี
“ผมอยากเปิดพื้นที่แถวๆหมู่บ้านโจวเพื่อปลูกสมุนไพรจีนครับ”
ทันทีที่พูดจบหัวหน้าหมู่บ้านก็มีสีหน้างงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อี้หมิน ทำไมต้องเปิดพื้นที่ใหม่ล่ะ? ที่ดินในหมู่บ้านไม่พอหรือ?”
“ความคิดของเธอก็ถือว่าไม่เลว แต่เรื่องนี้มันไม่ง่ายเลยนะ การเปิดพื้นที่ใหม่นี่ไม่ใช่ง่ายๆแล้วเราก็ไม่มีประสบการณ์ในการปลูกสมุนไพรจีน ถ้าล้มเหลวขึ้นมาความเสียหายจะไม่ใช่น้อยๆเลยนะ”
นี่แหละคือจุดที่หัวหน้าหมู่บ้านกังวลมากที่สุด
โจวอี้หมินจึงอธิบายว่า “หัวหน้าหมู่บ้านครับ ฟังก่อนนะครับ อย่างแรกเลยก็คือ หมู่บ้านรอบๆมีแค่หมู่บ้านโจวของเราที่มีสถานพยาบาลแถมยังมีหมอประจำอยู่ด้วย”
“จากคราวก่อนที่มีคนมาต่อคิวรักษาที่คลินิก เราก็เห็นแล้วว่าพอหมอใหญ่ของเรามีชื่อเสียงแพร่ไปในพื้นที่ คนที่อยากมารักษาก็ต้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอนครับ”
หัวหน้าหมู่บ้านฟังแล้วก็เห็นว่าน่าคิด “พูดต่อเลย!”
โจวอี้หมินจึงกล่าวต่อ “ถ้าในหมู่บ้านเรามีการปลูกสมุนไพรจีนด้วย แบบนี้พอหมอใหญ่เขียนใบสั่งยาเสร็จ ก็สามารถจัดยาได้ที่หมู่บ้านโจวเลย แบบนี้ไม่เรียกว่าธุรกิจเดินเข้ามาหาเราเลยหรือครับ?”
หัวหน้าหมู่บ้านยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกสนใจจริงจัง เพราะตามที่โจวอี้หมินพูดมาการปลูกสมุนไพรจีนเหมือนจะเป็นธุรกิจที่ไม่มีทางขาดทุนเลยจริงๆ
แต่โจวอี้หมินยังไม่หยุดแค่นั้น “หัวหน้าหมู่บ้านครับ เรายังสามารถจัดยาให้ชาวบ้านในหมู่บ้านโจวได้ฟรี ไม่ต้องเก็บเงินซักสตางค์ แบบนี้ชาวบ้านของเราก็คงจะดีใจกันมากใช่ไหมครับ?”
“วันนี้ผมแวะเข้าไปที่บ้านของโจวซวี่หมิงมา เห็นเขาไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อยารักษาให้ลูกเลยนะครับ ถึงแม้ว่ากรณีแบบนี้จะเกิดไม่บ่อยในหมู่บ้านโจวของเรา แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง”
หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินถึงตรงนี้ก็อดตกใจไม่ได้ เพราะเขาไม่คิดเลยว่าในหมู่บ้านโจวจะยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
เขาเคยคิดมาตลอดว่าหลังจากปีที่แล้ว ทุกบ้านในหมู่บ้านโจวควรจะได้เงินแบ่งไม่น้อยและควรจะมีเงินเก็บกันทุกครัวเรือนแล้วสิ
(จบบท)