- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 422 แผนผังการออกแบบ
บทที่ 422 แผนผังการออกแบบ
บทที่ 422 แผนผังการออกแบบ
โจวต้าจงเปิดประตูเข้ามา พอโจวอี้หมินเห็นว่าเป็นโจวต้าจงก็ไม่ต้องเดาให้มากความเลยว่าอีกฝ่ายมาทำอะไร
“วางเงินไว้ แล้วถ้าไม่มีอะไรอีกก็ออกไปได้เลย” พูดพลางก็ไม่แม้แต่จะหยุดมือจากการเขียน
โจวต้าจงรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยจนต้องเกาหัว แต่เพื่อจะไม่เป็นหนี้บุญคุณใครเขาก็ยังคงวางเงินที่เพิ่งไปรับมาจากฝ่ายการเงินลงบนโต๊ะแล้วก็เดินออกจากห้องทำงานไป
โจวอี้หมินเพียงแค่เหลือบตามองเงินบนโต๊ะ ก่อนจะเก็บเข้าไปในพื้นที่ร้านค้าในสมองทันที
เขาก็ยังก้มหน้าทำงานต่อเพราะในเมื่อรับปากกับผู้อำนวยการโรงงานหูไว้แล้วก็ต้องทำงานนี้ให้ดีที่สุด
โจวอี้หมินจึงลงมือเริ่มออกแบบกระเป๋าเดินทางทันที
ตอนนี้มันคือปี 1961 ยังไม่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยวาดภาพ แม้แต่เครื่องมือสำหรับเขียนแบบให้ครบชุดยังหาได้ไม่หมด
ทำได้เพียงนำดินสอ ไม้บรรทัด และกระดาษกราฟเก่าๆมาพยายามเขียนแบบด้วยมือตามภาพจำในหัวทีละเล็กทีละน้อย
เส้นไหนเบี้ยวก็ใช้ยางลบลบแล้ววาดใหม่ ขนาดไหนไม่แน่ใจ ก็หยิบคู่มืออุตสาหกรรมเพียงไม่กี่เล่มที่มีอยู่มานั่งค้นเทียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพื่อออกแบบกระเป๋าเดินทางที่ทั้งใช้งานได้ดีและดูสวยงาม โจวอี้หมินเรียกได้ว่าทุ่มสุดตัว
ช่วงเวลาที่ผ่านมาโจวอี้หมินเขียนแบบร่างลงกระดาษไปแล้วหลายแผ่น แต่ยังไม่มีสักแผ่นที่เขารู้สึกพอใจ จึงทำได้แค่เขียนต่อไป เรียกได้ว่าเป็นคนที่เกิดมาเพื่อทำงานจริงๆ!
โจวอี้หมินมีสีหน้ามุ่งมั่น มือข้างหนึ่งกำดินสอที่เหลาด้ามจนแหลมกริบ สายตาของเขาเคลื่อนไปมาระหว่างกระดาษว่างเปล่าตรงหน้าและภาพในสมองที่กำลังจินตนาการออกแบบ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังร่างภาพกระเป๋าเดินทางในจินตนาการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากนั้นก็ตัดสินใจวางปลายดินสอลงบนกระดาษ เริ่มวาดเส้นตรงเรียบลื่นจากจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงร่างกระเป๋าเดินทาง
ข้อมือของโจวอี้หมินหมุนอย่างคล่องแคล่ว เส้นต่างๆค่อยๆขยายต่อเนื่องออกไปก่อเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งจะกลายเป็นตัวกล่องหลักของกระเป๋า
ต่อมาเขาหยิบยางลบมาลบรอยเล็กๆที่ไม่เรียบร้อย จากนั้นจึงวาดทับใหม่ให้เส้นดูแม่นยำและคมชัดยิ่งขึ้น
บริเวณด้านบนของตัวกระเป๋า เขาวางแผนตำแหน่งของคันชักอย่างพิถีพิถัน ใช้ไม้บรรทัดวัดขนาดและตีเส้นคู่ขนานสองเส้นเป็นแนวทางเดินของคันชัก เส้นเหล่านั้นตรงเป๊ะและสม่ำเสมอ ทุกเส้นล้วนสะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดอย่างถึงที่สุด จนเรียกได้ว่าคนที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำก็คงทำแบบนี้
