- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 372 อาหารสัตว์ใกล้หมดแล้ว
บทที่ 372 อาหารสัตว์ใกล้หมดแล้ว
บทที่ 372 อาหารสัตว์ใกล้หมดแล้ว
เช้าตรู่โจวจื้อหมิงก็รีบมาที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านทันที “หัวหน้าหมู่บ้าน อาหารสัตว์เหลืออยู่นิดเดียวแล้วครับ”
เขาเองก็จนใจไม่รู้จะไปพูดยังไงกับโจวอี้หมินดี สุดท้ายเลยต้องมาหาหัวหน้าหมู่บ้านให้เป็นคนพูดแทน
พอหัวหน้าหมู่บ้านได้ยินก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ไม่คิดว่าอาหารสัตว์จะหมดเร็วขนาดนี้
“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับอี้หมินให้”
พอเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านรับปากโจวจื้อหมิงก็โล่งอกทันที กลัวอยู่ว่าจะโดนไล่ให้ไปพูดกับโจวอี้หมินเอง
“งั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ!” พูดจบเขาก็รีบเดินออกไปทันที
โจวจื้อหมิงยังต้องไปดูแลโรงเรือนต่อ ตอนนี้หลังจากผ่านการเติมความร้อนตลอดทั้งคืนอุณหภูมิภายในโรงเรือนก็ขึ้นมาถึง 20 องศาแล้วซึ่งถือว่าเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก
ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกอยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 30 องศา ซึ่งเป็นค่าที่ได้มาจากประสบการณ์จริงในการควบคุมสิ่งแวดล้อมในโรงเรือนและตอบสนองต่อความต้องการของการเจริญเติบโตของพืชได้ดี ทั้งช่วยส่งเสริมกระบวนการสังเคราะห์แสงและการหายใจของพืชส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มากและมีคุณภาพ
ถ้าไม่ใช่เพราะโจวอี้หมินเตือนเอาไว้ล่วงหน้าเกรงว่าจะมีชาวบ้านหลายคนแอบเข้าไปหลบหนาวกันถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็คงยุ่งแน่
โดยปกติจะต้องมีคนเข้าไปตรวจดูสภาพไฟที่ใช้ให้ความร้อนทุกสองถึงสามชั่วโมง ถ้าเห็นว่าฟืนเริ่มจะหมดก็ให้เติมเข้าไปอีกเล็กน้อยอย่าปล่อยให้ไฟดับก็พอ
คนที่เข้าไปดูไฟทุกครั้งก็มักจะถูกสภาพอากาศอบอุ่นภายในโรงเรือนดึงดูดเอาไว้ไม่อยากกลับออกมาเลย
เมื่อโจวจื้อหมิงมาถึงโรงเรือนก็เห็นว่ามีชาวบ้านหลายคนยืนรออยู่หน้าทางเข้า
ตอนนี้ถ้าไม่ได้รับคำสั่งทุกคนก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะกลัวจะเกิดอันตรายเรื่องชีวิตเป็นเรื่องสำคัญใครก็ไม่อยากเสี่ยง
“ทุกคน เข้ามาได้แล้ว!” โจวจื้อหมิงพูดขึ้น
โจวซวี่ผิงแซวว่า “ไม่ใช่ว่าถ้าเข้าไปแล้วจะอันตรายถึงชีวิตหรอกเหรอ?”
พอคนอื่นๆได้ยินเข้าก็พากันหัวเราะออกมา
โจวจื้อหมิงเองก็รู้สึกเก้อเขินอยู่ไม่น้อยเพราะตอนแรกไม่ได้ฟังให้ชัดเจนพอไปบอกต่อก็เลยเกิดความเข้าใจผิดทำให้สุดท้ายกลายเป็นว่าพอเข้าโรงเรือนก็จะอันตรายถึงชีวิต
“เอาล่ะๆ ทุกคนอย่าหัวเราะกันเลย ฉันรู้ว่าที่เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้มันเป็นความผิดของฉันเอง ครั้งหน้าฉันจะระวังให้มากกว่านี้”
พูดจบเขาก็พาทุกคนเข้าไปในโรงเรือน
เพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้เขาจึงพับม่านฝั่งหนึ่งขึ้นเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเข้ามาในโรงเรือนได้ ไม่อย่างนั้นด้วยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่สูงแบบนี้คงไม่ทันไรก็มีสิทธิ์เกิดอาการเป็นพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์กันได้
ครั้งนี้พืชที่ปลูกในโรงเรือนส่วนใหญ่เป็นผักกุยช่าย ผักบุ้งจีน และผักกวางตุ้งยอดอ่อน
ผักเหล่านี้มีระยะเวลาการเติบโตสั้นและสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายรอบซึ่งจะช่วยให้หมู่บ้านมีรายได้มากขึ้น
การปลูกผักถือเป็นทักษะพื้นฐานของชาวนาแต่ละคนอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องให้โจวจื้อหมิงสั่งอะไรเพิ่มเติม
ทุกคนเริ่มแบ่งหน้าที่กันชัดเจน มีคนคอยพรวนดินให้เรียบร้อยแล้วนำต้นกล้าที่เตรียมไว้มาปลูกลงไปในแปลงที่พรวนไว้แล้วจากนั้นก็มีคนช่วยรดน้ำตาม
ถ้าเป็นยุคหลังๆที่มีระบบรดน้ำอัตโนมัติก็คงไม่ต้องเหนื่อยเรื่องการรดน้ำแบบนี้อีก
ถ้าเป็นช่วงนี้น้ำจำนวนมากก็จะแข็งตัวเป็นน้ำแข็งทำให้การรดน้ำกลายเป็นเรื่องลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นน้ำที่เพิ่งละลายน้ำแข็งออกมาก็ยังไม่สามารถนำไปรดต้นไม้ได้ทันทีเพราะอาจทำให้ผักที่เพิ่งปลูกลงดินตายจากความเย็นจัดได้ ดังนั้นจึงต้องนำไปวางไว้ในโรงเรือนเพื่อให้ความอุ่นกับน้ำก่อนแล้วค่อยนำไปรด
หัวหน้าหมู่บ้านมาที่บ้านของโจวอี้หมินพบว่าเขาเพิ่งตื่นได้ไม่นาน
“หัวหน้าหมู่บ้าน มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?” โจวอี้หมินเอ่ยถาม
เขารู้ดีว่าถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริงๆหัวหน้าหมู่บ้านคงไม่มาหาเขาถึงบ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านก็พูดตรงๆว่า “อี้หมิน อาหารสัตว์ที่นายให้หมู่บ้านคราวก่อนยังเหลืออยู่บ้างไหม?”
“เมื่อกี้จื้อหมิงเพิ่งมาบอกว่าตอนนี้อาหารสัตว์เหลือไม่มาก ถ้าไม่มีเพิ่มก็อาจจะต้องหาอย่างอื่นให้สัตว์กินแทน”
เขารู้ดีว่าทำไมไก่ในหมู่บ้านโจวถึงเลี้ยงได้ดีขนาดนั้นก็เพราะมีอาหารสัตว์ที่โจวอี้หมินจัดเตรียมให้นี่แหละ ก็เลยอยากลองถามดูว่าจะซื้อเพิ่มได้ไหม
ขอแค่ราคาไม่แพงเกินไปหมู่บ้านก็สามารถรับภาระไหว
ไหนจะไก่ล็อตก่อนที่เลี้ยงออกมาได้ดี ตัวโตสุขภาพดี ทำให้ราคาขายก็สูงกว่าไก่ทั่วไปมาก
นอกจากนี้หัวหน้าหมู่บ้านยังคิดว่าอยากขยายขนาดของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย ตอนนี้หมู่บ้านเริ่มมีเงินติดมือบ้างแล้ว ก็เลยคิดจะนำเงินมาต่อยอดให้เกิดรายได้เพิ่ม อาจเป็นเพราะใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับโจวอี้หมินมานานพอสมควร
เขาเริ่มเข้าใจว่า ถ้าอยากหาเงินได้มากการประหยัดอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ต้องรู้จักขยายช่องทางการสร้างรายได้จึงจะมีโอกาสได้เงินเพิ่มขึ้น
และนี่ก็ถือเป็นการลงทุนที่ได้กำไรแน่นอน ไม่มีขาดทุน ถ้าปล่อยผ่านไปก็น่าเสียดาย
โจวอี้หมินเมื่อได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในภวังค์คิดอยู่ครู่หนึ่ง
ถึงแม้ว่าอาหารสัตว์จะสามารถซื้อจากร้านค้าในสมองได้ก็จริงแต่ถ้าไม่มีแหล่งที่มาชัดเจนในระยะยาวก็อาจทำให้คนอื่นเกิดข้อสงสัยได้ง่าย
