- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 446 ช่วยเลือกสถานที่
บทที่ 446 ช่วยเลือกสถานที่
บทที่ 446 ช่วยเลือกสถานที่
หลินกั๋วหวยได้รับคำสั่งให้มาหาโจวอี้หมินเพื่อขอความช่วยเหลือ ทางสหกรณ์เตรียมจะสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์แต่ปัญหาอยู่ที่ยังไม่สามารถตัดสินใจเลือกสถานที่ก่อสร้างได้
เนื่องจากแต่ละคนต่างก็มีผลประโยชน์ส่วนตัว ต่างคนต่างก็อยากได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ทำให้ปัญหาเรื่องสถานที่ก่อสร้างยังไม่ลงตัวเสียที
หัวหน้าหวง—ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่า ‘เลขาธิการหวง’ ถึงจะถูกเพราะเมื่อสองวันก่อนเขาเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
ส่วนหลินกั๋วหวยก็เพราะเรื่องอาหารสัตว์นี้เองทำให้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเล็กน้อย กลายเป็นผู้นำระดับต้นคนหนึ่งของสหกรณ์
เลขาธิการหวงรู้ว่าหลินกั๋วหวยมีความสัมพันธ์ดีกับโจวอี้หมิน จึงคิดจะให้หลินกั๋วหวยไปขอให้โจวอี้หมินช่วย
หลินกั๋วหวยเคยมาที่หมู่บ้านโจวหลายครั้งแล้ว สมาชิกของหน่วยรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านโจวต่างก็รู้จักเขา และยังทักทายเขาอย่างเป็นกันเองว่า “หัวหน้าหลิน มาหาลุงสิบหกอีกแล้วเหรอ?”
หลินกั๋วหวยพยักหน้า “ใช่ นายรู้ไหมว่าอี้หมินอยู่ที่ไหนตอนนี้?”
ถ้ารู้แต่แรกก็คงไม่ต้องวิ่งทั่วทั้งหมู่บ้านโจวแบบนี้
“รู้สิ ลุงสิบหกช่วงนี้อยู่ที่แปลงทดลองนั่นแหละ!”
ทันทีที่หลินกั๋วหวยได้ยิน ดวงตาก็สว่างวาบขึ้นมา ดูท่าว่าโจวอี้หมินคงกำลังคิดค้นอะไรดี ๆ อีกแล้ว “แปลงทดลองที่ว่านี่อยู่ที่ไหน?”
คนของหน่วยรักษาความปลอดภัยก็บอกตำแหน่งที่แน่นอนให้หลินกั๋วหวยทันที จากนั้นก็มองเขาอย่างมีความหวัง
หลินกั๋วหวยเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าพวกเขาต้องการอะไร เขาจึงหยิบบุหรี่หนึ่งซองออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนให้ตรงๆเลย
จากนั้นก็เดินมุ่งหน้าไปยังแปลงทดลองทันที
พอคนของหน่วยรักษาความปลอดภัยรับบุหรี่มาได้ก็รู้สึกทึ่งมาก เดิมทีคิดว่าได้แค่คนละมวนก็หรูแล้ว ไม่นึกว่าจะได้มาทั้งซอง!
หลินกั๋วหวยมาถึงแปลงทดลองก็เห็นโจวอี้หมินกำลังทำงานอยู่กับอีกคนหนึ่ง
“อี้หมิน กำลังทดลองอะไรดีๆอีกแล้วล่ะสิ?”
โจวอี้หมินเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นหลินกั๋วหวยก็ทักว่า “พี่หลิน นึกยังไงถึงมีเวลามาที่นี่ล่ะ?”
เขารู้จักนิสัยของหลินกั๋วหวยดีเป็นคนประเภทที่ไม่มีธุระจริงๆก็จะไม่มาหาถึงที่แน่ๆ ดังนั้นการที่มาคราวนี้ต้องมีเรื่องอะไรให้ช่วยแน่นอน
หลินกั๋วหวยไม่คิดว่าโจวอี้หมินจะเดาถูกเป๊ะขนาดนี้ ก็ไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา “อี้หมิน ครั้งนี้ลุงฉันให้ฉันมาขอให้นายช่วยน่ะ”
โจวอี้หมินแปลกใจเล็กน้อย “แต่ผมไม่น่าจะช่วยอะไรหัวหน้าหวงได้นี่นา?”
หลินกั๋วหวยรีบแก้ “อี้หมิน ตอนนี้ลุงฉันได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเลขาธิการแล้ว ไม่ใช่หัวหน้าอีกต่อไป”
“แล้วเรื่องนี้ นายช่วยได้แน่นอน”
“ยินดีด้วยนะ ว่าแต่เรื่องอะไร ลองพูดมาก่อนสิ” โจวอี้หมินพูด
หรือว่าครั้งนี้จะมาขอซื้อเนื้อหรือข้าวกันอีก?
หลินกั๋วหวยจึงพูดขึ้นว่า “คืออยากให้นายช่วยเลือกสถานที่เหมาะๆสำหรับสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์ให้กับทางสหกรณ์น่ะ”
“เรื่องนี้เป็นงานแรกที่ลุงของฉันได้รับมอบหมายหลังจากรับตำแหน่งใหม่ เพื่อให้ทำออกมาให้ดีที่สุดก็เลยต้องมาหานายให้ช่วย”
โจวอี้หมินพอได้ยินว่าคือเรื่องแค่นี้ ก็คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ได้สิ แล้วจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่?”
หลินกั๋วหวยได้ยินว่าโจวอี้หมินตกลงทันที ก็รีบพูดอย่างดีใจว่า “ตอนนี้เลย!”
โจวอี้หมินไม่คิดว่าจะรีบขนาดนี้ แต่ในเมื่อรับปากไปแล้วก็ไม่มีทางเลือก “ผู้เชี่ยวชาญหวัง ผมขอออกไปข้างนอกสักหน่อย ฝากที่นี่ไว้ด้วยนะครับ!”
ผู้เชี่ยวชาญหวังพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ เพราะยังไงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรพิเศษแค่เก็บบันทึกข้อมูลก็พอแล้ว
โจวอี้หมินตั้งใจจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป แต่หลินกั๋วหวยเห็นเข้าก็รีบห้ามทันที “อี้หมิน เราขี่จักรยานกันเถอะ!”
เพราะบรรดาผู้นำในสหกรณ์ต่างก็ขี่จักรยานกันทั้งนั้น หากโจวอี้หมินใช้มอเตอร์ไซค์ก็คงดูไม่เหมาะสมนัก!
ทีแรกโจวอี้หมินก็แปลกใจแต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงพยักหน้าตกลงกลับบ้านไปหยิบจักรยานแล้วขี่ตามหลินกั๋วหวยไปทันที
เมื่อมาถึงจุดนัดหมาย ก็เห็นว่าผู้นำจากสหกรณ์หลายคนมายืนรออยู่ก่อนแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดเลขาธิการหวงถึงได้ยืนยันจะรอใครบางคน ทั้งยังให้ผู้นำหลายคนมายืนรอแค่คนเดียวด้วย
แต่ในเมื่อเลขาธิการหวงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในสหกรณ์ ทุกคนจึงได้แต่ปฏิบัติตาม
หลินกั๋วหวยรีบพูดขึ้นว่า “เลขาธิการหวง ผมพาอี้หมินมาถึงแล้วครับ”
ในสถานการณ์แบบนี้เขาก็รู้กาลเทศะดีจึงไม่ได้เรียกอีกฝ่ายว่า “ลุง”
เลขาธิการหวงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ฉันเชื่อว่าทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับอี้หมินกันดีอยู่แล้วใช่ไหม!”
คนที่อยู่ในที่นั้นหลายคนเคยไปร่วมส่งรถแทรกเตอร์ให้โจวอี้หมินพร้อมกับเลขาธิการหวงมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกแปลกหน้าอะไร
ในที่สุดทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องรอกันอยู่นานขนาดนี้
ในเมื่อทุกคนมาพร้อมแล้ว จึงเริ่มลงพื้นที่สำรวจจุดสำคัญต่างๆภายในเขตสหกรณ์ทันที
พวกเขาพากันปั่นจักรยานไปตามหมู่บ้านต่างๆ ทุกที่ที่แวะไปโจวอี้หมินจะตั้งใจสังเกตสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างละเอียด
จุดแรกที่พวกเขาไปถึงคือพื้นที่โล่งกว้างที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางของสหกรณ์
ตรงนี้มีภูมิประเทศค่อนข้างราบเรียบ พื้นที่กว้างขวาง ดูแล้วน่าจะเหมาะกับการสร้างโรงงานไม่น้อย
เลขาธิการหวงดูจะพอใจกับที่นี่ไม่น้อยจึงพูดขึ้นด้วยความคาดหวังว่า “อี้หมิน นายคิดว่าแถวนี้เป็นยังไง? อยู่ใกล้สหกรณ์ พอจะบริหารจัดการได้ง่ายในอนาคตไหม?”
