- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 402 ฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้น
บทที่ 402 ฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้น
บทที่ 402 ฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้น
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอ่ยปากพูดอะไร โจวอี้หมินก็ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปเสียก่อน
ทิ้งให้พวกหลินกั๋วหวยได้แต่สูดดมควันไอเสียอยู่ข้างหลัง
หลินกั๋วหวยรีบเข้าไปหาหัวหน้าหวง เพราะภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว
“หัวหน้าหวง หมูที่สั่งไว้จัดการเรียบร้อยแล้วครับ!”
เดิมทีหัวหน้าหวงตั้งใจจะดุสักหน่อย แต่พอเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยบนใบหน้าของหลินกั๋วหวยก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอนจึงพูดขึ้นว่า “มาหาฉันมีอะไรรึเปล่า?”
หลินกั๋วหวยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ไม่คิดว่าลุงจะไม่ตกหลุมพลาง จึงได้แต่ตอบตามตรง “งานที่คุณลุงสั่งผมทำสำเร็จแล้วครับ!”
หัวหน้าหวงเข้าใจทันทีว่า “อ๋อ เรื่องนั้นเอง สำเร็จก็แค่นั้น จะต้องมารายงานให้ฉันรู้ด้วยเหรอ?”
จู่ๆก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “หรือว่า... หมายถึงเรื่องที่ให้นายไปหาเนื้อหมูจากโจวอี้หมินน่ะเหรอ?”
“ถ้าไม่ใช่เรื่องนั้นแล้วจะเรื่องอะไรล่ะ!” หลินกั๋วหวยชอบดูสีหน้าตกตะลึงของลุงตัวเองที่สุด
“แถมยังได้มาตั้งหนึ่งร้อยจินเชียวนะ!”
เดิมทีภารกิจที่ได้รับมอบหมายก็แค่หามาให้ได้ห้าสิบจินเท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเป็นสองเท่า ที่จริงก็แค่ตั้งใจพูดเกินไว้หน่อยเพื่อจะได้มีช่องให้ต่อรอง แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตกลงทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข
หัวหน้าหวงถึงกับหน้าตาตกตะลึง “เสี่ยวหลิน ไม่ใช่ว่าบอกแค่ห้าสิบจินเหรอ ทำไมกลายเป็นหนึ่งร้อยจินไปได้ล่ะ?”
ไม่คิดเลยว่าโจวอี้หมินจะเก่งขนาดนี้ ถึงขนาดหาหมูได้ถึงหนึ่งร้อยจิน
หลินกั๋วหวยก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
หัวหน้าหวงยกนิ้วโป้งให้ทันที “เรื่องนี้อาจจะเป็นสิ่งที่นายทำได้ถูกต้องที่สุดในชีวิตแล้วก็ว่าได้”
หลินกั๋วหวยถึงกับพูดไม่ออก คิดในใจว่า... นี่มันพูดจาอะไรกัน? หมายความว่านับจากนี้ไปเขาจะไม่มีทางทำเรื่องที่ถูกต้องกว่านี้ได้อีกเลยรึไง? แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาถกเถียงอะไร
หัวหน้าหวงรีบออกไปดูหมูหนึ่งร้อยจินด้วยตัวเอง
พอออกมาข้างนอกเห็นเนื้อหมูเต็มๆหนึ่งร้อยจิน เขาก็โล่งใจทันที
ที่หัวหน้าหวงคิดไว้ก็คือ ช่วงนี้งานของสหกรณ์หนักมาก แม้ทุกคนจะขยันขันแข็งไม่ย่อท้อ แต่เพราะกินแต่อาหารจืดๆแบบไม่มีเนื้อไม่มีน้ำมานานเลยทำให้หลายคนเริ่มมีอาการบวมน้ำ จึงอยากหาหมูมาปรุงอาหารเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับทุกคน
ตอนนี้จัดหามาได้เกินเป้าก็เลยตัดสินใจเก็บไว้สำรองเผื่อฉุกเฉิน 30 จิน นำอีก 50 จินมาแจกจ่ายให้เจ้าหน้าที่ในสหกรณ์ ส่วนที่เหลืออีก 20 จินจะเอาไว้ใช้ปรับปรุงอาหารการกิน
ไอเดียนี้เมื่อนำไปบอกกับเจ้าหน้าที่ในสหกรณ์ก็ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลาม เพราะใครจะไม่ชอบล่ะ? ได้กินเนื้อ แถมยังมีเนื้อแจก แบบนี้จะหาผู้นำแบบนี้ที่ไหนได้อีก
พอตกเย็น เดิมทีทุกคนก็ตั้งใจจะกลับไปกินข้าวที่บ้านแต่เพราะวันนี้มีเนื้อหมูกินเลยพากันอยู่ต่อหมด
เจ้าหน้าที่ในสหกรณ์นั่งล้อมวงกัน กินอาหารหม้อใหญ่ที่ตุ๋นเนื้อหมูไว้เต็มหม้อแต่ละคนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ป้าหลี่เช็ดน้ำตาพลางพูดว่า “หมูนี้หอมจริงๆเลยนะ ต้องขอบใจเสี่ยวหลิน ไม่งั้นก็แทบจะลืมไปแล้วว่าเนื้อมันรสชาติเป็นยังไง”
พี่จางก็พูดพร้อมรอยยิ้มว่า “เสี่ยวหลินคนนี้มีแวว มีความสามารถ ต่อไปต้องได้ดีแน่ๆ”
หลินกั๋วหวยได้ยินคำชมจากทุกคนแล้วรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกแต่ก็ทำตัวให้ดูถ่อมตัว ไม่แสดงออกมากเกินไป
“ไม่หรอกครับ เรื่องพวกนี้ผมควรทำอยู่แล้ว”
ที่นอกหน้าต่างแสงอรุณยามเช้าเริ่มส่องแผ่วเบา เสียงระฆังในหมู่บ้านก็ดังขึ้นอย่างเร่งเร้า
ชาวบ้านในหมู่บ้านพอได้ยินเสียงระฆังนี้ต่างก็รีบรวมตัวกันอย่างรวดเร็วเพราะเสียงระฆังนี้หมายถึงว่าจะมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นในหมู่บ้าน
ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาล่วงเลยมาจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว โจวอี้หมินแอบมาที่หมู่บ้านโจวจุดที่สำคัญที่สุดก็คือสถานที่เก็บเมล็ดพันธุ์ เพราะถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ก็เท่ากับว่าอยู่รอดต่อไปไม่ได้
ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ก็หมายความว่าจะเพาะปลูกไม่ได้ ที่ดินเพาะปลูกของหมู่บ้านก็จะไม่สามารถใช้งานได้ ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ เป็นปัญหาใหญ่แน่
เขาจึงทำการสับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ของหมู่บ้านเดิมกับพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงกว่า
ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงกว่านี้ แต่ปัญหาคือจะอธิบายที่มาของเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไม่ได้ และถ้าเพาะปลูกไปแล้วผลผลิตออกมาสูงผิดปกติ
เบื้องบนต้องส่งคนลงมาสืบแน่นอนว่าทำไมถึงเป็นการเพาะปลูกแบบเดียวกัน วิธีการเหมือนกัน แต่ผลผลิตถึงได้แตกต่างกันมาก
โจวอี้หมินไม่คิดจะบอกเรื่องนี้ให้ใครในหมู่บ้านรู้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ความลับจะรั่วไหล ไม่อย่างนั้นหากเบื้องบนส่งคนลงมาสอบสวน
แค่เจอพวกช่างนินทาในหมู่บ้านหรือคนที่ทนแรงกดดันไม่ได้ ถูกถามนิดหน่อยก็คงเผลอปากพูดออกมาหมด แล้วสุดท้ายก็จะโยนความผิดมาที่เขา
เมื่อเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์เสร็จเรียบร้อย เขาก็แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินออกไปอย่างสงบ
แม้ชาวบ้านในหมู่บ้านจะเห็นเข้าก็ไม่มีใครพูดอะไร เพราะในหมู่บ้านนี้มีเพียงโจวอี้หมินกับหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นที่ได้รับสิทธิพิเศษแบบนี้
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าทุกคนมาพร้อมกันแล้ว จึงกล่าวขึ้นว่า “ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว งานการเกษตรในหมู่บ้านจะมีมากขึ้น ทุกคนจะต้อง...”
หลังจากที่หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวปลุกใจอย่างฮึกเหิม ก็ทำให้ทั้งหมู่บ้านโจวเต็มไปด้วยพลังในทันที
เมื่อเห็นว่าเป้าหมายบรรลุแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มจัดสรรงานโดยให้โจวต้าหยงร่วมกับชาวนามากประสบการณ์อีกหลายคนรับหน้าที่หว่านเมล็ดข้าวฟ่าง
ผืนดินถูกไถพรวนด้วยแรงของวัวไว้แล้ว ดินทั้งร่วนและชื้น ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวของผืนดินออกมา
โจวต้าหยงเลียนแบบชาวบ้านคนอื่น หยิบเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างจากกระสอบออกมากำมือหนึ่งแล้วพินิจดูอย่างตั้งใจ
เมล็ดแต่ละเมล็ดอวบแน่น สะท้อนแสงอ่อนๆใต้แสงอรุณเหมือนกำลังบรรจุความหวังของอนาคตเอาไว้
การหว่านเมล็ดเริ่มต้นขึ้นแล้ว ลุงใหญ่โจวเป็นผู้นำใช้จอบขุดหลุมเล็กๆระยะห่างพอดี ความลึกกำลังเหมาะ
โจวต้าหยงตามไปด้านหลัง ก้มตัวลงอย่างระมัดระวัง วางเมล็ดข้าวฟ่างลงไปในหลุมทีละ 3–4 เมล็ด แล้วใช้ปลายนิ้วค่อยๆกลบดินให้เบาที่สุดกลัวว่าจะทำให้เมล็ดที่มีค่าพวกนี้ได้รับความเสียหาย
ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาเบาๆให้ความรู้สึกเย็นสบาย และยังช่วยพัดเหงื่อเม็ดเล็กๆบนหน้าผากของโจวต้าหยงให้แห้งลงด้วย
ไม่ไกลจากนั้นกลุ่มผู้หญิงและเด็กก็ไม่ได้นั่งว่าง พวกเธอช่วยกันหาบน้ำมา รดลงบนผืนดินที่เพิ่งเพาะปลูกใหม่อย่างทั่วถึงทุกจุด
“เจ้าหนูต้าหยง มือไม้ให้ไวหน่อยนะ การเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลินี่ต้องรีบให้ทันเวลา!” ลุงใหญ่โจวหันมายิ้มแล้วตะโกนเตือน
โจวต้าหยงขานรับคำ แล้วเร่งมือทำงานให้เร็วขึ้น ช่วงเช้าทั้งช่วงก็ผ่านไปอย่างเงียบๆท่ามกลางความวุ่นวายจนไม่ทันรู้ตัวว่าพวกเขาเพาะปลูกไปได้มากขนาดไหนแล้ว
ตะวันค่อยๆสูงขึ้นจนถึงเที่ยง ชาวบ้านในหมู่บ้านโจวก็พากันไปที่โรงอาหารใหญ่เพื่อกินข้าวเที่ยง
ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีโรงอาหารใหญ่ก็จะมีคนคอยส่งข้าวมาให้เฉพาะบุคคลเพื่อจะได้กินเสร็จแล้วทำงานต่อได้เลย
ทุกคนนั่งล้อมวงกัน กินหมั่นโถวยัดไส้ง่ายๆกับผักดองและซดน้ำซุปกะหล่ำปลีร้อนๆ แม้อาหารจะธรรมดาและหยาบๆแต่ทุกคนก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
แม้จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่วันนี้ไม่มีเนื้อให้กิน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าในหมู่บ้านยังไม่รู้เลยว่าผ่านมากี่นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้แตะต้องเนื้อเลย
ในหมู่บ้านโจวยังพอมีโอกาสได้กินเนื้อบ้างแม้จะเป็นแค่เศษเนื้อบดก็เถอะ แต่นั่นก็คือเนื้ออยู่ดี!
ชาวบ้านจากหมู่บ้านซวงเถียนและหมู่บ้านซ่างสุ่ยที่มาช่วยงานอยู่ที่หมู่บ้านโจวมานานก็เริ่มชินกับอาหารการกินของที่นี่แล้ว
ไม่ได้ตกใจเหมือนตอนแรกที่มาเจออาหารแบบนี้จนตะลึงไปหมด
แสงแดดยามบ่ายส่องแรงขึ้นเรื่อยๆ สาดลงบนร่างกายให้ความอบอุ่นอย่างดี
โจวอี้หมินเห็นเข้าก็อดไม่ได้ที่จะลงมือ “ร่วมรบ” กับพวกเขาด้วย ถ้าเป็นในยุคหลังๆแบบนี้ยังต้องเสียเงินถึงจะได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวนาเช่นนี้เลย
หัวหน้าหมู่บ้านเห็นเข้าเดิมทีคิดจะห้ามไว้แต่โจวอี้หมินกลับพูดว่า “ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง จะไปรับใช้ประเทศได้อย่างไรล่ะครับ?”
ได้ยินแบบนี้หัวหน้าหมู่บ้านก็จนปัญญาจะพูดอะไรได้อีก ได้แต่ปล่อยให้โจวอี้หมินทำตามใจไป
เพียงแค่ทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงโจวอี้หมินก็รู้สึกว่าแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว แต่เขาก็ไม่แสดงความเหนื่อยล้าออกมาแม้แต่น้อย
ยิ่งการหว่านเมล็ดดำเนินต่อไป ท่าทางของเขาก็ยิ่งคล่องแคล่วมากขึ้น
ชาวบ้านรอบข้างต่างทำงานกันอย่างสามัคคีและเข้าขากันดี เพราะทำงานร่วมกันมานานความเข้าใจกันเป็นเรื่องธรรมดา พวกเขาทำงานไปคุยกันไป หัวข้อพูดคุยก็มีตั้งแต่เรื่องผลผลิตของพืชปีนี้ ไปจนถึงเรื่องเล็กๆน้อยๆในบ้าน ถ้อยคำธรรมดาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความหวังในชีวิต
(จบบท)