- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 379 สร้างโรงงานผลิต
บทที่ 379 สร้างโรงงานผลิต
บทที่ 379 สร้างโรงงานผลิต
“อี้หมิน เดี๋ยวตอนที่นายขนอาหารสัตว์กลับมา ก็เรียกเขามาที่นี่เลย” หัวหน้าหวงพูดพลางชี้มาทางหลินกั๋วหวย
ก็แหม...เรื่องดีมีผลประโยชน์แบบนี้จะลืมนึกถึงหลานตัวเองได้ยังไงกันล่ะ?
“ครับ” โจวอี้หมินพยักหน้ารับ
มื้อนี้เรียกได้ว่าอิ่มทั้งท้องและอิ่มทั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสชาติหรือความสุขทางจิตใจก็เรียกได้ว่าเต็มอิ่มทั้งหมด
หลังจากพักผ่อนอยู่สักระยะ หัวหน้าหวงก็พาหลินกั๋วหวยกลับไปยังสหกรณ์อีกครั้ง
ที่จริงหลินกั๋วหวยไม่ได้อยากกลับเลยสักนิด ตรงกันข้ามเขาอยากอยู่ต่อเพื่อกินมื้อเย็นที่นี่ให้เสร็จก่อนด้วยซ้ำ แต่เมื่อเจอความกดดันจากหัวหน้าหวงเข้าไป เขาก็ได้แต่ยอมฝืนใจเดินตามกลับไปแบบไม่เต็มใจนัก
ก็อาหารอร่อยขนาดนี้ ถ้าพลาดไปใครจะไปรู้ว่าจะมีโอกาสได้กินอีกเมื่อไหร่?
ระหว่างทางกลับหัวหน้าหวงก็ไม่ลืมที่จะย้ำอีกครั้งว่า “เสี่ยวหลิน นายต้องรักษาความสัมพันธ์กับอี้หมินให้ดีนะ เรื่องแบบนี้มีประโยชน์กับอนาคตแน่นอน”
พูดได้เท่านี้แหละ ส่วนจะทำหรือไม่ทำก็คงต้องแล้วแต่ความคิดของเขาเองแล้วล่ะ
“วางใจเถอะครับ! ผมน่ะไม่ใช่คนโง่ ถึงจะต้องสร้างความสัมพันธ์ให้ดีแต่ก็จะไม่ทำให้ความสัมพันธ์มันพังหรอก” หลินกั๋วหวยที่ยืนอยู่ข้างๆรับรองด้วยความมั่นใจ
“ดีมาก ตั้งแต่เลี้ยงมาทำอะไรมาก็หลายอย่าง แต่นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ฉันพอใจที่สุด” หัวหน้าหวงพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสนใจว่า “อี้หมิน นายว่าเราควรสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์ตรงไหนจะดีที่สุด?”
ตอนนี้เขาเองก็เริ่มจะชอบความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาเสียแล้ว—ไม่ต้องคิดอะไรให้ยุ่งยาก เพราะมีคนจัดการทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยแล้วว่าจะต้องทำยังไง
โจวอี้หมินคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบว่า “ผมว่าควรสร้างไว้ตรงถนนสายหลักของหมู่บ้านครับ จะได้สะดวกต่อการขนส่ง”
ถ้าไปสร้างไว้ตรงมุมลึกๆของหมู่บ้านที่รถเข้าไม่ถึงทีหลังก็ต้องใช้คนแบกไปแบกมามันจะไม่กลายเป็นเสียแรงโดยใช่เหตุหรือไง?
หัวหน้าหมู่บ้านไม่รีรอแม้แต่นิดตอบตกลงทันที “ดี งั้นก็ตั้งไว้ตรงถนนสายหลักของหมู่บ้านนี่แหละ”
ด้วยความที่เวลาเร่งรีบการจะสร้างบ้านหรืออาคารใหม่แบบนี้ปกติแล้วต้องเลือกวันมงคลดีๆสักวันก่อนเริ่ม
แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าจะรอวันดีจริงๆอย่างน้อยต้องรออีกหนึ่งถึงสองเดือนซึ่งมันเสียเวลามากเกินไปจึงต้องหาวันที่อย่างน้อยก็ไม่ใช่วันร้ายพอแล้ว
หัวหน้าหมู่บ้านเปิดปฏิทินฤกษ์ยาม แล้วก็ตัดสินใจได้ทันที—สร้างวันมะรืนนี้!
