เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 150: จอมอวดเบ่ง

บทที่ 150: จอมอวดเบ่ง

บทที่ 150: จอมอวดเบ่ง


“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นของผู้คนงั้นหรือ”

หวังฝานซีพึมพำกับตนเอง ดวงตาของเขาก็ยิ่งสว่างวาบขึ้น

เขารู้สึกราวกับว่าตนเองไขว่คว้าบางสิ่งบางอย่างได้ แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด

ทว่าความรู้สึกเช่นนี้กลับน่าหลงใหลที่สุด

ซูฉี่ปล่อยให้หวังฝานซีจัดการเรื่องตรงหน้าต่อไป

ตอนนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงความสุขของการเป็นเถ้าแก่ที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรเองของลู่ฉางอันแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องใดๆ ในแต่ละวันก็แค่ทำในสิ่งที่ตนเองรักก็พอ

บางทีนี่อาจเป็นวิถีแห่งการมีชีวิตยืนยาวที่ดีที่สุดกระมัง

ซูฉี่คิดในใจ

...

โลกหมายเลข 9

ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังวิ่งหนีอยู่เบื้องหน้า ขณะที่ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งไล่ตามอยู่เบื้องหลัง

หากซูฉี่อยู่ที่นี่ เขาจะต้องจำได้ในทันที

นี่คือโม่สือซานที่เคยอ้างว่าตนมาจากโลกหมายเลข 108

โม่สือซานในยามนี้มีสภาพน่าสังเวชอย่างยิ่ง ทั่วร่างแทบไม่มีส่วนใดสมประกอบ

แต่ดวงตาของเขากลับเป็นประกายเจิดจ้า บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม เพราะเขาเพิ่งจะขโมยค่าชะตาจำนวนมหาศาลมาจากโลกหมายเลข 9

เมื่อมีค่าชะตาเหล่านี้แล้ว โลกหมายเลข 108 ของพวกเขาก็อาจจะสามารถเลื่อนอันดับขึ้นไปได้อีกสิบกว่าอันดับ

“หยุดนะ! มิฉะนั้นข้าจะบดกระดูกเจ้าให้เป็นผุยผง!”

“เจ้าคนอวดดี! กล้าดียังไงมาขโมยค่าชะตาในโลกหมายเลข 9 ของพวกเรา หากข้าจับตัวได้ ข้าจะดึงดวงจิตของเจ้าออกมา ทำให้เจ้าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดชั่วนิรันดร์!”

“เจ้าเด็กนี่มันเจ้าเล่ห์นัก ฉวยโอกาสตอนที่พวกเรากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดลอบเข้ามาขโมยค่าชะตา”

ความเร็วของโม่สือซานนั้นรวดเร็วยิ่งนัก

เมื่อได้ยินเสียงเหล่านั้นจากเบื้องหลัง เขายังมีแก่ใจหันกลับมากล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “มาไล่ข้าสิ ถ้าไล่ทัน ข้าจะยอมให้พวกเจ้า...เหะๆๆ”

“เหะๆๆ กับแม่เจ้าสิ!”

ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนผู้หนึ่งคำรามลั่น เร่งความเร็วไล่ตามโม่สือซานไป

“ร้อนตัวแล้วสินะ”

โม่สือซานหัวเราะฮ่าๆ กระบี่บินใต้เท้าเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง ทิ้งระยะห่างออกไปในพริบตา

เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ตามมาข้างหลังได้แต่เดือดดาลอย่างจนปัญญา

คาถาอาคมที่ซัดออกไปไม่เพียงไม่โดนตัวโม่สือซาน แต่กลับพลาดไปถูกพวกเดียวกันเองจนร่วงลงไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มคนที่ไล่ตามโม่สือซานก็ลดจำนวนลงไปอีก

“ช่างน่าเบื่อเสียจริง ข้ายังคงยืนยันคำเดิม”

โม่สือซานล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า กล่าวอย่างอวดดีว่า “ปีนั้นข้าล้วงกระเป๋าทั้งสองข้าง โดยไม่รู้เลยว่า...”

ยังไม่ทันสิ้นเสียง ลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ร่างของโม่สือซานด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด

“พรวด!”

โม่สือซานกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง ร่างกายปลิวกระเด็นไป

แต่เขาก็ปรับท่าทางได้อย่างรวดเร็วและเริ่มหลบหนีอีกครั้ง

ขณะวิ่งก็ยังตะโกนไม่หยุด “พวกเจ้าช่างไร้น้ำใจนักเลงสิ้นดี! ข้ายังอวดไม่ทันจบเลยนะโว้ย!”

ครั้งนี้ เขาขับเคลื่อนกระบี่บินด้วยความเร็วสูงสุด ทิ้งห่างทุกคนไปในพริบตา

“บัดซบ ประมาทไปแล้ว”

หลังจากหลบหนีมาได้ โม่สือซานจึงได้สำรวจบาดแผลบนร่างกายของตน

ลำแสงเมื่อครู่น่าจะเป็นกระบี่บิน หากไม่ใช่เพราะเกราะวิเศษบนตัวเขา ป่านนี้เขาคงม่องเท่งไปแล้ว

แต่ถึงแม้จะมีเกราะวิเศษนี้ หน้าอกของเขาก็ยังปรากฏรูโหว่เลือดทะลัก ดูน่าสยดสยองยิ่งนัก

“ตูม!”

ในขณะนั้นเอง ลำแสงอีกสายก็ฟาดลงมาจากเหนือศีรษะของโม่สือซาน

ครั้งนี้เขาหลบได้

ทันใดนั้น บุรุษผู้มีใบหน้าเฉยชาผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นขวางหน้าเขาไว้

โม่สือซานหยุดกะทันหัน บุรุษตรงหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยค่าชะตา เขาสามารถคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้ในทันที

น่าจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์เช่นเดียวกับเขา

อันที่จริงโม่สือซานเดาไม่ผิด บุรุษผู้นี้คือบุตรแห่งสวรรค์จริงๆ

และยังเป็นบุตรแห่งสวรรค์แห่งโลกหมายเลข 9...กุยซวี

ช่วงนี้อารมณ์ของกุยซวีไม่ดีนัก หลังจากประสบความพ่ายแพ้ในโลกหมายเลข 99 เขาก็รีบเดินทางกลับมาด้วยความเร็วสูงสุด

ด้านหนึ่งคือกลัวว่าจะถูกขอทานชราที่น่าสะพรึงกลัวผู้นั้นจับตัวได้ อีกด้านหนึ่งก็คือต้องการทำให้อันดับของโลกหมายเลข 99 ตกลง

ผลปรากฏว่าไม่รู้เป็นเพราะค่าชะตาของโลกหมายเลข 99 เพิ่มขึ้นหรือไม่ ระหว่างทางกลับเขาจึงประสบอุบัติเหตุเล็กน้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนอยู่หน้าประตูมิติ เขาได้คายค่าชะตาที่ช่วงชิงมาได้ทั้งหมดออกมา สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้นำค่าชะตาเหล่านั้นกลับมาด้วย

กุยซวีสาบานได้เลยว่าโลกหมายเลข 99 เป็นโลกที่พิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นมหายานกลุ่มใหญ่เฝ้าอยู่หน้าประตูมิติ พอผู้บำเพ็ญเพียรจากโลกอื่นมาถึงก็ถูกสังหารหรือทุบตีจนพิการทันที

หากไม่ใช่เพราะเขามีศาสตราวุธวิเศษโลกใบเล็ก เกรงว่าคงยากที่จะหนีกลับมาได้

ผลลัพธ์ก็คือ พอกลับมาถึงก็สัมผัสได้ว่ามีคนกำลังนำค่าชะตาของโลกพวกเขาหนีไปยังประตูมิติ

ปริมาณค่าชะตานี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย

หากปล่อยให้มันหนีไปได้ โลกของพวกเขาก็อาจจะหลุดจากสิบอันดับแรกของโลกได้

ดังนั้นสายตาที่เขามองโม่สือซานจึงไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง

“สหาย ท่านก็เป็นบุตรแห่งสวรรค์สินะ”

โม่สือซานกล่าวพลางยิ้ม “ข้าจะบอกอะไรให้ ท่านอย่าเพิ่งมองข้าเป็นศัตรูเลย ข้ารู้ว่าที่ไหนในโลกหมายเลข 9 ยังมีค่าชะตาเหลืออยู่ แถมแทบจะไม่มีคนเฝ้าเลยด้วย หากท่านอยากจะไปขโมย ข้าชี้ทางให้ได้นะ”

“ที่ไหน”

กุยซวีเลิกคิ้วขึ้น

ค่าชะตาที่ไม่มีคนเฝ้า? หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกคนในโลกของเขาช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี

ทำไมไม่เรียนรู้จากโลกหมายเลข 99 บ้างนะ แต่ละคนเป็นตาอยู่กันทั้งนั้น

“แต่ท่านต้องสัญญากับข้าก่อนว่าหลังจากข้าบอกท่านแล้ว ท่านจะเลิกคิดร้ายกับข้า”

โม่สือซานกล่าวพลางยิ้ม

“เจ้าไม่มีทางเลือก”

กระบี่บินในมือของกุยซวีส่องประกายเย็นเยียบ

“ก็ได้ๆ สหายอย่าเพิ่งใจร้อน ข้าจะบอกท่านเดี๋ยวนี้แหละ”

โม่สือซานล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า

แววตาของกุยซวีฉายประกายเย็นเยียบ ทันใดนั้นก็ฟาดกระบี่เข้าใส่โม่สือซาน สัญชาตญาณบอกเขาว่าเจ้าเด็กนี่กำลังจะเล่นตุกติก!

“ทำไมถึงได้ใจร้อนขนาดนี้”

โม่สือซานอุทานออกมาด้วยความตกใจ จากนั้นร่างของเขาก็หายวับไปจากที่เดิม ทิ้งไว้เพียงคำพูดประโยคหนึ่ง “การโอ้อวดเปรียบดั่งสายลม เคียงข้างกายข้าเสมอ... ไปล่ะ เจ้าโง่เอ๊ย”

จิตสัมผัสของกุยซวีแผ่ปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ในทันที

แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของโม่สือซาน

“บัดซบ!”

วินาทีต่อมา กุยซวีก็พุ่งไปยังประตูมิติด้วยความเร็วสูงสุด

เขาสงสัยว่าโม่สือซานผู้นี้คงจะวางค่ายกลเคลื่อนย้ายไว้ใกล้กับประตูมิติเช่นเดียวกับเขา!

แต่เมื่อกุยซวีไปถึงประตูมิติ เขากลับเห็นโม่สือซานนั่งรอเขาอยู่หน้าประตูมิติ

เมื่อเห็นกุยซวีมาถึง โม่สือซานก็ยิ้มกว้าง “สหาย ข้ารอท่านนานแล้ว ที่จริงไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะมาบอกลาท่านสักหน่อย หากข้าเดาไม่ผิด ท่านคงจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์แห่งโลกหมายเลข 9 สินะ มิฉะนั้นคงไม่ร้อนรนถึงเพียงนี้”

สีหน้าของกุยซวีเย็นเยียบถึงขีดสุด เจ้าหมอนี่จงใจยั่วโมโหเขา! ถึงกับมารอเขาอยู่ที่หน้าประตูมิติโดยเฉพาะ!

“เจ้าคิดว่าการอวดเบ่งมันสนุกมากหรือไง”

กุยซวีแค่นเสียงเย็นชา

“ไม่สนุกเลย ไม่สนุกเลยสักนิด”

โม่สือซานเผยรอยยิ้มยียวนกวนประสาท “อันที่จริงสิ่งที่สนุกที่สุดคือสีหน้าของพวกท่านต่างหาก ท่าทางที่อยากจะฆ่าข้าแต่ก็ทำไม่ได้น่ะ ช่างน่าสนใจจริงๆ”

กุยซวีขว้างบางอย่างออกไปอย่างแรง ลำแสงสายหนึ่งพุ่งตรงไปยังโม่สือซาน

โม่สือซานหลบได้อย่างง่ายดาย เขาหัวเราะเยาะ “ไม่เอาน่า ไม่เอาน่า คงไม่มีใครโกรธจนสติแตกจริงๆ ใช่หรือไม่”

ลำแสงสายนั้นพุ่งเข้าไปในประตูมิติ ทำให้ประตูมิติสั่นไหวอย่างรุนแรง

จากนั้นเขาก็เห็นกุยซวีพุ่งเข้ามา โม่สือซานไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าไปในประตูมิติทันที

ทว่าบนใบหน้าของกุยซวีกลับปรากฏรอยยิ้มของผู้ชนะ “ข้าจะมอบของขวัญชิ้นโตให้เจ้า!”

จบบทที่ บทที่ 150: จอมอวดเบ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว