เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 372 อาหารสัตว์ใกล้หมดแล้ว

บทที่ 372 อาหารสัตว์ใกล้หมดแล้ว

บทที่ 372 อาหารสัตว์ใกล้หมดแล้ว


เช้าตรู่โจวจื้อหมิงก็รีบมาที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านทันที “หัวหน้าหมู่บ้าน อาหารสัตว์เหลืออยู่นิดเดียวแล้วครับ”

เขาเองก็จนใจไม่รู้จะไปพูดยังไงกับโจวอี้หมินดี สุดท้ายเลยต้องมาหาหัวหน้าหมู่บ้านให้เป็นคนพูดแทน

พอหัวหน้าหมู่บ้านได้ยินก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ไม่คิดว่าอาหารสัตว์จะหมดเร็วขนาดนี้

“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับอี้หมินให้”

พอเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านรับปากโจวจื้อหมิงก็โล่งอกทันที กลัวอยู่ว่าจะโดนไล่ให้ไปพูดกับโจวอี้หมินเอง

“งั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ!” พูดจบเขาก็รีบเดินออกไปทันที

โจวจื้อหมิงยังต้องไปดูแลโรงเรือนต่อ ตอนนี้หลังจากผ่านการเติมความร้อนตลอดทั้งคืนอุณหภูมิภายในโรงเรือนก็ขึ้นมาถึง 20 องศาแล้วซึ่งถือว่าเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก

ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกอยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 30 องศา ซึ่งเป็นค่าที่ได้มาจากประสบการณ์จริงในการควบคุมสิ่งแวดล้อมในโรงเรือนและตอบสนองต่อความต้องการของการเจริญเติบโตของพืชได้ดี ทั้งช่วยส่งเสริมกระบวนการสังเคราะห์แสงและการหายใจของพืชส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มากและมีคุณภาพ

ถ้าไม่ใช่เพราะโจวอี้หมินเตือนเอาไว้ล่วงหน้าเกรงว่าจะมีชาวบ้านหลายคนแอบเข้าไปหลบหนาวกันถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็คงยุ่งแน่

โดยปกติจะต้องมีคนเข้าไปตรวจดูสภาพไฟที่ใช้ให้ความร้อนทุกสองถึงสามชั่วโมง ถ้าเห็นว่าฟืนเริ่มจะหมดก็ให้เติมเข้าไปอีกเล็กน้อยอย่าปล่อยให้ไฟดับก็พอ

คนที่เข้าไปดูไฟทุกครั้งก็มักจะถูกสภาพอากาศอบอุ่นภายในโรงเรือนดึงดูดเอาไว้ไม่อยากกลับออกมาเลย

เมื่อโจวจื้อหมิงมาถึงโรงเรือนก็เห็นว่ามีชาวบ้านหลายคนยืนรออยู่หน้าทางเข้า

ตอนนี้ถ้าไม่ได้รับคำสั่งทุกคนก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะกลัวจะเกิดอันตรายเรื่องชีวิตเป็นเรื่องสำคัญใครก็ไม่อยากเสี่ยง

“ทุกคน เข้ามาได้แล้ว!” โจวจื้อหมิงพูดขึ้น

โจวซวี่ผิงแซวว่า “ไม่ใช่ว่าถ้าเข้าไปแล้วจะอันตรายถึงชีวิตหรอกเหรอ?”

พอคนอื่นๆได้ยินเข้าก็พากันหัวเราะออกมา

โจวจื้อหมิงเองก็รู้สึกเก้อเขินอยู่ไม่น้อยเพราะตอนแรกไม่ได้ฟังให้ชัดเจนพอไปบอกต่อก็เลยเกิดความเข้าใจผิดทำให้สุดท้ายกลายเป็นว่าพอเข้าโรงเรือนก็จะอันตรายถึงชีวิต

“เอาล่ะๆ ทุกคนอย่าหัวเราะกันเลย ฉันรู้ว่าที่เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้มันเป็นความผิดของฉันเอง ครั้งหน้าฉันจะระวังให้มากกว่านี้”

พูดจบเขาก็พาทุกคนเข้าไปในโรงเรือน

เพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้เขาจึงพับม่านฝั่งหนึ่งขึ้นเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเข้ามาในโรงเรือนได้ ไม่อย่างนั้นด้วยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่สูงแบบนี้คงไม่ทันไรก็มีสิทธิ์เกิดอาการเป็นพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์กันได้

ครั้งนี้พืชที่ปลูกในโรงเรือนส่วนใหญ่เป็นผักกุยช่าย ผักบุ้งจีน และผักกวางตุ้งยอดอ่อน

ผักเหล่านี้มีระยะเวลาการเติบโตสั้นและสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายรอบซึ่งจะช่วยให้หมู่บ้านมีรายได้มากขึ้น

