- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที แต่ขอแอบฟาร์มจนเป็นเทพ
- บทที่ 175: วิธีรับมือกับอสูรในฝัน
บทที่ 175: วิธีรับมือกับอสูรในฝัน
บทที่ 175: วิธีรับมือกับอสูรในฝัน
หลังจากฟังคำอธิบายของสตรีสูงศักดิ์จบ หวังฝานซีก็มีสีหน้าครุ่นคิด สถานการณ์เช่นนี้เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน
ทว่าตามที่บันทึกไว้ในตำรา มีอสูรชนิดหนึ่งที่เรียกว่าอสูรในฝัน
อสูรในฝันแบ่งออกเป็นเพศชายและเพศหญิง
อสูรในฝันเพศชายส่วนใหญ่มักจะพัวพันกับหญิงสาว คอยสร้างสัมพันธ์ลึกซึ้งในความฝันกับพวกนาง หลังจากเสร็จสิ้นก็จะช่วงชิงพลังชีวิตเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตนเองได้
ส่วนอสูรในฝันเพศหญิงนั้นตรงกันข้าม บุรุษที่ถูกพัวพันด้วยไม่เกินครึ่งเดือนก็จะกลายสภาพเป็นโครงกระดูก
เมื่อพิจารณาจากรูปโฉมของสตรีสูงศักดิ์นางนี้แล้ว ใบหน้าของนางซูบตอบ แลดูทรุดโทรมไปมากนัก น่าจะเข้าสู่ช่วงกลางแล้ว
หากเข้าสู่ช่วงปลาย พลังชีวิตในร่างกายก็จะเหลืออยู่น้อยนิด ถึงเวลานั้นก็จะผ่ายผอมราวกับโครงกระดูก เบ้าตาลึกโบ๋ ไม่รู้ว่าจะสิ้นใจเมื่อใด
“โยมหญิง สถานการณ์ของท่านข้าเข้าใจแล้ว โปรดตามข้ามา”
หวังฝานซีกล่าว
สตรีสูงศักดิ์มีสีหน้าเปี่ยมด้วยความหวัง “หมายความว่า เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“เรื่องนี้พวกเราจะพยายามแก้ไขอย่างสุดความสามารถ”
หวังฝานซีกล่าว
แม้เขาจะรู้จักอสูรในฝัน แต่ก็ไม่รู้วิธีรับมือ
เรื่องนี้ยังคงต้องขอคำชี้แนะจากเจียงเยว่หรือซูฉี
สตรีสูงศักดิ์ได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวขอบคุณ “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านนักพรตแล้ว หากสามารถช่วยข้าขับไล่อสูรได้ ข้าจะบริจาคเงินทำบุญก้อนใหญ่ให้กับอารามของท่านอย่างแน่นอน”
หวังฝานซีพาสตรีสูงศักดิ์มายังโถงหลัก
จากนั้นเขาก็กล่าวกับนางว่า “โยมหญิง ท่านโปรดรอข้าอยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะไปตามคนมา”
“ได้เจ้าค่ะ”
สตรีสูงศักดิ์พยักหน้าตอบ
หวังฝานซีมาถึงห้องครัวและพบกับเจียงเยว่
“ศิษย์พี่เจียง”
หวังฝานซียืนอยู่ที่หน้าประตู พลางเอ่ยเรียกอย่างประหม่าเล็กน้อย
แม้ว่าตอนนี้เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ภายในอารามจะเป็นเขาที่คอยจัดการ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าอารามและเจียงเยว่ เขาก็อดที่จะรู้สึกประหม่าไม่ได้
“ฝานซี มีเรื่องอะไรหรือ”
เจียงเยว่เอ่ยถามขณะที่กำลังเติมฟืน
เจียงเยว่ในปัจจุบันได้บรรลุถึงขั้นเปลี่ยนเทวะตอนปลายแล้วโดยไม่รู้ตัว บัดนี้นางมีเค้าลางว่าจะหลอมรวมเข้ากับพลังหยวนชี่ฟ้าดิน
รัศมีทั่วร่างของนางก็ยิ่งดูโดดเด่นมากขึ้น
“ศิษย์พี่เจียง คืออย่างนี้ขอรับ มีโยมหญิงท่านหนึ่งมาขอความช่วยเหลือ ข้าสงสัยว่านางน่าจะถูกอสูรในฝันเข้าสิง...”
หวังฝานซีจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
เมื่อเจียงเยว่ได้ฟัง นางก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นอสูรในฝันจริง ๆ เพียงแต่ว่าอสูรในฝันส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่ในหุบเขาหมื่นอสูร ในช่วงปีแห่งการแก่งแย่งครั้งใหญ่เช่นนี้ เหตุใดถึงออกมาสร้างความเดือดร้อนกัน”
“ข้าจะไปดูกับเจ้าสักหน่อย”
เจียงเยว่กล่าว
หวังฝานซีพาเจียงเยว่มายังโถงหลัก
ทันทีที่เห็นสตรีสูงศักดิ์ เจียงเยว่ก็เลิกคิ้วขึ้น ในฐานะทูตปราบมาร นางไวต่อกลิ่นอายของอสูรอย่างยิ่ง
ระหว่างคิ้วของสตรีผู้นี้มีเส้นสีดำจาง ๆ อยู่เส้นหนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่หากใช้จิตสัมผัสก็จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน บนเส้นสีดำนั้นมีไออสูรจาง ๆ แฝงอยู่
การสันนิษฐานของหวังฝานซีไม่ผิดเพี้ยน
มีความเป็นไปได้สูงมากที่สตรีสูงศักดิ์ผู้นี้จะถูกอสูรในฝันตนหนึ่งเข้าสิง
“ท่านนักพรต ท่านกลับมาแล้ว”
เมื่อเห็นหวังฝานซีกลับมา สตรีสูงศักดิ์ก็รีบเอ่ยขึ้น
“โยมหญิง นี่คือศิษย์พี่เจียงเยว่แห่งอารามเต๋าของเรา นางจะช่วยตรวจดูอาการให้ท่านได้”
หวังฝานซีรีบแนะนำ
สตรีสูงศักดิ์มองไปยังเจียงเยว่อย่างประหม่า “สวัสดีเจ้าค่ะ สวัสดีเจ้าค่ะ”
นางรู้สึกว่าเจียงเยว่ช่างมีรัศมีสูงส่งเหลือเกิน ที่ผ่านมานางมั่นใจในรูปโฉมและท่าทีของตนเองมาตลอด ทว่าเมื่อมายืนอยู่ต่อหน้าเจียงเยว่ นางกลับรู้สึกต่ำต้อยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
สตรีที่ทั้งงดงามและสง่างามองอาจในเวลาเดียวกันเช่นนี้ มีอยู่จริงบนโลกด้วยหรือ
สตรีสูงศักดิ์อดคิดในใจไม่ได้
“อาการเช่นนี้ของเจ้าปรากฏมานานเท่าใดแล้ว”
เจียงเยว่เอ่ยถาม
สตรีสูงศักดิ์คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบว่า “สิบกว่าวันแล้วเจ้าค่ะ”
“สิบกว่าวันแล้วเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ดูท่าแล้วพลังของอสูรในฝันตนนี้คงไม่แข็งแกร่งเท่าใดนัก”
เจียงเยว่กล่าวเรียบ ๆ
สตรีสูงศักดิ์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหน้าแดงแล้วกล่าวว่า “แต่ว่า...บุรุษที่ปรากฏในฝันของข้าแข็งแกร่งมากนะเจ้าคะ เขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศในฝันของข้าได้ ทั้งยังบอกว่ากลัวข้าจะอยู่กับเขาตลอดไปไม่ได้ จึงลดจำนวนครั้งที่พัวพันลง”
“สิ่งที่อยู่ในความฝันล้วนสร้างขึ้นมาหลอกลวงได้ทั้งสิ้น ความสามารถของอสูรในฝันก็คือการสร้างความฝันได้ตามใจชอบ”
เจียงเยว่กล่าว “ในเมื่อเจ้าเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เช่นนั้นก็เชื่อว่าเจ้าคงอยากจะแก้ไขปัญหานี้ ดังนั้นอย่าได้เชื่อคำพูดของอสูรในฝัน มิฉะนั้นแล้วสุดท้ายก็มีแต่หนทางสู่ความตายเท่านั้น”
สตรีสูงศักดิ์พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด ข้ายินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่”
แม้ว่าสตรีสูงศักดิ์จะเพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันอบอุ่นในความฝันอยู่บ้าง แต่หลังจากตื่นขึ้นมา ความว่างเปล่าของร่างกายและความอ่อนล้าของเรี่ยวแรงก็ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว
นางมีพื้นเพครอบครัวที่ดี มีเงินทองที่ใช้ไม่หมดสิ้น
