- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที แต่ขอแอบฟาร์มจนเป็นเทพ
- บทที่ 110: คลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกราก
บทที่ 110: คลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกราก
บทที่ 110: คลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกราก
เมื่อเดินมาถึงประตูเมืองฮ่าวเทียน
ผู้เฝ้าประตูทั้งสี่ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร เมื่อพิจารณาจากระดับบำเพ็ญเพียรแล้ว คาดว่าน่าจะอยู่ราวขั้นแก่นทองคำ
นี่นับว่าเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงพอสมควร
“หยุด! แสดงบัตรประจำตัว!”
ผู้บำเพ็ญเพียรที่เฝ้าประตูคนหนึ่งก้าวออกมา กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
ซูฉี่และคนอื่นๆ ต่างหยิบบัตรประจำตัวของตนออกมา
เหล่าผู้เฝ้าประตูมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่เมื่ออีกฝ่ายมีบัตรประจำตัว พวกเขาก็ไม่อาจกล่าววาจาใดได้ จึงหลีกทางให้แต่โดยดี
ซูฉี่และคนอื่นๆ จึงเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างราบรื่น
สถาปัตยกรรมภายในเมืองดูเรียบง่ายและทรุดโทรม แต่เมื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล เพราะอย่างไรเสียที่นี่ก็คือภายในท้องของวาฬกลืนสวรรค์ วัสดุต่างๆ จึงค่อนข้างขาดแคลน
สิ่งที่แตกต่างจากโลกภายนอกคือ ที่นี่มีแต่ผู้บำเพ็ญเพียรโดยสมบูรณ์ เพียงแต่บางคนดูเหมือนจะอดอยากปากแห้งมาเป็นเวลานาน จนร่างกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรส่วนน้อยที่ยังคงดูภูมิฐาน แต่ไม่ว่าใครก็ล้วนมีสีหน้าอมทุกข์ไม่มากก็น้อย
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นความสุขจึงเป็นสิ่งหาได้ยากยิ่ง
การมาถึงของกลุ่มซูฉี่
ดึงดูดความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก
“นี่มีผู้บำเพ็ญเพียรหน้าใหม่มาอีกแล้วรึ”
“แน่นอนสิ แต่ละคนแต่งกายสดใสสวยงาม ไม่รู้ว่าเปลือกนอกอันงดงามเช่นนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าใดกัน”
“พวกมาใหม่ล้วนใช้ชีวิตสุขสบาย พอผ่านไปสักพักก็ต้องตกอับมาเป็นเช่นเดียวกับพวกเรา”
“มีผู้บำเพ็ญเพียรสตรีถึงสามคน แถมยังงดงามยิ่งนัก!”
“หากได้ร่วมอภิรมย์กับหนึ่งในพวกนางสักคืน ต่อให้อายุขัยข้าสั้นลงร้อยปีก็ยอม”
“ฮ่าๆๆๆ เจ้าจะมีชีวิตอยู่ถึงร้อยปีรึเปล่ายังไม่รู้เลย”
เส้นทางแห่งเต๋าของผู้บำเพ็ญเพียรที่นี่ถูกตัดขาดไปแล้วโดยสิ้นเชิง
เมื่อไร้หนทางให้บำเพ็ญเพียร ย่อมก่อเกิดความปรารถนาทางโลกขึ้นมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัณหาราคะ
ผู้บำเพ็ญเพียรสตรีทุกคนที่มาถึงที่นี่จะตกเป็นเป้าหมายของบุรุษนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีรูปโฉมงดงาม ยิ่งตกเป็นที่หมายปองและเผชิญภยันตราย
เนื่องจากภายในเมืองมีกฎห้ามต่อสู้ คนเหล่านี้จึงทำได้เพียงใช้คำพูดลามกอนาจารลวนลามผู้อื่นโดยไม่เกรงกลัวใดๆ