เนื่องจากมีการแจ้งข่าวล่วงหน้า ตอนนี้คนในหมู่บ้านนอกจากคนที่ต้องทำงานในนาแล้ว คนอื่นทั้งหมดต้องมาช่วยงานสร้างโรงงานผลิตนี้ให้ได้
ต้องทำให้แน่ใจว่าจะใช้เวลาให้น้อยที่สุดในการสร้างโรงงานผลิตนี้ให้เสร็จเพื่อที่จะได้เริ่มผลิตอาหารสัตว์ให้เร็วที่สุด
เพราะภารกิจครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของหมู่บ้านโจว เรื่องอื่นทั้งหมดต้องหลีกทางให้ก่อน
ดูจำนวนคนที่มาร่วมงาน—มีมากกว่าร้อยคนทุกคนมาพร้อมเพรียงกันหมด
ถึงแม้การสร้างอาคารจะไม่ใช่เรื่องที่ใช้เวลานานมากนัก แต่สิ่งที่ต้องทำก่อนเริ่มสร้างนั่นแหละที่ใช้เวลาอย่างแรกเลยคือต้องทำอิฐดิน
เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพจึงมีการแบ่งคนออกเป็นสองทีมอย่างชัดเจน
ทีมแรกนำโดย โจวจื้อหมิง รับหน้าที่พาคนเกือบร้อยคนไปขุดดิน ซึ่งการเลือกดินก็มีข้อกำหนดที่ชัดเจน โดยดินที่ต้องการนั้นต้องเป็นดินเหนียวที่มีปริมาณมากและมีสิ่งปนเปื้อนน้อยที่สุด
พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดคือพวกดินทับถมบริเวณริมแม่น้ำหรือริมบ่อน้ำที่ไม่ปะปนด้วยกรวดทรายหรือรากไม้จำนวนมาก
ทีมที่สองนำโดย หัวหน้ากลุ่ม รับหน้าที่สร้างเตาเผาเพราะด้วยสภาพอากาศตอนนี้ ไม่เหมาะสำหรับการตากอิฐแห้งด้วยแดดอย่างเดียวจึงต้องใช้การเผาเพื่อทำให้อิฐแข็งตัวซึ่งก่อนจะเผาได้ก็ต้องสร้างเตาเผาขึ้นมาก่อน
การเผาอิฐแม้จะดูยุ่งยากแต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าเพราะอิฐที่ผ่านการเผาจะมีความแข็งแรง ทนทานมากกว่าแบบธรรมดา
และเพราะอิฐเหล่านี้จะถูกใช้สร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ดังนั้นเรื่องวัสดุก่อสร้างจึงต้องเลือกของที่ดีที่สุด หากเกิดปัญหาในอนาคตแล้วต้องรื้อสร้างใหม่ ไม่เพียงแต่จะยุ่งยากยังอาจทำให้การผลิตอาหารสัตว์ต้องล่าช้าไปอีกด้วย
ไม่นานนักโจวจื้อหมิง ก็นำชาวบ้านไปถึงพื้นที่ใกล้กับโรงเรือนพลาสติกซึ่งตรงนี้เป็นบริเวณที่เหมาะมากสำหรับการขุดดิน อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับเตาเผาจึงช่วยประหยัดเวลาขนย้ายได้มาก
เขาลงมือเป็นคนแรก ถือจอบขุดดินอย่างเต็มแรง ไม่หยุดมือเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคนอื่นเห็นแบบนั้นก็ไม่กล้าอู้ ต่างคนต่างรีบเข้ามาช่วยกันอย่างเต็มที่และก็จริงอย่างที่ว่า—คนมาก แรงก็มาก
คนเกือบร้อยคนพากันขุดดินอยู่ในลำธาร
เพื่อเร่งความคืบหน้าของงาน บางคนรับหน้าที่ขุดดิน บางคนรับหน้าที่ขนส่ง และยังมีเกวียนลากด้วยลาที่ช่วยแบ่งเบาภาระ ไม่ต้องใช้แรงคนแบกให้เหนื่อยอีกต่อไปเพราะถ้าจะให้คนแบกเองนั้นอย่างมากที่สุดก็ได้ครั้งละสี่ถึงห้าสิบจินก็ถือว่าเยอะแล้ว ถ้าใครแบกได้หกถึงเจ็ดสิบจินก็นับว่าเป็นยอดคนที่แข็งแรงมาก
แต่ถ้าใช้เกวียนลากด้วยลานั้นแต่ละเที่ยวสามารถบรรทุกได้หลายร้อยถึงเป็นพันจินเรียกได้ว่าเทียบกันไม่ติดเลย
หลังจากใช้เวลาขุดดินกันอยู่สองถึงสามชั่วโมงดินบริเวณริมลำธารก็ถูกขุดออกไปแทบจะหมดแล้ว
และเกวียนลากด้วยลาก็ยังคงวิ่งรับส่งดินอย่างไม่หยุดมือ ขนดินที่ขุดได้ไปกองไว้ใกล้ๆเตาเผา
พอเห็นว่าดินที่ขุดมาใกล้จะพอแล้ว โจวจื้อหมิงก็พาชาวบ้านกลับมาเริ่มขั้นตอนการผสมน้ำกับดินเพราะแค่วันเดียวจะขุดดินให้พอทั้งหมดก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างวันเดียวก็เผาอิฐดินได้ไม่มากเท่าไหร่
เนื่องจากเตาเผาที่สร้างไว้เผาอิฐได้ครั้งละไม่กี่สิบก้อนเท่านั้น ถ้าไม่ใช้เวลาหลายวันในการเผาก็ไม่เพียงพอแน่นอน การจะสร้างอาคารสักหลังก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
ถ้าเป็นฤดูร้อนอิฐดินสามารถตากแดดให้แห้งได้ตามธรรมชาติ ความเร็วในการผลิตก็จะเพิ่มขึ้นมาก
แค่พอถึงเวลาก็กลับด้านอิฐ แล้วที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติ
แต่อิฐดินที่เพิ่งขุดมาใหม่นั้น ยังไม่สามารถใช้งานได้ทันที ต้องผ่านการเตรียมหลายขั้นตอน เริ่มจากใช้เครื่องมือช่วยคลุกเคล้าดินให้ละเอียด พลิกกลับไปกลับมาหลายรอบ จากนั้นเติมน้ำลงไป ผสมให้ดินและน้ำเข้ากันจนกลายเป็นก้อนดินเหนียวที่มีความเหนียวหนืด
หลังจากนั้นก็นำก้อนดินที่ผสมเสร็จแล้วมาใส่ลงในแม่พิมพ์อิฐ อัดดินให้แน่นจนเต็มแล้วใช้เกรียงปาดส่วนเกินออกให้เรียบ
เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้ก็ต้องถอดแบบออก ถ้าถอดแบบสำเร็จ ก็จะได้ก้อนอิฐดินดิบพร้อมรอการอบหรือเผาต่อไป
ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการนำอิฐดินไปใส่ในเตาเผาเพื่อทำการเผา ซึ่งการเผานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้งทักษะและประสบการณ์ในการควบคุมความร้อน ถ้าไฟแรงเกินไป อิฐที่ได้จะเกิดรอยร้าว
แต่ถ้าไฟอ่อนเกินไป อิฐดินก็จะไม่สุกดี พอโดนน้ำหนักกดทับเข้าไปก็อาจจะยุบตัวเสียรูปได้
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะไฟแรงเกินไปหรืออ่อนเกินไป ต่างก็ใช้ไม่ได้ทั้งนั้นต้องควบคุมให้ไฟ “พอดี” ต่างหาก
ทางด้านโจวอี้หมินก็ไม่ได้ว่างอยู่เฉยๆเขาขี่จักรยานออกไปนอกหมู่บ้าน เดิมทีตั้งใจจะไปขอยืมรถบรรทุกจากโรงงานเหล็กแต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกวุ่นวายเกินไป จึงตัดสินใจใช้วิธีเดิมที่เคยใช้มาก่อนดีกว่า
หลังจากวนไปมาอยู่สักพักเขาก็เอาถุงอาหารสัตว์จำนวนหนึ่งร้อยถุงไปวางไว้ที่มุมลับใกล้หมู่บ้านโจว
แล้วจึงค่อยๆปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอย่างใจเย็น
พอกลับมาถึงก็ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านแล้วพูดว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน อาหารสัตว์ขนกลับมาเรียบร้อยแล้วครับ”
หัวหน้าหมู่บ้านพอได้ยินก็ลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “อี้หมิน อาหารสัตว์อยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันจะรีบจัดคนไปขนเข้ามาเดี๋ยวนี้เลย!”
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านตอนนี้ก็กำลังยุ่งอยู่กับงาน อีกทั้งเกวียนลากด้วยลาที่มีอยู่ก็ถูกเอาไปใช้งานหมดแล้ว
สุดท้ายถ้าจะเอามาใช้ตอนนี้ก็คงต้องใช้เกวียนลากด้วยวัวแทน ไม่มีทางเลือกหัวหน้าหมู่บ้านจึงจำใจต้องให้ “เจ้าวัวแก่” ออกโรง
จากนั้นก็เรียกคนสิบกว่าคนมาช่วยกัน พากันเตรียมวัวลากเกวียนแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดที่โจวอี้หมินบอกไว้
เมื่อไปถึงบริเวณใกล้หมู่บ้านก็เห็นถุงอาหารสัตว์หนึ่งร้อยถุงวางเรียงกันอยู่บนพื้นเย็นๆ
ทุกคนช่วยกันยกถุงอาหารสัตว์ทั้งร้อยถุงขึ้นเกวียน แน่นอนว่าขนทีเดียวไม่หมดแน่จึงต้องแบ่งการขนเป็นสองรอบ
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงถุงอาหารสัตว์ทั้งร้อยถุงก็ถูกขนกลับเข้าหมู่บ้านโจวเรียบร้อย
หัวหน้าหมู่บ้านจึงไปหาโจวจื้อหมิงแล้วสั่งว่า “จื้อหมิง นายไปที่สหกรณ์หน่อย ไปบอกหัวหน้าหวงว่า อาหารสัตว์ขนมาถึงแล้ว”
(จบบท)