- หน้าแรก
- ระบบลอตเตอรี่ซุปเปอร์เหตุ
- บทที่ 1 ความล้มเหลว
บทที่ 1 ความล้มเหลว
บทที่ 1 ความล้มเหลว
บทที่ 1
“เฮ้อ... ล้มเหลวอีกแล้วสินะ...” เยี่ยนเฟิงถอนหายใจยาว ใบหน้าฉายแววเหนื่อยล้า เวลานี้เขาเป็นนักศึกษามหาลัยชั้นปีที่สี่ เพื่อนร่วมห้องหลายคนต่างก็หางานได้กันหมดแล้ว บางคนก็กำลังเตรียมสอบเข้าปริญญาโท มีอนาคตแน่นอนชัดเจน แต่เขา...เยี่ยนเฟิงกลับยังหางานที่ใช่ไม่ได้แม้แต่ที่เดียว
ในสังคมทุกวันนี้ ว่ากันว่าการเรียนจบ = ตกงาน หากรอจนเรียนจบแล้วค่อยหางาน ชีวิตจะยิ่งลำบากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
คิดถึงตรงนี้ เยี่ยนเฟิงก็ถอนหายใจอีกครั้งก่อนเดินกลับเข้าหอพักนักศึกษาอย่างหมดเรี่ยวแรง
ตอนนี้ในหอพักเหลืออยู่เพียงสามคน เยี่ยนเฟิง จ้าวหลง และโจวเหยียน เดิมทีห้องนี้มีอยู่แปดคน แต่สี่คนก็หางานได้แล้ว กำลังฝึกงานกับบริษัท เลยย้ายออกไป อีกคนหนึ่งสอบติดปริญญาโท ตอนนี้กลับบ้านไปพักผ่อนแบบยาวๆ เหลือก็แค่พวกเขาสามคนที่ยังอยู่ในเมืองซี พยายามหางานกันอย่างขะมักเขม้น
พวกเขารู้ดีว่าหลังเรียนจบ หากไม่มีงาน ก็ต้องออกไปเช่าห้องอยู่เอง รายจ่ายจะพุ่งกระฉูด จึงต่างก็เร่งหางานกันสุดชีวิต
แต่ทันทีที่เยี่ยนเฟิงเปิดประตูเข้ามา เขาก็เห็นจ้าวหลงกับโจวเหยียนกำลังเก็บข้าวของ
หัวใจเขาเหมือนถูกกระชากบางอย่างออกไป ฉับพลันก็เกิดลางร้ายวูบหนึ่งขึ้นในใจ
“พวกนาย...” เยี่ยนเฟิงเอ่ยเสียงเบา
ทั้งสองหันมามอง พอเห็นว่าเป็นเยี่ยนเฟิง ก็ตอบพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
“วันนี้พวกเราหางานได้แล้วล่ะ ทำเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ บริษัทอยู่ไกลจากมหาลัยหน่อย เลยต้องย้ายออกไปเช่าห้องข้างนอก”
เยี่ยนเฟิงพยายามยิ้ม แม้ใจจะรู้สึกหน่วงๆ “ยินดีด้วยนะ แล้วเงินเดือนเท่าไหร่เหรอ?”
จ้าวหลงตอบเรียบๆ “ไม่เยอะเท่าไหร่ เดือนละสามพันหยวน”
เยี่ยนเฟิงพยักหน้า “ถือว่าดีแล้วล่ะ มาๆ เดี๋ยวฉันช่วยเก็บของ”
ว่าแล้วก็ช่วยพวกเขาจัดของ ใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจกลับปวดร้าวเหลือเกิน ความรู้สึกแบบนี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ห้องพักที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ก็เหลือเพียงเยี่ยนเฟิงคนเดียว ความเงียบปกคลุมห้องจนสัมผัสได้ถึงความวังเวง
เยี่ยนเฟิงเป็นคนขวัญอ่อน ชอบความสงบเกินกว่าใคร แต่เมื่ออยู่เพียงลำพังในห้องที่ว่างเปล่า เสียงเงียบก็กลายเป็นความกดดันที่น่ากลัว
แต่ก่อนพอมีเพื่อนอยู่ในห้อง ก็ยังพอพูดคุยระบายเรื่องเครียดๆได้บ้าง
ตอนนี้... ไม่มีใครอีกแล้ว ทุกคนต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
ส่วนเขา...จะไปทางไหนกันแน่?
เยี่ยนเฟิงเงยหน้ามองเพดาน สูดหายใจลึกก่อนกำหมัดแน่น ทุบลงบนเตียงอย่างแรง
“ชาตินี้ฉันไม่เชื่อหรอกว่าโชคจะไม่เข้าข้าง!”
พูดจบ เขาก็คว้าเรซูเม่ของตัวเอง ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง
ไปหางานใหม่อีกครั้ง!
รถเมล์แน่นจนแทบไม่มีที่ยืน ฝีมือของคนขับรถก็ไม่สู้ดีนัก ตลอดทางสั่นคลอนราวกับนั่งอยู่บนเรือที่โคลงเคลง เยี่ยนเฟิงที่เป็นคนเมารถโดยธรรมชาติ ต้องพยายามกัดฟันอดทนไม่ให้อ๊วกออกมากลางรถ
หลังจากตะกุกตะกักอยู่บนรถนานกว่าชั่วโมง เขาก็ถึงปลายทางในที่สุด
ทันทีที่ลงจากรถ เยี่ยนเฟิงก็รีบวิ่งไปที่ถังขยะข้างทางก่อนจะอ๊วกออกมาอย่างรุนแรง
จริงๆ แล้วหากเรียกรถแท็กซี่ก็ไม่ต้องทรมานถึงขนาดนี้ แต่เงินติดตัวของเขาเหลืออยู่น้อยเต็มที ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ดีนัก เยี่ยนเฟิงไม่อยากกลับไปแบมือขอพ่อแม่อีกแล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพ่อแม่ลำบากส่งเขาเรียนหนังสือ จนตอนนี้ก็เริ่มชราเต็มที ถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะเป็นเสาหลักให้บ้าน ไม่ใช่เป็นภาระอีกต่อไป!
หลังจากอ๊วกออกมาจนโล่ง เยี่ยนเฟิงก็ล้างปากด้วยน้ำอุ่นที่เตรียมมาเอง จากนั้นก็เดินตรงไปยังบริษัทที่เขาจะไปสัมภาษณ์งานในวันนี้ บริษัท เทียนหลง เทคโนโลยี เน็ตเวิร์ก
ชื่อบริษัทดูทรงพลังดั่งบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เอาเข้าจริง มันก็เป็นเพียงบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองซี พนักงานรวมทั้งเจ้าของมีแค่ราวๆ ยี่สิบสามสิบคนเท่านั้น
ในสมัยนี้ บริษัทใหญ่ๆ ไม่ใช่จะเข้าได้ง่ายๆ โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาจบใหม่อย่างเขา การได้ทำงานกับบริษัทเล็กๆ ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว
ผู้สัมภาษณ์เป็นหญิงสาวอายุราว 27-28 ปี แต่งหน้าค่อนข้างจัด รูปร่างก็ดูดีอยู่ไม่น้อย ถ้าจะให้ให้คะแนนจากรูปลักษณ์คร่าวๆ ก็ราวๆ เจ็ดถึงแปดเต็มสิบ สำหรับหนุ่มไร้ประสบการณ์รักอย่างเยี่ยนเฟิงแล้ว มีผลต่อจิตใจพอสมควร
“สวัสดีครับ นี่คือเรซูเม่ของผม” เยี่ยนเฟิงยื่นเอกสารพร้อมยิ้มสุภาพ
หญิงสาวรับเอกสารมา เปิดดูเพียงผ่านๆ แล้วมองหน้าเยี่ยนเฟิงอย่างจับสังเกต
“คุณมีความรู้เรื่องโค๊ดโปรแกรมมากแค่ไหน?”
เยี่ยนเฟิงตอบทันที “โค๊ดโปรแกรมคือสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ โดยหลักๆ แบ่งเป็นโค๊ดระดับเครื่อง โค๊ดแอสเซมบลี และโค๊ดระดับสูง...”
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วถามต่อ
“งั้นคุณสามารถเขียนซอฟต์แวร์ง่ายๆ สักตัวได้ไหม?”
คำถามนี้ทำเอาเยี่ยนเฟิงหน้านิ่ง เพราะงานภาคปฏิบัตินี่แหละคือจุดอ่อนของเขา
หญิงสาวเห็นท่าทีลังเลของเขา ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“การสัมภาษณ์จบลงเพียงเท่านี้ ทางเราจะติดต่อคุณภายในสองวัน”
เยี่ยนเฟิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในใจรู้ชัดว่าครั้งนี้ก็คงจบไม่สวยอีกแล้ว
เขาเดินออกจากบริษัท เทียนหลง โดยไร้ความหวัง
แต่แทนที่จะรีบกลับหอพัก เยี่ยนเฟิงกลับเลือกที่จะเดินเล่นบนถนนเส้นนั้นแทน
พึ่งลงจากรถเมล์มา เขาไม่อยากกลับไปโยกเยกบนรถอีกในตอนนี้ อีกทั้งกลับไปถึงห้องก็มีแค่เขาคนเดียว...
เยี่ยนเฟิงเริ่มรู้สึกกลัวความเงียบวังเวงของหอพักตัวเองขึ้นมานิดๆ
ถนนสายนี้ค่อนข้างคึกคัก หลังจากเดินไปได้พักหนึ่ง เยี่ยนเฟิงก็เห็นแผงลอยขายเครื่องประดับเล็กๆ ริมทาง บางชิ้นดูดีไม่น้อย เขาเลยเดินเข้าไปดู
แล้วสิ่งหนึ่งก็สะดุดตาเขาเข้าอย่างจัง สร้อยสีเงินดำเส้นหนึ่งที่ห้อยจี้เป็นดาบไขว้ สันของดาบมีลวดลายมังกรตัวเล็กๆ สีขาวดำ
ตัวสายสร้อยเป็นสีน้ำเงินเข้ม ดูงดงามมาก เยี่ยนเฟิงหยิบสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาดู แล้วก็รู้สึกว่าจิตใจสงบลงอย่างประหลาด แม้เขาจะไม่ได้สังเกตเองก็ตาม รู้เพียงแค่ว่ารู้สึก "สบายใจ" ขึ้นเท่านั้นเอง
“คุณป้า เส้นนี้ราคาเท่าไหร่ครับ?” เยี่ยนเฟิงถามแม่ค้ารุ่นใหญ่ที่ดูจะอายุสักสามสิบปลายๆ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เยี่ยนเฟิงแทบไม่เคยซื้อของแบบนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นสร้อยหรือเครื่องประดับอื่นๆ เพราะเขาเป็นผู้ชาย อีกทั้งครอบครัวก็ฐานะไม่ดี เขาใช้ชีวิตแบบประหยัดมาโดยตลอด ถึงขนาดว่าไปสัมภาษณ์งานยังไม่กล้านั่งแท็กซี่
แต่วันนี้... อยู่ๆ ก็เกิดอยากซื้อของสิ้นเปลืองแบบนี้ขึ้นมาเอง เยี่ยนเฟิงยังรู้สึกแปลกใจในตัวเองด้วยซ้ำ!
เมื่อคุณป้าคนขายได้ยินคำถามของเยี่ยนเฟิง ก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ ว่า “สามสิบ”
เยี่ยนเฟิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะต่อรองกลับไปว่า
“สิบห้าหยวน ผมเอาเส้นนี้แหละ”
คุณป้าหรี่ตามองเขาเล็กน้อยก่อนตอบ
“อย่างต่ำต้องยี่สิบนะ”
เยี่ยนเฟิงได้ยินก็ลังเลจะวางสร้อยคืนลงบนโต๊ะเครื่องประดับที่ขายริมถนน
นี่ไม่ใช่ของจำเป็น ยี่สิบหยวนก็เท่ากับค่าอาหารหนึ่งวันของเขาแล้ว แต่แปลกนัก...มือข้างที่ถือสร้อยนั้นกลับไม่ยอมปล่อยเสียที ราวกับมีอะไรบางอย่างคอยเหนี่ยวรั้งไว้
สุดท้าย เยี่ยนเฟิงก็กัดฟันแน่น ควักเงินยี่สิบหยวนจากกระเป๋าออกมายื่นให้
“นี่ครับ”
พูดจบ เขาก็รีบเดินออกจากแผงทันที
หลังจากนั้น เยี่ยนเฟิงก็เดินเล่นต่ออีกเล็กน้อย พอเห็นว่าใกล้จะสี่โมงเย็นแล้ว เขาจึงเดินไปขึ้นรถเมล์เพื่อกลับหอพักของมหาลัย
ในมือของเขายังคงกำสร้อยข้อมือรูปดาบไขว้เอาไว้แน่น แม้ว่าจะเสียเงินไปถึงยี่สิบหยวน แต่เขากลับรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก
อย่างน้อยเวลาจับมันไว้ในมือก็รู้สึกเย็นวาบ ร่างกายเหมือนได้รับการปลอบประโลมอย่างนุ่มนวล ทำให้เขาไม่เวียนหัวเหมือนปกติเมื่อนั่งรถเมล์
แม้จะเรียกว่า "นั่งรถเมล์" แต่ในความเป็นจริง เยี่ยนเฟิงต้อง “ยืน” ต่างหาก ในเมืองซี หากไม่ขึ้นตั้งแต่ต้นสาย ก็อย่าหวังจะมีที่นั่งเลยสักนิด
เขายืนพิงเสาตรงทางเดินของรถ กำสร้อยข้อมือไว้แน่น
แต่แล้วจู่ๆ รถคันหน้าเกิดเบรกกระทันหัน ทำให้รถเมล์ที่เยี่ยนเฟิงโดยสารต้องเบรกตามไปด้วย ผู้โดยสารทั้งคันโคลงไปข้างหน้าอย่างรุนแรง
เยี่ยนเฟิงเองก็ไม่เว้น มือขวาที่กำสร้อยแน่นพุ่งไปกระแทกเข้ากับพนักพิงเบาะด้านข้างอย่างจัง!
เปรี้ยง!
เป็นแรงกระแทกที่รุนแรงทีเดียว...