การปลูกผักถือเป็นทักษะพื้นฐานของชาวนาแต่ละคนอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องให้โจวจื้อหมิงสั่งอะไรเพิ่มเติม

ทุกคนเริ่มแบ่งหน้าที่กันชัดเจน มีคนคอยพรวนดินให้เรียบร้อยแล้วนำต้นกล้าที่เตรียมไว้มาปลูกลงไปในแปลงที่พรวนไว้แล้วจากนั้นก็มีคนช่วยรดน้ำตาม

ถ้าเป็นยุคหลังๆที่มีระบบรดน้ำอัตโนมัติก็คงไม่ต้องเหนื่อยเรื่องการรดน้ำแบบนี้อีก

ถ้าเป็นช่วงนี้น้ำจำนวนมากก็จะแข็งตัวเป็นน้ำแข็งทำให้การรดน้ำกลายเป็นเรื่องลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นน้ำที่เพิ่งละลายน้ำแข็งออกมาก็ยังไม่สามารถนำไปรดต้นไม้ได้ทันทีเพราะอาจทำให้ผักที่เพิ่งปลูกลงดินตายจากความเย็นจัดได้ ดังนั้นจึงต้องนำไปวางไว้ในโรงเรือนเพื่อให้ความอุ่นกับน้ำก่อนแล้วค่อยนำไปรด

หัวหน้าหมู่บ้านมาที่บ้านของโจวอี้หมินพบว่าเขาเพิ่งตื่นได้ไม่นาน

“หัวหน้าหมู่บ้าน มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?” โจวอี้หมินเอ่ยถาม

เขารู้ดีว่าถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริงๆหัวหน้าหมู่บ้านคงไม่มาหาเขาถึงบ้าน

หัวหน้าหมู่บ้านก็พูดตรงๆว่า “อี้หมิน อาหารสัตว์ที่นายให้หมู่บ้านคราวก่อนยังเหลืออยู่บ้างไหม?”

“เมื่อกี้จื้อหมิงเพิ่งมาบอกว่าตอนนี้อาหารสัตว์เหลือไม่มาก ถ้าไม่มีเพิ่มก็อาจจะต้องหาอย่างอื่นให้สัตว์กินแทน”

เขารู้ดีว่าทำไมไก่ในหมู่บ้านโจวถึงเลี้ยงได้ดีขนาดนั้นก็เพราะมีอาหารสัตว์ที่โจวอี้หมินจัดเตรียมให้นี่แหละ ก็เลยอยากลองถามดูว่าจะซื้อเพิ่มได้ไหม

ขอแค่ราคาไม่แพงเกินไปหมู่บ้านก็สามารถรับภาระไหว

ไหนจะไก่ล็อตก่อนที่เลี้ยงออกมาได้ดี ตัวโตสุขภาพดี ทำให้ราคาขายก็สูงกว่าไก่ทั่วไปมาก

นอกจากนี้หัวหน้าหมู่บ้านยังคิดว่าอยากขยายขนาดของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย ตอนนี้หมู่บ้านเริ่มมีเงินติดมือบ้างแล้ว ก็เลยคิดจะนำเงินมาต่อยอดให้เกิดรายได้เพิ่ม อาจเป็นเพราะใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับโจวอี้หมินมานานพอสมควร

เขาเริ่มเข้าใจว่า ถ้าอยากหาเงินได้มากการประหยัดอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ต้องรู้จักขยายช่องทางการสร้างรายได้จึงจะมีโอกาสได้เงินเพิ่มขึ้น

และนี่ก็ถือเป็นการลงทุนที่ได้กำไรแน่นอน ไม่มีขาดทุน ถ้าปล่อยผ่านไปก็น่าเสียดาย

โจวอี้หมินเมื่อได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในภวังค์คิดอยู่ครู่หนึ่ง

ถึงแม้ว่าอาหารสัตว์จะสามารถซื้อจากร้านค้าในสมองได้ก็จริงแต่ถ้าไม่มีแหล่งที่มาชัดเจนในระยะยาวก็อาจทำให้คนอื่นเกิดข้อสงสัยได้ง่าย

ถ้าอย่างนั้นก็สร้างโรงงานแปรรูปขึ้นในหมู่บ้านซะเลยเอาไว้ผลิตอาหารสัตว์โดยเฉพาะแบบนี้ไม่เพียงแต่จะมีแหล่งผลิตที่ชัดเจน แต่ยังสามารถขยายขนาดฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย เรียกว่ากำไรสองต่อ

“หัวหน้าหมู่บ้าน ผมมีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง ขอพูดออกมาให้ช่วยกันพิจารณาดูนะครับ”

พอได้ยินว่าโจวอี้หมินมีไอเดีย หัวหน้าหมู่บ้านก็รีบตั้งท่าฟังอย่างตั้งใจ

“ว่ามาเลย”