ดังนั้นสตรีสูงศักดิ์จึงยังคงมีสติและเหตุผล ความฝันก็คือความฝัน หากคนตายไปแล้ว ความฝันก็จะหมดสิ้นไป
ด้วยเหตุนี้ นางจึงรีบร้อนที่จะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้
“เจ้าพบกับเขาทุกคืนในความฝันเลยหรือ ประมาณช่วงเวลาใด”
ในตอนนี้เจียงเยว่ก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“แทบจะทุกคืนเจ้าค่ะ ขอเพียงข้าหลับไปก็จะเข้าสู่ความฝันนั้นทันที”
สีหน้าของสตรีสูงศักดิ์ดูประหม่าเล็กน้อย “สามวันที่ผ่านมาข้าไม่ได้นอนเลย ยิ่งนับวันข้ายิ่งกลัวว่าหากหลับไปแล้วจะตื่นขึ้นมาไม่ได้อีก”
เจียงเยว่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ารอข้าเตรียมการสักครู่ หลังจากนี้เจ้าเพียงแค่นอนหลับอย่างสบายใจ ข้าจะเข้าสู่ความฝันไปพร้อมกับเจ้าเอง”
“ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ”
สตรีสูงศักดิ์รีบกล่าวขอบคุณ
เจียงเยว่กลับไปยังห้องของตนเอง หยิบกระดาษยันต์ออกมาปึกหนึ่ง จากนั้นก็หยิบพู่กันออกมาเริ่มวาด
ก่อนหน้านี้นางยังต้องใช้สีชนิดพิเศษในการสร้างยันต์ สีชนิดนี้มีพลังปราณแฝงอยู่ สามารถทำให้ยันต์มีพลังอัศจรรย์ต่าง ๆ ได้
แต่หลังจากเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนเทวะแล้ว นางก็ไม่จำเป็นต้องลำบากเช่นนั้นอีกต่อไป สามารถดึงพลังหยวนชี่ฟ้าดินมาไว้ที่ปลายพู่กันได้โดยตรง แล้วจึงวาดเป็นยันต์ที่มีสรรพคุณแตกต่างกันไป
ยันต์ที่วาดขึ้นโดยใช้พลังหยวนชี่ฟ้าดินนั้นมีอานุภาพรุนแรงกว่า
วันนี้ยันต์ที่เจียงเยว่จะวาดคือยันต์เข้าฝัน
ตามชื่อของมัน สรรพคุณของยันต์นี้ก็คือสามารถเข้าสู่ความฝันของผู้อื่นได้
นับว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้โชคดี
การจะรับมือกับอสูรในฝันนั้นจำเป็นต้องเข้าสู่ความฝันของนาง แต่ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถเช่นนี้
และเจียงเยว่ก็บังเอิญทำได้
เจียงเยว่ใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม วาดยันต์ออกมาได้หนึ่งปึก
นับตั้งแต่ที่นางก้าวเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนเทวะ การวาดยันต์ของนางก็ยิ่งคล่องแคล่วชำนาญมากขึ้น
ยันต์บางชนิดที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถวาดได้ บัดนี้กลับทำได้อย่างง่ายดาย
เจียงเยว่หยิบยันต์ปึกนั้นขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังโถงหลัก
ในขณะนี้ ภายในโถงหลัก สตรีสูงศักดิ์กำลังใช้น้ำเย็นราดใบหน้าตนเองอย่างไม่คิดชีวิต พลางสาดน้ำพลางกล่าวว่า “ไม่ไหวแล้ว... ไม่ไหวแล้ว ข้าช่างง่วงเหลือเกิน... ข้ารู้สึกว่าเขากำลังเรียกหาข้า ข้าจะทนความง่วงไม่ไหวแล้ว”
หวังฝานซียืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ข้าง ๆ สถานการณ์เช่นนี้เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าควรทำอย่างไร
ในตอนนี้หมี่เจี๋ยก็มาถึงแล้วเช่นกัน แต่เขาก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกับหวังฝานซี ทำได้เพียงช่วยประคองกะละมังน้ำเย็นให้นางอย่างต่อเนื่อง
ดวงตาทั้งสองข้างของสตรีสูงศักดิ์ในยามนี้เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ทั่วทั้งร่างดูซูบซีดอิดโรยอย่างยิ่ง ร่างกายโงนเงนไปมา ราวกับจะหลับไปได้ทุกเมื่อ
“ศิษย์พี่เจียง ท่านมาแล้ว”
ในตอนนั้นเอง หมี่เจี๋ยก็เห็นเจียงเยว่ จึงเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี