- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 433 เด็กที่โชคดี
บทที่ 433 เด็กที่โชคดี
บทที่ 433 เด็กที่โชคดี
หลังจากฝึกกันอยู่หลายวัน ตอนนี้โจวจื้อหมิงกับพวกก็ถือว่าขับรถแทรกเตอร์ได้คล่องแล้ว
โจวอี้หมินที่เห็นภาพนี้ก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อย เหมือนได้เห็นโจวจื้อหมิงกับคนอื่นๆจากคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์เลยกลายมาเป็นคนที่ขับรถแทรกเตอร์ได้คล่องแคล่ว
โจวต้าจู้ก็ใจกล้าเสนอขึ้นมาว่า “ลุงสิบหก พวกเราฝึกกันเก่งขนาดนี้แล้ว มีรางวัลให้พวกเราบ้างไหม?”
พูดจบตาเขาก็กลอกไปมา ดูก็รู้ว่าต้องมีแผนในใจแน่ๆ
โจวอี้หมินได้ยินแล้ว แม้ในใจจะคิดว่าพวกเขาพูดเล่นแต่พอเห็นความตั้งใจของพวกเขาตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “พวกเธอลองบอกมาดู ถ้าไม่เกินไปนัก ฉันก็จะตกลง”
ถือว่าเป็นรางวัลให้พวกเขาหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร
โจวต้าจู้กับพวกพอได้ยินแบบนั้นก็ดีใจกันใหญ่แล้วรีบพูดความคิดออกมา “ลุงสิบหก พวกเราอยากให้ลุงขับรถแทรกเตอร์พาพวกเราไปตลาด!” พูดจบ ทุกคนก็มองโจวอี้หมินตาไม่กะพริบ
แม้แต่โจวจื้อหมิงที่ปกติสุขุมเยือกเย็นก็ยังรู้สึกอยากไปขึ้นมา ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าถ้าได้นั่งรถแทรกเตอร์ไปต้องเป็นจุดสนใจของคนทั้งตลาดแน่
ถึงแม้จะผ่านวัยคึกคะนองมาแล้วแต่เรื่องแบบนี้ก็ยังตอบสนองความรู้สึกอยากอวดอยู่ดี ถือว่ามีข้อดีไม่น้อย
“อี้หมิน ช่างมันเถอะ” โจวต้าจู้กับพวกไม่คิดว่าคราวนี้จะโดนโจวจื้อหมิงหักหลัง
โจวอี้หมินจึงหันไปถามโจวจื้อหมิง “พี่จื้อหมิง ทำไมถึงบอกว่าไม่เอา?”
โจวจื้อหมิงอธิบายว่า “จากที่นี่ไปตลาดนัด อย่างน้อยก็สิบห้าถึงยี่สิบกิโลเมตร ไปกลับจะเปลืองน้ำมันดีเซลเท่าไหร่รู้ไหม!”
ถึงแม้สหกรณ์จะมอบรถแทรกเตอร์ให้หมู่บ้านโจวแต่ค่าน้ำมันดีเซลยังต้องซื้อเอง นี่ไม่ใช่เงินน้อยๆเลย
อีกอย่าง โจวจื้อหมิงคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านก็คงไม่เห็นด้วยเหมือนกัน
โจวต้าจู้กับพวกก้มหน้าด้วยความรู้สึกละอาย พวกเขาไม่ได้คิดรอบคอบเหมือนโจวจื้อหมิงแค่คิดว่าทำแบบนี้จะได้ดูเท่ก็เท่านั้น พวกเขาไม่เคยนึกถึงเลยว่าหมู่บ้านจะต้องเสียอะไรบ้าง
โจวอี้หมินเพียงแค่ยิ้มแล้วพูดว่า “เอาล่ะ งั้นฉันจะขับรถแทรกเตอร์พาพวกเธอไปตลาด!”
เขารู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการฝึกที่ดี อย่างตอนสอบใบขับขี่ในยุคหลังๆก็มีการสอบวิ่งทางไกลถึงแม้ภายหลังจะยกเลิกไปแล้ว
อีกอย่างถนนตอนนี้ก็ไม่ได้มีรถมากนัก แถมเขายังนั่งไปด้วยตลอดทางคงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น
โจวต้าจู้กับพวกตอนแรกนึกว่าไม่มีหวังแล้ว พอได้ยินแบบนี้ก็ยิ้มออกมาทันที “ขอบคุณครับ ลุงสิบหก!”
โจวจื้อหมิงตอนแรกอยากจะพูดอะไรสักหน่อยแต่พอเห็นว่าโจวอี้หมินตัดสินใจแล้วก็เงียบ
โจวอี้หมินดูออกว่าโจวจื้อหมิงเป็นห่วงจึงพูดว่า “พี่จื้อหมิง ไม่ต้องห่วง ค่าน้ำมันดีเซลครั้งนี้ ฉันออกเอง”
โจวจื้อหมิงรีบอธิบาย “อี้หมิน ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น…”
ถ้าเรื่องนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโจวอี้หมินแย่ลงมันคงไม่คุ้มเลย และถ้าหัวหน้าหมู่บ้านรู้เรื่องนี้เข้าเกรงว่าตัวเองจะถูกตัดชื่อออกจากทะเบียนตระกูลก็เป็นได้
โจวอี้หมินตอบว่า “พี่จื้อหมิง ฉันเข้าใจ ไม่ต้องห่วง แค่ฉันคิดว่าในเมื่อฉันรับปากว่าจะพาพวกเธอไปตลาดนัดก็ไม่จำเป็นต้องให้หมู่บ้านเป็นคนจ่าย”
พูดจบก็ไม่เปิดโอกาสให้โจวจื้อหมิงอธิบายต่อ รีบเร่งให้ทุกคนขึ้นรถ
แต่โจวต้าจู้กับพวกก็แปลกใจ ว่าทำไมโจวอี้หมินไม่ขึ้นไปนั่งที่คนขับ
“ลุงสิบหก ลุงขึ้นผิดที่หรือเปล่า?”
โจวอี้หมินตอบว่า “ไม่ได้ขึ้นผิดที่! ฉันบอกว่าจะพาพวกเธอไป แต่ฉันไม่ได้บอกว่าจะเป็นคนขับนี่นา!”
“พี่จื้อหมิง ขึ้นก่อนเลย!”
โจวจื้อหมิงงงอยู่พักหนึ่ง แต่พอได้ยินแบบนี้เขาก็เข้าใจว่าตัวเองคิดมากเกินไป ที่จริงโจวอี้หมินไม่ได้โกรธเลย พอคิดแบบนี้ใจที่ค้างคาก็โล่งลง
“ได้ครับ”
โจวจื้อหมิงนั่งประจำที่คนขับ มือจับพวงมาลัยไว้แน่น มือของเขาสั่นเล็กน้อยไม่ใช่แค่เพราะความตื่นเต้นแต่ยังสั่นเพราะความดีใจด้วย
เสียงเครื่องยนต์คำรามขึ้น รถแทรกเตอร์ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป โจวต้าจู้กับพวกยืนข้างๆก็ส่งเสียงเฮฮาด้วยความดีใจ
รถแทรกเตอร์วิ่งไปช้าๆตามถนนในชนบทระหว่างทางผู้คนต่างพากันมองด้วยสายตาประหลาดใจ
ต้องรู้ไว้ก่อนว่าในยุคนี้รถแทรกเตอร์ถือเป็นของหายากหลายคนแทบไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ
ยิ่งตอนนี้ได้เห็นใกล้ขนาดนี้ ถ้าใจกล้าสักหน่อยแค่เอื้อมมือไปก็สามารถสัมผัสกับตัวถังเหล็กของมันได้แล้ว
ตอนนั้นเองเด็กคนหนึ่งชี้ไปที่รถแทรกเตอร์แล้วถามว่า “พ่อ นั่นมันอะไร ทำไมมันวิ่งเร็วขนาดนี้ หนูไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
พ่อของเด็กคนนั้นตอบว่า “นั่นคือรถแทรกเตอร์ ได้ยินว่ารัฐบาลมอบให้หมู่บ้านโจว เก่งมากเลยล่ะ”
ไม่เคยเห็นก็ไม่แปลกหรอกเพราะแถวนี้นอกจากหมู่บ้านโจวจะมีรถแทรกเตอร์ใหม่อยู่คันหนึ่งแล้วก็มีแค่สหกรณ์ที่มี แต่ของสหกรณ์ก็ค่อนข้างเก่าแล้วเทียบกับของหมู่บ้านโจวไม่ได้เลย