จากนั้นเขาก็เริ่มออกแบบส่วนของล้อกระเป๋า บริเวณสี่มุมด้านล่างของกระเป๋า เขาค่อยๆวาดวงกลมของล้อออกมาอย่างประณีต ขนาดของล้อพอดีสมส่วนและเข้ากันได้ดีกับรูปทรงรวมของกระเป๋าเดินทาง
เพื่อให้แน่ใจว่าล้อสามารถหมุนได้คล่องตัว เขาจึงแต้มจุดสีดำเล็กๆตรงกลางวงล้อแทนแกนกลาง พร้อมกับวาดเส้นง่ายๆรอบแกนนั้นเพื่อสื่อถึงทิศทางการหมุนของล้อ
จากนั้นเขาก็หันมาใส่ใจกับด้านหน้าของกระเป๋า เริ่มร่างตำแหน่งของตัวล็อกและหูหิ้ว
ตัวล็อกมีรูปทรงเล็กกะทัดรัดและดูประณีต เขาค่อยๆปรับความโค้งของเส้นอยู่หลายครั้งเพื่อให้ดูทั้งสวยงามและใช้งานได้จริง
ส่วนการออกแบบหูหิ้วนั้น โจวอี้หมินให้ความสำคัญกับหลักสรีรศาสตร์เป็นพิเศษ เขาใช้นิ้วค่อยๆจำลองท่าทางเวลาจับหูหิ้ว แล้วปรับองศาความโค้งและความยาวของมันตามสัมผัสที่รู้สึกได้ เส้นที่วาดออกมาจึงโค้งรับกับรูปทรงของฝ่ามือทำให้สามารถยกกระเป๋าเดินทางได้อย่างสบาย
ตลอดกระบวนการออกแบบนั้น โจวอี้หมินจะหยุดเป็นพักๆ หรี่ตาพิจารณาแบบร่างอย่างตั้งใจ แล้วก็ก้มหน้ากลับไปเติมรายละเอียดต่างๆอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายบนผิวกระเป๋า หรือเส้นตกแต่งเล็กๆน้อยๆ
ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอและสงบนิ่ง ราวกับว่าเขาจมดิ่งอยู่ในโลกแห่งการสร้างสรรค์โดยสมบูรณ์ ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจะเลือนหายไป เหลือเพียงแค่แบบร่างที่ค่อยๆสมบูรณ์ขึ้นตรงหน้าเขา
และเมื่อเขาขีดเส้นสุดท้ายลงไปภาพของกระเป๋าเดินทางที่ทั้งสมบูรณ์และงดงามก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เส้นสายลื่นไหล สัดส่วนสมดุล และเปี่ยมด้วยรายละเอียด
เขาวางดินสอลงแล้วขยับข้อมือกับต้นคอที่ปวดเมื่อยไปมาก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็วาดแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องหาคนมาทำมันขึ้นมาให้เป็นของจริง
เขาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายแล้วเดินออกจากห้องทำงาน พอมองไปรอบๆก็ไม่เห็นใครเลย เขาดูนาฬิกาข้อมือพบว่าไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ล่วงเลยมาถึงเที่ยงกว่าแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่แผนกจัดซื้อเงียบกริบเพราะทุกคนไปโรงอาหารกันหมดแล้ว
ตอนนั้นเองท้องก็เริ่มร้องเสียง “โครก~” ขึ้นมา ดูท่าว่าจะปล่อยให้ท้องหิวต่อไปไม่ได้แล้ว เขาจึงเดินไปยังโรงอาหารเพื่อกินข้าว
หลังจากกินอิ่มแล้วเขาก็กลับมาที่ห้องทำงาน นั่งพักอยู่สักครู่พอได้ยินเสียงกริ่งเริ่มงานดังขึ้น โจวอี้หมินก็เดินไปยังแผนกผลิตทันที
หัวหน้าเลี่ยวเห็นโจวอี้หมินเดินเข้ามา ก็รีบเดินเข้ามาถามอย่างเร็วว่า “อี้หมิน ครั้งนี้นายอยากให้ใครมาช่วยงาน?”
เขาได้รับคำสั่งจากผู้อำนวยการโรงงานหูไว้ก่อนแล้วก็เลยถึงได้มีฉากแบบนี้ขึ้น
โจวอี้หมินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นให้วิศวกรข่งกับวิศวกรโจวก็แล้วกัน!”