โจวอี้หมินเริ่มอธิบาย “ผมอยากสร้างโรงงานแปรรูปในหมู่บ้าน เพื่อผลิตอาหารสัตว์ในท้องถิ่นเอง แบบนี้ไม่เพียงแต่เราจะมีอาหารสัตว์ใช้เพียงพอ แต่ยังสามารถขยายฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้ใหญ่ขึ้นได้ด้วย”

หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินก็ถึงกับดีใจ “อี้หมิน ไม่น่าเชื่อว่าเราสองคนจะคิดเหมือนกัน ฉันเองก็คิดอยากขยายขนาดฟาร์มเลี้ยงสัตว์อยู่พอดีเลย” เขารู้สึกแปลกใจและดีใจมากที่สามารถคิดตรงกับโจวอี้หมินได้

ดูท่าถึงแม้เขาจะอายุมากขึ้นแต่ความคิดยังไม่ตกยุคตามวัยเลย

พอคิดได้แบบนั้นเขาก็เผลอยิ้มออกมา

โจวอี้หมินก็ไม่คิดเหมือนกันว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนหัวหน้าหมู่บ้านคงไม่กล้าตัดสินใจอะไรที่เสี่ยงแบบนี้

“หัวหน้าหมู่บ้าน ดูท่าคุณจะเปลี่ยนไปเยอะเลยนะครับ!”

หัวหน้าหมู่บ้านพยักหน้าเบาๆอย่างยอมรับ บางทีอาจเป็นเพราะอยู่กับโจวอี้หมินมานานเลยค่อยๆซึมซับแนวคิดและท่าทีของเขาเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

“อี้หมิน ความคิดของนายดีมากนะ แต่ถ้าจะตั้งโรงงานแปรรูปในหมู่บ้าน แบบนี้จะผลิตได้จริงหรือเปล่า?” หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีความกังวล

แน่นอนว่าเขาอยากผลิตอาหารสัตว์ในหมู่บ้านเองแบบนี้จะได้ไม่ต้องซื้อจากที่อื่นแต่ก็ยังติดเรื่องวัตถุดิบถ้าหาไม่ได้เรื่องทั้งหมดก็เป็นได้แค่แผนการที่พูดลอยๆเท่านั้น

“อีกอย่าง วัตถุดิบจะจัดการยังไง? แล้วคนในหมู่บ้านส่วนมากก็อ่านหนังสือไม่ออกกันด้วยซ้ำ งานแบบนี้จะทำกันได้จริงเหรอ?”

หัวหน้าหมู่บ้านพูดถึงความกังวลในใจออกมาทั้งหมด

เขากลัวว่าพอตั้งโรงงานแปรรูปขึ้นมาจริงๆแล้วชาวบ้านทำไม่เป็น สุดท้ายกลายเป็นเสียแรงเปล่าก็ไม่ว่าแต่อาจกลายเป็นประโยชน์ตกไปอยู่กับคนนอกแบบนั้นจะยิ่งรู้สึกเสียดายกว่าเดิมอีก

โจวอี้หมินจึงเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องวัตถุดิบ นั่นแหละครับเป็นปัญหาจริงๆ”

“แต่เรื่องการผลิตอาหารสัตว์นั้นขอแค่ชาวบ้านผ่านการอบรมเบื้องต้นก็สามารถทำได้แน่นอนเพราะกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสูงแต่อย่างใด”

พอได้ยินแบบนี้หัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มรู้สึกเบาใจลง

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็สบายใจแล้วล่ะ” หัวหน้าหมู่บ้านพูดอย่างผ่อนคลาย

โจวอี้หมินก็เสริมขึ้นว่า “ส่วนเรื่องวัตถุดิบ ผมจะจัดการให้เองครับ!”

ถ้าหาไม่ได้จริงๆก็แค่ไปหาคนช่วย ตอนนี้แหละที่เครือข่ายความสัมพันธ์ที่สั่งสมมานานจะได้แสดงผล

อีกอย่างวัตถุดิบที่ต้องใช้ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ส่วนใหญ่ก็มีแค่ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง อะไรประมาณนั้น ถ้าหาข้าวโพดเมล็ดไม่ได้จริงๆจะปรับเปลี่ยนมาใช้ซังข้าวโพดแทนก็ยังได้

เพราะฉะนั้นเรื่องหาวัตถุดิบไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรใหญ่โต

(จบบท)

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาผู้แปลขอส่งกำลังใจให้ผู้อ่านทุกท่านทั้งที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับผลกระทบนะคะขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตทุกท่านจากเหตุการณ์ครั้งนี้

จบบทที่ บทที่ 372 อาหารสัตว์ใกล้หมดแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว