- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที แต่ขอแอบฟาร์มจนเป็นเทพ
- บทที่ 385: กลยุทธ์รับมือ
บทที่ 385: กลยุทธ์รับมือ
บทที่ 385: กลยุทธ์รับมือ
“ครืนนน!”
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นมหายานสิบคนผนึกกำลังเข้าโจมตีหลัวซิง
พลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวส่งผลให้มิติโดยรอบบิดเบี้ยว
ส่งผลให้หลัวซิงซึ่งตั้งใจจะใช้วิชาย่นปฐพีหลบหนี ถูกบีบให้ต้องรับการโจมตีนี้โดยตรง
สุดท้ายจึงทำได้เพียงอาศัยรอยแยกมิติที่แตกสลายเพื่อหลบหนี
ทว่าบัดนี้เขาบาดเจ็บสาหัสแล้ว
หากมิใช่ว่ายังมีของวิเศษป้องกันกายอยู่บ้าง เกรงว่าคงต้องสังเวยชีวิตที่นี่เป็นแน่
“นึกว่าจะเป็นยอดฝีมือจากไหน ที่แท้ก็แค่เศษสวะ”
ข่งฉือที่ยืนอยู่ในหมู่ทหารเอ่ยด้วยสีหน้าดูแคลน
จากนั้นจึงนำทัพใหญ่หนึ่งแสนนายเคลื่อนพลต่อไป
เขาออกคำสั่งให้กองทัพสังหารชาวบ้านแคว้นซ่งทุกคนที่พบเจอระหว่างทาง
อันที่จริงหาใช่เรื่องจำเป็น เพียงแต่เขาสนุกกับความรู้สึกที่ได้เป็นผู้กุมชะตาชีวิตของผู้อื่น จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
...
อารามฉางเซิง
ช่วงนี้เงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
ทว่าคิ้วของหวังฝานซีกลับขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
ไม่ว่าใครก็มองออกถึงสีหน้ากังวลของเขา
แต่ทุกครั้งที่ถูกถาม เขากลับไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้เลย
“ช่วงนี้เมืองชิงซีมีผู้อพยพมามากมาย”
“ล้วนหนีตายมาจากแดนไกล ได้ยินว่ากองทัพแคว้นอูกำลังบุกเข้ามา”
“แคว้นอู? ก็แค่พวกขี้แพ้ที่เคยพ่ายให้แก่แคว้นซ่งไม่ใช่หรือ? ไม่เห็นต้องตื่นตระหนกขนาดนั้นเลยนี่?”
“ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ได้ยินว่าแคว้นอูส่งเซียนซือมาด้วย! เซียนซือจัดการกวาดล้างแนวชายแดนจนราบเป็นหน้ากลอง แต่ราชครูของเราก็ออกโรงแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด กองทัพแคว้นอูก็คงถูกกำจัดสิ้นแล้ว”
“ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน ย่อมมีใจคิดเป็นอื่น! พวกคนแคว้นอูเหล่านี้มีจิตใจโหดเหี้ยมมักใหญ่ใฝ่สูง คอยจ้องจะยึดครองแผ่นดินต้าซ่งของเราอยู่เสมอ ต้องสั่งสอนพวกมันให้เจ็บปวดเสียบ้าง!”
ผู้คนที่มาสักการะที่อารามฉางเซิงช่วงนี้ล้วนพูดคุยกันเรื่องแคว้นอู
รวมถึงเรื่องผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองชิงซี
เจียงเยว่ได้รับข่าวจากกองปราบปรามมารแล้ว เมื่อทราบว่าแคว้นอูกำลังมุ่งหน้ามาทางเมืองชิงซี นางก็เริ่มคิดหามาตรการรับมือ
แม้ว่าตอนนี้ราชครูจะออกโรงแล้วก็ตาม
แต่ถ้าหากแคว้นอูบุกมาถึงนี่จริงๆ เล่า?
อารามฉางเซิงจะรอดพ้นได้หรือไม่?
เจียงเยว่เคยรับปากท่านรุ่นพี่ซูไว้ว่าจะดูแลอารามเต๋าแห่งนี้ให้ดี
ย่อมไม่อาจปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้
อีกอย่าง นางยังไม่ลืมคำสาปที่หมี่เจี๋ยได้รับที่แคว้นอูในครั้งก่อน
แม้ว่าหมี่เจี๋ยจะได้รับการรักษาจนหายดีและเรื่องราวดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว แต่เจียงเยว่ยังคงกังวลใจอยู่เสมอ บุคคลลึกลับในเงามืดนั่นจะยอมปล่อยหมี่เจี๋ยไปง่ายๆ จริงหรือ?
ยามนี้เจียงเยว่ไม่ต่างอะไรกับมารดาที่คอยเป็นห่วงบุตรของตน
ดังนั้นนางจึงไปหาหวังหนานป๋อโดยตรง
ช่วงนี้ระดับบำเพ็ญเพียรของหวังหนานป๋อก็รุดหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน ปัจจุบันบรรลุถึงขั้นหลอมสุญญตาตอนปลายแล้ว
คาดว่าอีกไม่นานคงจะได้ทะลวงสู่ขั้นหลอมรวม
นับตั้งแต่ระดับพลังปราณของโลกใบนี้สูงขึ้น ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกตนทุกคนก็เพิ่มขึ้นมากน้อยแตกต่างกันไป
อย่างเช่นเจียงเยว่
ปัจจุบันนางก็บรรลุขั้นหลอมสุญญตาแล้วเช่นกัน
เพียงแต่นางเพิ่งเลื่อนขั้นมาได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน
“อ้าว เจียงเยว่น้อย ลมอะไรหอบเจ้ามาหาพี่ป๋อคนนี้ได้ หรือว่าอยากให้ข้าชี้แนะวิชาให้สักสองสามกระบวนท่า”
ตอนที่เจียงเยว่มาพบหวังหนานป๋อ
เขากำลังบำเพ็ญเพียรอย่างสงบอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง
พอเห็นเจียงเยว่ เขาก็หัวเราะอย่างมีเลศนัย
“ไสหัวไป”
เจียงเยว่หมดความอดทน ส่งเท้าหมายจะเตะเขา แต่หวังหนานป๋อก็หลบได้ทัน
“เอาล่ะๆ พูดเรื่องจริงจังเถอะ ข้าว่าเจ้าคงมีธุระสำคัญถึงได้มาหาข้าถึงที่นี่”
หวังหนานป๋อรีบเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง
เจียงเยว่จึงเล่าเรื่องที่แคว้นอูบุกรุกมาอย่างคร่าวๆ
“เจ้าหมายความว่ามีความเป็นไปได้สูงที่พวกมันจะบุกมาถึงนี่ แล้วอารามฉางเซิงกับเมืองชิงซีจะโดนลูกหลงไปด้วยงั้นรึ?”
หวังหนานป๋อมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
จากนั้นเขาก็กล่าวต่อ “ราชสำนักต้าซ่งคงไม่นิ่งดูดายหรอกใช่ไหม? ราชครูอะไรนั่นของพวกเจ้าเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นมหายานไม่ใช่รึ? ก็น่าจะหยุดยั้งคนของแคว้นอูได้นะ”
“หากเป็นเมื่อก่อน ข้าย่อมไม่กังวล”
“แต่ครั้งนี้มันผิดปกติเกินไป”
“ผู้บำเพ็ญเพียรของแคว้นอูไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการสงครามมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการส่งยอดฝีมือขั้นมหายานออกมาเช่นนี้”
“ครั้งก่อนเสี่ยวหมี่ก็เคยเจอเรื่องแบบนี้ที่แคว้นอู ข้าจึงสงสัยว่าตอนนี้แคว้นอูอาจมีพลังหรือกองกำลังลึกลับบางอย่างคอยหนุนหลังอยู่ หากเป็นเช่นนั้นจริง ลำพังกำลังของราชสำนักคงไม่อาจต้านทานการรุกรานของแคว้นอูครั้งนี้ได้”
สีหน้าของเจียงเยว่เต็มไปด้วยความกังวล
“ที่เจ้าพูดก็ดูมีเหตุผลอยู่บ้าง”
หวังหนานป๋อลูบคางของตนเอง “แต่เรื่องของโลกมนุษย์ เจ้าก็รู้ว่าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว”
“ดังนั้นหากข้าจะยื่นมือเข้าช่วย ก็ไม่อาจขอกำลังจากสำนักได้”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหวังหนานป๋อ
เจียงเยว่ก็พยักหน้าแล้วกล่าว “ข้าย่อมรู้ดี”
“ข้าถึงได้มาปรึกษาเจ้าว่าจะทำอย่างไรดี?”
“หากการคาดเดาของข้าถูกต้อง เป็นไปได้สูงว่าราชครูจะพ่ายแพ้”
“หลังจากที่เขาพ่ายแพ้ ก็จะไม่มีพลังใดสามารถหยุดยั้งการรุกรานสู่แดนตะวันออกของกองทัพแคว้นอูได้อีก”
“ถึงตอนนั้น ทั้งเมืองชิงซีและอารามฉางเซิงล้วนเป็นเส้นทางที่พวกมันต้องผ่าน”
หวังหนานป๋อก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาบ้าง
“ถ้าแม้แต่ราชครูขั้นมหายานยังพ่ายแพ้ พวกเราสองคนก็คงไม่มีประโยชน์อะไร”
“หรือว่า... พวกเราหนีกันเถอะ?”
“ย้ายอารามฉางเซิงของซูฉีไปด้วยกันเลย!”
เจียงเยว่ทนไม่ไหวจนต้องกลอกตา
“เจ้าช่างเป็นอัจฉริยะเสียจริง”
“อารามฉางเซิงใช่ว่าเป็นผักปลาที่จะย้ายไปไหนก็ได้เสียเมื่อไหร่? อีกอย่าง ยังมีคนอีกมากมาย เจ้าคงไม่สามารถพาไปทีละคนได้หรอกใช่ไหม? เวลาไม่พอแน่”
“ข้าก็แค่ล้อเล่นน่ะ”
หวังหนานป๋อลูบคางของตนเอง
เริ่มคิดหามาตรการรับมืออย่างจริงจัง
เขาไม่สนใจการชิงความเป็นใหญ่ระหว่างราชวงศ์หรอก
แต่หากเกี่ยวข้องกับอารามฉางเซิงแล้วล่ะก็ ย่อมปล่อยไปไม่ได้
หากปกป้องอารามฉางเซิงไว้ไม่ได้จริงๆ
รอจนวันที่เขาขึ้นสู่แดนเซียนแล้ว จะเอาหน้าไปพบซูฉีได้อย่างไร?
อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงอัจฉริยะอันดับสอง
จะให้ใครมาตราหน้าว่าไร้น้ำยาได้อย่างไรกัน
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ดวงตาของหวังหนานป๋อก็เป็นประกาย “ข้ามีวิธีแล้ว”
“กองทัพแคว้นอูจะมาถึงที่นี่ใช้เวลาประมาณเท่าใด?”
“สามวัน”
เจียงเยว่ตอบ
“พอแล้ว”
“รอข้าก็พอ”
หวังหนานป๋อพูดจบก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หายลับไปสุดขอบฟ้า