ลั่วหลิงขมวดคิ้ว
วาจาโสมมบางส่วนลอยเข้าหูของนาง หากไม่ใช่เพราะยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ นางคงลงมือสั่งสอนไปแล้ว
“เจ้า มานี่สิ”
หวังหนานป๋อชี้ไปที่ชายคนหนึ่งซึ่งดูตัณหากลับที่สุด
ชายผู้นี้มีร่างกายซูบซีดยิ่งกว่าหยวนเจี้ยนเหรินเสียอีก ราวกับจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ
“มีธุระอันใดรึ”
ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ พลางกวาดสายตาหื่นกระหายไปยังลั่วหลิงและสตรีคนอื่นๆ
“ข้าจะถามเจ้า วันนี้มีคนใหม่เข้ามาในเมือง เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสตรีที่มาคนเดียว เจ้ารู้หรือไม่ว่านางอยู่ที่ไหน”
หวังหนานป๋อเอ่ยถาม
“แล้วเหตุใดข้าต้องบอกเจ้าด้วยเล่า”
ชายคนนั้นเกาเป้ากางเกงของตนเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย จ้องมองลั่วหลิงและคนอื่นๆ อย่างไม่วางตา
เขาไม่ได้มองหวังหนานป๋อเลยแม้แต่น้อย
หวังหนานป๋อยิ้มพลางหยิบศิลาวิญญาณออกมาหนึ่งก้อน แล้วประกาศเสียงดังว่า “ผู้ใดบอกข้าได้ว่าคนใหม่ในวันนี้อยู่ที่ไหน ศิลาวิญญาณก้อนนี้จะเป็นของผู้นั้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที
ต่างพากันกรูกันเข้ามา
“ข้ารู้ ข้ารู้! ข้าเพิ่งเห็นคนใหม่ผู้นั้นเมื่อครู่นี้เอง ตอนนี้นางอยู่ที่โรงเตี๊ยมฮ่าวเทียน!”
ชายคนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาเป็นคนแรกรีบกล่าว
ดวงตาของเขาที่จ้องมองศิลาวิญญาณในมือของหวังหนานป๋อแทบจะเปล่งประกายสีเขียวออกมา
“ไม่เลว”
หวังหนานป๋อยิ้มพลางดีดศิลาวิญญาณก้อนนั้นไปอยู่ในมือของชายคนนั้น
“ข้ามีศิลาวิญญาณแล้ว ข้ามีศิลาวิญญาณแล้ว! ฮ่าๆๆ...”
ชายคนนั้นถือศิลาวิญญาณราวกับคนเสียสติ พลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าหมดประโยชน์แล้ว ไปได้”
หวังหนานป๋อพูดกับชายที่ท่าทางตัณหากลับ
ชายคนนั้นราวกับคนปัญญาอ่อน เขาหัวเราะแหะๆ พลางเกาเป้ากางเกงแล้วเดินจากไป
“น่าขยะแขยงสิ้นดี”
ฮวาซีอินอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา
“ผู้บำเพ็ญเพียรที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกตัณหากลับเช่นนี้”
หวังหนานป๋อแสดงสีหน้าสมเพช “น่าเวทนาโดยแท้ หากวันหนึ่งข้าต้องกลายเป็นเช่นนี้ สู้ตายเสียยังดีกว่า”
...
ในที่ไม่ไกลกันนัก
มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาอยู่
“จิ๊ๆ สตรีสามคนในกลุ่มนั้นช่างเป็นของเลิศล้ำนัก หากนำไปขายให้เย่ฮ่าวเทียน คงได้ราคาดีไม่น้อย”
“เทียบกับการขายให้เย่ฮ่าวเทียนแล้ว ข้าอยากจะลิ้มลองรสชาตินั้นด้วยตนเองมากกว่า ยอมตายใต้ต้นโบตั๋น แม้นเป็นผีก็ยังสุขสม”
“เหอะๆ คนอย่างพวกเราอย่าได้คิดเลย แค่มีชีวิตรอดต่อไปก็ลำบากเต็มทีแล้ว”
“ครั้งนี้มีคนใหม่มามากมายขนาดนี้ นับเป็นขุมทรัพย์ก้อนโต ไม่รู้ว่าตระกูลใดจะสามารถครอบครองไว้ได้”
“วางใจเถอะ คงไม่มีเพียงตระกูลเดียวที่ลงมือ สุดท้ายคนเหล่านี้ก็จะถูกขุมอำนาจใหญ่ต่างๆ ฉีกแบ่งกันไป!”
บทสนทนาทำนองนี้ กำลังเกิดขึ้นทั่วทุกแห่งในเมืองฮ่าวเทียน
คลื่นใต้น้ำกำลังเชี่ยวกราก
ซูฉี่และคนอื่นๆ ตกเป็นเป้าหมายเสียแล้ว
ในเมืองฮ่าวเทียน นอกจากผู้บำเพ็ญเพียรที่ใช้ชีวิตอย่างไร้ค่ารอวันตายแล้ว คนที่เหลือไม่มากก็น้อยล้วนมือเปื้อนเลือด
ทุกครั้งที่มีผู้มาใหม่ น้อยคนนักที่จะรอดพ้นชะตากรรมอันเลวร้าย หากไม่ถูกขูดรีดจนสิ้นเนื้อประดาตัวจนกลายเป็นพวกสิ้นหวังรอวันตาย ก็จะถูกกำจัดทิ้ง ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก
ที่น่าสังเวชที่สุดคือผู้บำเพ็ญเพียรสตรี ไม่เพียงแต่จะถูกขูดรีดจนหมดตัว สุดท้ายยังจะกลายเป็นของเล่นของเหล่าผู้ทรงอิทธิพล
ส่วนกรณีที่ดีขึ้นมาหน่อยคือผู้บำเพ็ญเพียรสตรีที่มีรูปโฉมงดงามอยู่บ้าง จะกลายเป็นของรักของหวงของผู้มีอำนาจ แม้จะไร้อิสรภาพ แต่ก็มีทุนรอนในการตั้งหลักปักฐาน
ดังนั้น เมืองฮ่าวเทียนจึงเป็นเมืองแห่งบาปอีกด้วย
ที่นี่แทบทุกคนล้วนมีบาป ก่อบาปที่แตกต่างกันไป
ซูฉี่เดินมาตลอดทาง สัมผัสได้ถึงสายตาอันมุ่งร้ายนับไม่ถ้วน
สายตาเหล่านี้ล้วนอยากจะฉีกกระชากพวกเขาทั้งเป็น
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเขาได้เห็นผู้บำเพ็ญเพียรในเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งอยู่ริมทาง คนเหล่านี้ผอมแห้งราวกับโครงกระดูก แววตาเหม่อลอยไร้ประกาย
บางคนรวมกลุ่มกันสองสามคน ชี้ชวนกันวิจารณ์ผู้คนที่เดินผ่านไปมา พร้อมกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเป็นครั้งคราว
บางคนนอนอยู่บนพื้น ใช้สายตาอันมุ่งร้ายจับจ้องผู้คนที่เดินผ่านไปมา ร่างกายกระตุกเป็นพักๆ
ผู้คนที่นี่ป่วยกันหมดแล้ว
ไม่มีศรัทธา ไม่มีความหวัง ไร้ยางอาย
มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อประทังลมหายใจไปวันๆ
มีชีวิตอยู่อย่างสัตว์ป่า
แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร บางทีอาจเป็นเพียงเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับความตาย
พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งให้ทุกคนกลายเป็นเช่นเดียวกับตน เพื่อที่ตนเองจะได้ไม่ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด
ซูฉี่เงยหน้าขึ้น มองแวบเดียวก็เห็นอาคารสีทองอร่ามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนไหล่เขา
ช่างแตกต่างจากสภาพเสื่อมโทรมเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิง ที่แห่งนั้นคือสถานที่อันหรูหราที่สุดของเมืองฮ่าวเทียน
ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความเจ็บปวด ราวกับแดนสวรรค์
ที่นั่นคือจวนเจ้าเมือง สถานที่พำนักของเย่ฮ่าวเทียน
โรงเตี๊ยมฮ่าวเทียนหาไม่ยาก
แค่ฟังชื่อก็รู้ว่าเป็นทรัพย์สินของเย่ฮ่าวเทียน
ดังนั้นที่นี่จึงดูเป็นผู้เป็นคนกว่าที่อื่นมาก
อย่างน้อยผู้บำเพ็ญเพียรที่พักอยู่ข้างในก็ดูเหมือนคนปกติ
แต่ราคาก็สูงลิ่วเช่นกัน
ห้องพักธรรมดาหนึ่งห้องต้องใช้ศิลาวิญญาณสิบก้อนต่อคืน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเลือกนอนข้างถนน เพราะโรงเตี๊ยมและภัตตาคารถูกผูกขาดโดยขุมอำนาจใหญ่ต่างๆ หากต้องการเข้าพัก ก็ต้องใช้ศิลาวิญญาณ
พวกเขาไม่จำเป็นต้องลงมือให้เปลืองแรง ก็สามารถใช้สารพัดวิธีขูดรีดศิลาวิญญาณในมือของคนผู้นั้นจนหมดสิ้น
จนกระทั่งสุดท้ายกลายเป็นหนึ่งในผู้เร่ร่อนข้างถนน