ถ้าอย่างนั้นก็สร้างโรงงานแปรรูปขึ้นในหมู่บ้านซะเลยเอาไว้ผลิตอาหารสัตว์โดยเฉพาะแบบนี้ไม่เพียงแต่จะมีแหล่งผลิตที่ชัดเจน แต่ยังสามารถขยายขนาดฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย เรียกว่ากำไรสองต่อ
“หัวหน้าหมู่บ้าน ผมมีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง ขอพูดออกมาให้ช่วยกันพิจารณาดูนะครับ”
พอได้ยินว่าโจวอี้หมินมีไอเดีย หัวหน้าหมู่บ้านก็รีบตั้งท่าฟังอย่างตั้งใจ
“ว่ามาเลย”
โจวอี้หมินเริ่มอธิบาย “ผมอยากสร้างโรงงานแปรรูปในหมู่บ้าน เพื่อผลิตอาหารสัตว์ในท้องถิ่นเอง แบบนี้ไม่เพียงแต่เราจะมีอาหารสัตว์ใช้เพียงพอ แต่ยังสามารถขยายฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้ใหญ่ขึ้นได้ด้วย”
หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินก็ถึงกับดีใจ “อี้หมิน ไม่น่าเชื่อว่าเราสองคนจะคิดเหมือนกัน ฉันเองก็คิดอยากขยายขนาดฟาร์มเลี้ยงสัตว์อยู่พอดีเลย” เขารู้สึกแปลกใจและดีใจมากที่สามารถคิดตรงกับโจวอี้หมินได้
ดูท่าถึงแม้เขาจะอายุมากขึ้นแต่ความคิดยังไม่ตกยุคตามวัยเลย
พอคิดได้แบบนั้นเขาก็เผลอยิ้มออกมา
โจวอี้หมินก็ไม่คิดเหมือนกันว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนหัวหน้าหมู่บ้านคงไม่กล้าตัดสินใจอะไรที่เสี่ยงแบบนี้
“หัวหน้าหมู่บ้าน ดูท่าคุณจะเปลี่ยนไปเยอะเลยนะครับ!”
หัวหน้าหมู่บ้านพยักหน้าเบาๆอย่างยอมรับ บางทีอาจเป็นเพราะอยู่กับโจวอี้หมินมานานเลยค่อยๆซึมซับแนวคิดและท่าทีของเขาเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
“อี้หมิน ความคิดของนายดีมากนะ แต่ถ้าจะตั้งโรงงานแปรรูปในหมู่บ้าน แบบนี้จะผลิตได้จริงหรือเปล่า?” หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีความกังวล
แน่นอนว่าเขาอยากผลิตอาหารสัตว์ในหมู่บ้านเองแบบนี้จะได้ไม่ต้องซื้อจากที่อื่นแต่ก็ยังติดเรื่องวัตถุดิบถ้าหาไม่ได้เรื่องทั้งหมดก็เป็นได้แค่แผนการที่พูดลอยๆเท่านั้น
“อีกอย่าง วัตถุดิบจะจัดการยังไง? แล้วคนในหมู่บ้านส่วนมากก็อ่านหนังสือไม่ออกกันด้วยซ้ำ งานแบบนี้จะทำกันได้จริงเหรอ?”
หัวหน้าหมู่บ้านพูดถึงความกังวลในใจออกมาทั้งหมด
เขากลัวว่าพอตั้งโรงงานแปรรูปขึ้นมาจริงๆแล้วชาวบ้านทำไม่เป็น สุดท้ายกลายเป็นเสียแรงเปล่าก็ไม่ว่าแต่อาจกลายเป็นประโยชน์ตกไปอยู่กับคนนอกแบบนั้นจะยิ่งรู้สึกเสียดายกว่าเดิมอีก
โจวอี้หมินจึงเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องวัตถุดิบ นั่นแหละครับเป็นปัญหาจริงๆ”
“แต่เรื่องการผลิตอาหารสัตว์นั้นขอแค่ชาวบ้านผ่านการอบรมเบื้องต้นก็สามารถทำได้แน่นอนเพราะกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสูงแต่อย่างใด”
พอได้ยินแบบนี้หัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มรู้สึกเบาใจลง
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็สบายใจแล้วล่ะ” หัวหน้าหมู่บ้านพูดอย่างผ่อนคลาย
โจวอี้หมินก็เสริมขึ้นว่า “ส่วนเรื่องวัตถุดิบ ผมจะจัดการให้เองครับ!”
ถ้าหาไม่ได้จริงๆก็แค่ไปหาคนช่วย ตอนนี้แหละที่เครือข่ายความสัมพันธ์ที่สั่งสมมานานจะได้แสดงผล
อีกอย่างวัตถุดิบที่ต้องใช้ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ส่วนใหญ่ก็มีแค่ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง อะไรประมาณนั้น ถ้าหาข้าวโพดเมล็ดไม่ได้จริงๆจะปรับเปลี่ยนมาใช้ซังข้าวโพดแทนก็ยังได้
เพราะฉะนั้นเรื่องหาวัตถุดิบไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรใหญ่โต
(จบบท)
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาผู้แปลขอส่งกำลังใจให้ผู้อ่านทุกท่านทั้งที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับผลกระทบนะคะขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตทุกท่านจากเหตุการณ์ครั้งนี้