โจวอี้หมินมองไปรอบๆ แล้วคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เลขาธิการหวง พื้นที่ตรงนี้ก็ถือว่ามีข้อดีหลายอย่างครับ ภูมิประเทศราบเรียบ เหมาะกับการก่อสร้างโรงงานและอยู่ใกล้สหกรณ์ ทำให้การประสานงานสะดวก”
“แต่ว่า เราก็ต้องคำนึงถึงเรื่องการขนส่งวัตถุดิบด้วยนะครับ เพราะวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ของเราก็คือฟาง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากทุ่งนาในหมู่บ้านต่างๆ”
“ถ้าสร้างโรงงานที่นี่การขนส่งฟางจากแต่ละหมู่บ้านจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นนะครับ และเรายังต้องคำนึงถึงแหล่งน้ำด้วย เพราะในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์อาจต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก ที่นี่จะอยู่ห่างจากแหล่งน้ำไปหน่อยหรือเปล่าครับ?”
เมื่อเลขาธิการหวงและคนอื่นๆได้ฟังก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย รู้สึกว่าโจวอี้หมินพูดมีเหตุผล ดูท่าว่าการรอเขามานานขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า
ในเมื่อสถานที่ตรงนี้ไม่เหมาะ พวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ มาถึงบริเวณริมหมู่บ้านใกล้แม่น้ำสายหนึ่ง ที่นี่มีลำธารสายเล็กใสสะอาดไหลคดเคี้ยวผ่านและในทุ่งนาโดยรอบก็มีฟางกองอยู่เป็นภูเขา
“ที่นี่มีน้ำอุดมสมบูรณ์แถมวัตถุดิบก็เยอะ น่าจะใช้ได้นะ” ผู้นำคนหนึ่งพูดขึ้น
โจวอี้หมินย่อตัวลงไปตรวจดูสภาพของดินอย่างละเอียด ก่อนจะมองแนวทางไหลของลำธารแล้วพูดขึ้นว่า “ถ้าพูดถึงในแง่ของแหล่งน้ำกับวัตถุดิบ ที่นี่ถือว่าดีมากครับ”
“แต่ทุกคนลองดู น้ำในลำธารนี้ไหลค่อนข้างเชี่ยวนะครับ ถ้าเกิดเจอฝนตกหนักขึ้นมาอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมได้”
“การสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของเรา ต้องคำนึงถึงความมั่นคงในระยะยาว ไม่ควรปล่อยให้ตัวโรงงานต้องเสี่ยงกับภัยน้ำท่วม แล้วอีกอย่าง ที่นี่อยู่ติดกับหมู่บ้านมากเกินไป ในระหว่างกระบวนการผลิตอาหารสัตว์อาจเกิดกลิ่นหรือเสียงรบกวน ซึ่งอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวบ้านได้ครับ”
เมื่อทุกคนได้ฟังก็รู้สึกว่าโจวอี้หมินคิดรอบด้านดีมาก ถึงแม้ชาวบ้านในหมู่บ้านจะไม่น่ามีปัญหาเพราะอย่างไรเสีย เรื่องนี้ก็เป็นโครงการสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรกรรม ชาวบ้านจึงไม่น่าจะคัดค้านอะไร
โจวอี้หมินและบรรดาผู้นำจากสหกรณ์พากันออกตรวจเกือบทั่วทั้งเขตสหกรณ์
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงพื้นที่บริเวณชายขอบของสหกรณ์ ซึ่งอยู่ติดกับถนนสายหลักสายหนึ่ง โจวอี้หมินมองเห็นแล้วถึงกับตาวาว
ตรงนี้เป็นที่ดินรกร้างแปลงใหญ่ที่ค่อนข้างราบเรียบ อยู่ใกล้กับถนนใหญ่ ทำให้การคมนาคมสะดวกมาก
ทั้งสะดวกต่อการขนวัตถุดิบเข้ามาและสะดวกต่อการส่งออกอาหารสัตว์ที่ผลิตแล้วออกไปเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ข้างๆที่ดินรกร้างแปลงนี้ยังมีลำธารสายหนึ่งที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในกระบวนการผลิตได้อย่างพอเพียง
พร้อมกันนั้นที่นี่ก็ยังอยู่ห่างจากหมู่บ้านต่างๆในระยะที่เหมาะสม ทำให้ไม่รบกวนวิถีชีวิตของชาวบ้านมากนัก
หลังจากที่พากันยุ่งวุ่นวายอยู่นานหลายชั่วโมงในที่สุดเมื่อเจอสถานที่ที่เหมาะสมเสียที โจวอี้หมินก็พูดขึ้นว่า “เลขาธิการหวง ผมว่าที่นี่เหมาะมากครับ อย่างแรกเลยคือการคมนาคมสะดวก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งได้มาก”
“นอกจากนี้ ลำธารข้างๆนี้สามารถเป็นแหล่งน้ำที่มั่นคงให้กับการผลิตได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ที่นี่อยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ช่วยให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินได้อย่างเป็นอิสระโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน”
เมื่อเลขาธิการหวงได้ยินการวิเคราะห์ของโจวอี้หมินก็เห็นว่าที่นี่เหมาะสมกับการสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์จริงๆ
“ทุกคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันไหม?”
แม้ว่าเขาจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในสหกรณ์ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถตัดสินใจฝ่ายเดียวได้ทุกเรื่อง การเคารพความคิดเห็นของทุกคนก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ
แต่คนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นก็ไม่ใช่คนโง่ เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเลขาธิการหวงแล้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าตัวน่าจะพึงพอใจไม่น้อย และคงไม่อยากเสียเวลาเดินหาต่อไปอีก
ทุกคนจึงพากันพยักหน้า แสดงว่าไม่มีใครมีข้อโต้แย้งใดๆ
เมื่อเลขาธิการหวงเห็นภาพนี้ก็พยักหน้าอย่างพอใจ “ดี ในเมื่อไม่มีใครมีความคิดเห็นอื่น งั้นเรากลับไปที่สหกรณ์แล้วมาหารือเรื่องการสร้างโรงงานกันเถอะ!”
โจวอี้หมินเห็นว่าเรื่องที่มาทำวันนี้ก็เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วจึงคิดจะขอตัวกลับ แต่ที่ไหนได้กลับถูกหัวหน้าหวังเรียกเอาไว้ “อี้หมิน สนใจจะไปร่วมฟังประชุมหน่อยไหม? เผื่อจะแสดงความคิดเห็นอะไรสักหน่อยก็ยังได้”
พอโจวอี้หมินได้ยินเช่นนั้นก็จนใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ารับคำ
จากนั้นทุกคนก็พากันกลับไปที่สหกรณ์ มุ่งหน้าไปยังห้องประชุมโดยตรง
พอทุกคนนั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว เลขาธิการหวงก็เข้าเรื่องทันที “ในเมื่อเราจะสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์ แต่ตอนนี้กำลังคนและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถยังไม่เพียงพอ พวกคุณคิดว่าควรแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี?”
ทุกคนที่นั่งอยู่ด้านล่างต่างก็มองหน้ากันโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา จังหวะนั้นเองหัวหน้าฝางก็เสนอความคิดเห็นของตนขึ้นมา “พวกเราต้องฝึกอบรมบุคลากรทางเทคนิคและฝ่ายบริหารให้เป็นทีมที่มีความเป็นมืออาชีพครับ”
“เราสามารถคัดเลือกคนหนุ่มสาวจากแต่ละหมู่บ้าน ที่มีพื้นฐานการศึกษาและมีใจใฝ่เรียนรู้ ส่งพวกเขาไปฝึกอบรมที่โรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงหรือสถาบันการเกษตร ให้พวกเขาได้เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่และประสบการณ์ในการบริหารจัดการ”
“พอพวกเขากลับมา ก็สามารถกลายเป็นกำลังหลักของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของเราได้”
“พร้อมกันนั้น เราก็ควรจัดตั้งระบบสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมขึ้นมาด้วย สำหรับพนักงานที่มีผลงานโดดเด่นก็ควรมีทั้งรางวัลเป็นสิ่งของและคำชื่นชม เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้นครับ”
ทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมเมื่อได้ยินแนวทางนี้ก็พากันแสดงความเห็นด้วย เพราะถ้าดำเนินการตามแนวทางนี้แล้วแต่ละคนก็ยังสามารถได้ประโยชน์จากเรื่องนี้บ้าง จำนวนคนที่จะส่งไปก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาเอง สุดท้ายแต่ละคนก็จะได้รับสิทธิ์ในการจัดสรรโควตา
เลขาธิการหวงเองก็พอใจกับแนวทางนี้ไม่น้อย จึงถามต่อว่า “หัวหน้าฝาง คุณมีข้อเสนออื่นอีกไหม?”
พอหัวหน้าฝางได้ยินคำชมจากเลขาธิการหวงก็พูดต่อทันทีว่า “เราสามารถใช้รูปแบบสหกรณ์ครับ ให้แต่ละหมู่บ้านเข้าร่วมการดำเนินงานของโรงงานอาหารสัตว์ด้วยการถือหุ้นในรูปแบบของการนำวัตถุดิบเข้าร่วมลงทุน”
“แบบนี้ ชาวบ้านจะไม่เพียงแค่ได้รายได้จากการขายฟางเท่านั้น แต่ยังจะได้รับเงินปันผลจากกำไรของโรงงานอาหารสัตว์ด้วยครับ”
“นอกจากนี้ วิธีการแบบนี้ยังสามารถสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบให้กับชาวบ้าน ทำให้ทุกคนให้การสนับสนุนการพัฒนาโรงงานอาหารสัตว์ด้วยความเต็มใจยิ่งขึ้น”
“ในขณะเดียวกัน พวกเราก็ควรเสริมสร้างความร่วมมือกับพื้นที่โดยรอบ เพื่อขยายช่องทางการขาย”
“เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ความร่วมมือระยะยาวกับฟาร์มปศุสัตว์และสถานีปศุสัตว์ในสหกรณ์อื่นๆ เพื่อรับประกันยอดขายของอาหารสัตว์ให้มั่นคง”
“อีกอย่างหนึ่งก็คือ เราควรจัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์บางอย่าง เพื่อแนะนำข้อดีและผลการใช้งานของอาหารสัตว์ของเราให้กับบรรดาเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่รอบข้างได้รู้จัก”
“นอกจากนี้ยังสามารถจัดกิจกรรมสาธิตในสถานที่จริง ให้พวกเขาได้เห็นกับตาว่าเมื่อใช้อาหารสัตว์ของเราแล้ว การเจริญเติบโตของสัตว์จะเป็นอย่างไร”
เมื่อเลขาธิการหวงได้ฟังก็พอใจมากถึงกับปรบมือให้ “หัวหน้าฝาง พูดได้ดีมาก ทุกคนมีความคิดเห็นเพิ่มเติมไหม?”
เสียงปรบมืออย่างอบอุ่นก็ดังขึ้นทั่วห้องประชุม ข้อเสนอที่ดีขนาดนี้ แน่นอนว่าไม่มีใครคัดค้านอยู่แล้ว
แต่เพราะแต่ละคนไม่ได้คิดอะไรเพิ่มเติมไว้ จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมา
เลขาธิการหวงเห็นว่าโจวอี้หมินกำลังแอบอยู่เฉยๆไม่ได้ใส่ใจการประชุมเท่าไรนักก็เลยเรียกชื่อโดยตรง “อี้หมิน ในฐานะที่นายเป็นผู้คิดค้นสูตรอาหารสัตว์ นายมีอะไรเพิ่มเติมไหม?”
โจวอี้หมินที่กำลังนั่งสบายๆ ไม่ได้คาดคิดว่าจะถูกเรียกชื่อขึ้นมาแบบนั้น จึงไม่มีทางเลือกต้องกัดฟันลุกขึ้นพูดว่า “ผมก็มีความเห็นอยู่นิดหน่อยครับ ตอนนี้เราได้สถานที่สำหรับโรงงานอาหารสัตว์เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็คือเรื่องการก่อสร้างกับการดำเนินงาน”
“ในด้านการก่อสร้าง ผมขอแนะนำว่าการออกแบบโรงงานควรวางผังการใช้งานพื้นที่อย่างเหมาะสมครับ เช่น ควรกำหนดพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบแยกไว้โดยเฉพาะและต้องให้มีการระบายอากาศที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้ฟางเกิดความชื้นและขึ้นรา”
“อีกเรื่องหนึ่งคือ เราควรให้ความสำคัญกับการก่อสร้างระบบรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์อาจมีฝุ่นละอองและน้ำเสียเกิดขึ้น หากไม่จัดการให้ดี ไม่เพียงจะทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังอาจกระทบต่อสมดุลทางนิเวศโดยรอบอีกด้วย”
“พวกเราสามารถสร้างระบบบำบัดน้ำเสียแบบง่ายๆขึ้นมาเพื่อรองรับน้ำเสียจากกระบวนการผลิต โดยให้ผ่านการบำบัดเบื้องต้นก่อนจะปล่อยออกไป ส่วนเรื่องฝุ่นก็สามารถติดตั้งอุปกรณ์ดูดฝุ่นเพื่อลดการปนเปื้อนในอากาศได้ครับ”
เลขาธิการหวงไม่คิดว่าโจวอี้หมินจะสามารถเสนอความคิดเห็นที่ดีได้ถึงเพียงนี้
โจวอี้หมินเข้าใจดีว่า คนในยุคนี้ยังไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก ไม่เหมือนกับยุคหลังที่จะเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็มักจะสายเกินไป
ในเมื่อวันนี้มีโอกาสเขาก็อยากลองดูว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างหรือไม่
หลังจากการประชุมดำเนินไปกว่าหนึ่งชั่วโมงในที่สุดก็จบลงเรียบร้อยทุกคนก็ค่อยๆลุกขึ้นเตรียมตัวกลับกัน
โจวอี้หมินเก็บของบนโต๊ะให้เรียบร้อยจากนั้นก็เตรียมจะออกจากห้อง
แต่ในจังหวะนั้นเองก็มีมือข้างหนึ่งวางลงเบาๆบนบ่าเขาโดยไม่ทันตั้งตัว เขาหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณแล้วก็เห็นว่าเป็นหลินกั๋วหวย
“พี่หลิน มีเรื่องอะไรอีกเหรอครับ?”
หลินกั๋วหวยพูดตรงๆว่า “เลขาธิการหวงมีเรื่องจะคุยกับนาย!”
เขารู้ดีว่าลุงของเขาจะต้องมีรางวัลจะมอบให้โจวอี้หมินแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกให้ตนพาไปที่ห้องทำงานแบบนี้หรอก
โจวอี้หมินทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ารับชะตากรรมแล้วก็เดินตามหลินกั๋วหวยไปยังห้องทำงานของเลขาธิการหวง
เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป เลขาธิการหวงก็ลุกขึ้นจากหลังโต๊ะทำงานสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นมิตร รีบเชิญให้โจวอี้หมินนั่งลงแล้วพูดว่า “อี้หมิน วันนี้ต้องขอบคุณนายมากเลยนะที่ทำให้เราสามารถหาสถานที่ตั้งโรงงานอาหารสัตว์ได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้”
โจวอี้หมินได้ยินแล้วก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เกาหัวพลางตอบว่า “เลขาธิการหวง เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ ผมก็แค่อยากทำอะไรให้สหกรณ์ของเราบ้าง มีส่วนช่วยในทางที่ทำได้”
ความจริงแล้วเขาก็แค่อยากให้เรื่องโรงงานอาหารสัตว์นี้ถูกจัดการให้เสร็จเร็วๆจะได้ไม่มีใครมารบกวนเขาอีก
เลขาธิการหวงพูดขึ้นในตอนนั้นว่า “อี้หมิน ที่เรียกนายมาครั้งนี้ก็เพราะอยากจะบอกข่าวดีอย่างหนึ่ง ทางสหกรณ์ตัดสินใจจะมอบโควตาการจ้างงานสำหรับช่วยสร้างโรงงานอาหารสัตว์ให้กับนาย 50 คน นายสามารถให้ชาวบ้านในหมู่บ้านของนาย 50 คนมาเข้าทำงานได้เลย”
“นอกจากนี้ พอสร้างโรงงานเสร็จแล้ว ก็จะมีโควตาจัดสรรตำแหน่งคนงานให้กับนายอีก 10 ตำแหน่งโดยเฉพาะ”
โจวอี้หมินได้ยินตรงนี้ก็รู้สึกประหลาดใจมาก ไม่คิดว่าเลขาธิการหวงจะใจกว้างถึงขนาดนี้ มอบโควตาให้เขามากมายขนาดนั้นในครั้งเดียว
“ขอบคุณเลขาธิการหวงกับทางสหกรณ์ครับ!”
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า โควตาในการช่วยก่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์นั้นอาจจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรมาก เพราะตอนนี้หมู่บ้านโจวเองก็ขาดคนอยู่ไม่น้อย แถมยังต้องไปขอยืมแรงงานจากหมู่บ้านอื่นเข้ามาช่วยเสียด้วยซ้ำ
(จบบท)