เด็กคนนั้นพูดอย่างไร้เดียงสา “พ่อครับ ต่อไปหนูจะตั้งใจเรียน ให้รัฐบาลมอบรถแทรกเตอร์ให้หมู่บ้านเราบ้าง”
ปกติเวลาเขาสอบได้คะแนนดีครูก็ชมอยู่แล้ว ในความคิดของเขารถแทรกเตอร์คงไม่ใช่ของยากอะไรนัก
คำพูดของเด็กคนนั้นทำให้คนแถวนั้นพากันหัวเราะ นี่คงเป็นเรื่องตลกที่สุดที่พวกเขาได้ยินในปีนี้
ถ้ารัฐบาลแจกกันง่ายๆแบบนั้นรถแทรกเตอร์ก็คงไม่ใช่ของหายากอีกต่อไป
แต่ไม่มีใครพูดออกมา กลัวว่าจะไปทำลายความมั่นใจของเด็กคนหนึ่ง
โจวอี้หมินได้ยินแล้วก็พูดว่า “หนู ลุงก็เชื่อว่าหนูทำได้เหมือนกัน”
พูดจบเขาก็หยิบลูกอมเม็ดหนึ่งออกมายื่นให้เด็กคนนั้น โจวจื้อหมิงเองก็รู้กาลเทศะดี รีบจอดรถแทรกเตอร์ทันที
เด็กคนนั้นมองหน้าพ่อที มองลูกอมที ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากกิน
พ่อของเด็กพูดว่า “อยากกินก็รับไปสิ แต่ห้ามลืมพูดอะไรนะ!”
เด็กคนนั้นรับลูกอมจากมือโจวอี้หมินแล้วพูดว่า “ขอบคุณครับ ลุง!”
จากนั้นก็รีบแกะกินทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
คนที่อยู่รอบๆต่างก็ประหลาดใจกับภาพตรงหน้า ไม่คิดว่าโจวอี้หมินจะใจดีขนาดนี้ถึงกับให้ลูกอมเด็กจริงๆ
ความคิดเล็กๆของคนแถวนั้นจะรอดพ้นสายตาโจวอี้หมินได้ยังไง พวกเขาแค่หวังว่าถ้าเด็กพูดแบบเมื่อกี้อีกโจวอี้หมินอาจจะให้ลูกอมเหมือนกัน
โจวอี้หมินจึงพูดขึ้นทันทีว่า “พี่จื้อหมิง ขับต่อเถอะ!”
โจวจื้อหมิงได้ยินแบบนั้น ก็ทำตามที่โจวอี้หมินบอก ปล่อยเบรก รถแทรกเตอร์ก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง
คนแถวนั้นที่เห็นภาพนี้ต่างก็รู้สึกเหมือนตัวเองพลาดโอกาสสำคัญไป ได้แต่ถอนหายใจว่าเด็กคนนั้นช่างโชคดีจริงๆได้ลูกอมกินฟรีไปเม็ดหนึ่ง
ความตื่นเต้นของชาวบ้านรอบๆทำให้โจวต้าจู้กับพวกเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจแบบแปลกๆขึ้นมาในใจ
โจวจื้อหมิงขับรถแทรกเตอร์ไปอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปทางตลาด
ตลอดทางลมอ่อนๆพัดต้องหน้า โจวอี้หมินมองดูทุ่งนาและหมู่บ้านสองข้างทางซึมซับบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของยุคนั้น
พอเห็นว่าระยะทางได้ที่แล้วโจวอี้หมินก็พูดขึ้นว่า “พี่จื้อหมิง จอดก่อน เปลี่ยนคนขับ”
“ไปกลับคราวนี้ พวกเธอทุกคนต้องได้ขับคนละช่วง ถือเป็นบทเรียนสุดท้ายของการเรียนรถแทรกเตอร์”
โจวจื้อหมิงเพิ่งจะเข้าใจตอนนี้เอง ว่าทำไมโจวอี้หมินถึงยอมพามาตลาดที่แท้ก็เพราะเหตุผลนี้นี่เอง!
(จบบท)