“เคยร่วมงานกันมาก่อน ทำงานเข้าขากันดี”
หัวหน้าเลี่ยวได้ยินดังนั้นก็โล่งใจขึ้นมาทันที โชคดีที่ยังไม่ได้เอาช่างฝีมือระดับสูงไปใช้ทั้งหมดไม่อย่างนั้นภารกิจของโรงงานคงลำบากแน่ เพราะยังมีงานอีกมากที่ต้องใช้ช่างระดับสูงในการผลิต
จากนั้นเขาก็เรียกวิศวกรข่งและวิศวกรโจวสองคนมา
ทั้งสองคนเดินมาถึงที่ทำงานของหัวหน้าเลี่ยว พอเห็นว่าโจวอี้หมินอยู่ที่นั่นก็ไม่ต้องเดาเลยว่าโรงงานจะต้องมีงานใหม่สั่งลงมาแน่ๆ
ไม่อย่างนั้นปกติจะได้เจอโจวอี้หมินก็ถือว่ายากอยู่เพราะเขาไม่ได้อยู่ในโรงงานบ่อยนัก
วิศวกรข่งซึ่งเป็นคนพูดตรงก็ถามขึ้นว่า “หัวหน้าเลี่ยว หัวหน้าโจว พวกคุณเรียกผมมากับลุงโจว มีงานอะไรหรือเปล่าครับ?”
แต่เขาก็เชื่อว่าถ้ามีโจวอี้หมินช่วย ยังไงก็ไม่มีงานไหนที่ทำไม่สำเร็จ
หัวหน้าเลี่ยวจึงตอบตามตรงว่า “เรื่องนี้ให้โจวอี้หมินเป็นคนพูดดีกว่า ฉันเองก็ยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก”
พูดจบเขาก็หันไปมองโจวอี้หมิน
โจวอี้หมินเข้าใจทันที จากนั้นก็พูดตรงประเด็นทันทีว่า “งานที่ต้องทำในครั้งนี้ก็คือกระเป๋าเดินทาง”
ทันทีที่พูดจบวิศวกรข่งก็แสดงสีหน้างุนงงออกมาทันที “หัวหน้าโจว กระเป๋าเดินทางมันเป็นของที่ง่ายมากเลยนะครับ แบบนี้ไม่น่าจะถึงขั้นต้องใช้พวกเราหรอก!” ของแบบนี้อย่าว่าแต่ใช้ช่างระดับแปดเลยแค่ช่างระดับห้าก็เพียงพอแล้ว
ในเมื่อพวกเขาเป็นช่างระดับแปดก็ต้องมีความภูมิใจในฝีมือบ้างไม่ใช่ว่างานอะไรก็จะรับ อย่างน้อยต้องมีความยากหรือต้องท้าทายฝีมือสักหน่อย
แม้ว่าวิศวกรโจวจะไม่ได้พูดอะไร แต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้วก็พอจะเห็นว่าเขาเห็นด้วยกับคำที่วิศวกรข่งพูดเมื่อครู่
โจวอี้หมินยิ้มบางๆแล้วพูดว่า “วิศวกรข่ง อย่าเพิ่งรีบไป ฟังให้จบก่อน”
“กระเป๋าเดินทางครั้งนี้ มันไม่เหมือนกับกระเป๋าแบบดั้งเดิมเลยแม้แต่น้อย ลองดูแบบร่างนี้กันก่อนเถอะ!”
เขาไม่อยากเสียเวลาอธิบายเปล่าๆ ให้ดูแบบเลยจะเข้าใจง่ายกว่า
วิศวกรข่งรับแบบร่างไปด้วยความลังเล ในตอนแรกก็ไม่ใส่ใจนักแต่พอมองเป็นครั้งที่สองกลับละสายตาไม่ได้ จ้องดูอยู่กับแบบร่างนั้นตาไม่กระพริบ
วิศวกรโจวเห็นท่าทางของวิศวกรข่งก็พอจะรู้ได้ทันทีว่าแบบร่างนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เขาจึงเดินเข้าไปดูบ้าง แล้วก็มีปฏิกิริยาเหมือนกันทุกประการ
โจวอี้หมินกับหัวหน้าเลี่ยวต่างก็ยืนเงียบไม่ได้พูดแทรกหรือขัดอะไรพวกเขาแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปหลายนาที
สุดท้ายวิศวกรข่งก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้น “หัวหน้าโจว แบบร่างนี้เป็นผลงานของปรมาจารย์ท่านไหนครับ? ผมไม่เคยเห็นแบบร่างที่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย”
(จบบท)