- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที แต่ขอแอบฟาร์มจนเป็นเทพ
- บทที่ 95: ขอทานพรรค์นี้
บทที่ 95: ขอทานพรรค์นี้
บทที่ 95: ขอทานพรรค์นี้
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
เพียงชั่วพริบตา โลกภายนอกก็ผ่านไปแล้ว 5 วัน
แม้จะเร่งรีบจนสำนักใหญ่ต่างๆ ไม่อาจเตรียมการได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ก็ยังจัดหาคนมาเฝ้าประตูมิติไว้ได้ทันท่วงที
นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อโลกผู้บำเพ็ญเพียรทั้งใบ
ดังนั้น ในยามนี้จึงไม่มีการแบ่งแยกสำนัก ทุกฝ่ายต่างเข้าสู่สภาวะปรองดองที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี
ส่วนทางด้านซูฉี เวลาได้ผ่านไปแล้ว 75 วัน
ชะตาสีทองได้สำแดงฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง บัดนี้วิชาหลอมโอสถ วิชาหลอมศาสตรา และวิชาสร้างค่ายกลของเขาล้วนบรรลุถึงขั้นเริ่มต้นแล้ว
มือซ้ายของซูฉีหลอมศาสตรา มือขวาหลอมโอสถ ส่วนสองตายังคงจับจ้องค่ายกลรูปแบบต่างๆ อย่างไม่ว่างเว้น
“แปะ”
เขาเปิดเตาหลอมโอสถอย่างไม่รีบร้อน พลันมีกลิ่นหอมของโอสถขจรขจายออกมา
โอสถลมปราณระดับสุดยอดเก้าเม็ดปรากฏออกมาจากเตา
บนโอสถระดับสุดยอดเหล่านี้ล้วนมีเมฆาโอสถปรากฏขึ้น สรรพคุณทางยาสูงล้ำกว่าโอสถลมปราณทั่วไปหลายเท่านัก
“แม้ของสิ่งนี้จะไร้ประโยชน์สำหรับข้า แต่น่าจะขายได้ราคาดีทีเดียว”
ซูฉีหยิบขึ้นมาเม็ดหนึ่ง พินิจพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวอย่างพึงพอใจ
“เคร้ง!”
ในขณะนั้นเอง ทางด้านซ้ายมือของเขา กระบี่ยาวเล่มหนึ่งก็ถูกหลอมขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์
เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างสบายๆ ตัวกระบี่ส่องประกายเย็นเยียบ เปล่งไอสังหารอันคมกริบถึงขีดสุด
“ไม่เลว แม้จะเป็นเพียงกระบี่เหล็ก แต่ก็เข้ามือดีมาก”
ซูฉีหยิบขึ้นมาตวัดวาดสองสามครั้ง พลางพึมพำกับตนเอง
นี่คือศาสตราวุธที่หลอมขึ้นจากเหล็กธรรมดา แต่ด้วยกรรมวิธีหลอมศาสตราวุธวิเศษของโลกผู้บำเพ็ญเพียร จึงให้ความรู้สึกราวกับสามารถตัดเหล็กได้ดุจตัดดิน
“คำนวณเวลาดูแล้ว ประตูมิติก็น่าจะใกล้ปรากฏขึ้นแล้ว”
ซูฉีหยุดการทำงานของจานยันต์เวลา อัตราการไหลของเวลาจึงกลับคืนสู่ปกติ
ตามหลักแล้ว เวลา 75 วันที่ผ่านไปได้ผลาญอายุขัยของเขาไปแล้วหลายแสนปี ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ร่างกายของเขายังคงสภาพเดิมทุกประการ
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของชีวิตอันเป็นนิรันดร์
ซูฉีเปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป แสงแดดที่ห่างหายไปนานสาดส่องลงมาอย่างเงียบงันภายในอารามเต๋า
มันเป็นยามบ่ายที่เงียบสงบ แม้แต่เสียงจักจั่นที่เคยอึกทึกก็ยังหลับใหล
ซูฉีเดินไปยังโถงหลัก ด้านนอกนั้น หวังฝานซีกำลังถือไม้กวาดทำความสะอาดอย่างขะมักเขม้น
“ฝานซี”
ซูฉีเอ่ยเรียก
“ท่านเจ้าอาราม ท่านออกจากด่านแล้วหรือขอรับ”
หวังฝานซีวิ่งเข้ามาด้วยความยินดี
“แล้วคนอื่นๆ เล่า”
ซูฉีมองไปรอบๆ แล้วเอ่ยถาม
“อาเจี๋ยกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ ส่วนพี่สาวเจียงเยว่อยู่ในครัวขอรับ”
หวังฝานซีกล่าว
ซูฉีพยักหน้า พลันสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังปราณบนร่างของหวังฝานซี จึงเอ่ยถามพลางยิ้ม “บรรลุขั้นสร้างฐานระดับกลางแล้วหรือ”
หวังฝานซีเกาศีรษะอย่างเขินอายแล้วกล่าวว่า “น่าละอายยิ่งนักขอรับ พรสวรรค์ของข้าทื่อทึบนัก เทียบกับอาเจี๋ยไม่ได้เลย”
ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของหมี่เจี๋ยนั้นเร็วกว่าหวังฝานซีอยู่ไม่น้อย ปัจจุบันบรรลุถึงขั้นสร้างฐานระดับสูงสุดแล้ว
คาดว่าอีกไม่กี่ปีก็อาจจะสามารถสร้างแก่นทองคำได้
“ทุกคนล้วนมีเส้นทางเป็นของตนเอง ขอเพียงยืนหยัดต่อไป ไม่ช้าก็เร็วก็จะได้พบกันบนจุดสูงสุด”
ซูฉีกล่าวพลางยิ้ม
“ข้าจะจำไว้ขอรับ!”
หวังฝานซีรีบพยักหน้ารับคำ
ซูฉีตบไหล่ของหวังฝานซีเบาๆ แล้วจึงเดินไปยังห้องครัว
เจียงเยว่นั่งอยู่หน้าเตาอย่างเงียบๆ กำลังก่อไฟหุงหาอาหาร
แสงแดดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง อาบไล้ใบหน้าด้านข้างของเจียงเยว่จนเกิดเป็นขอบสีทอง ลดทอนความองอาจลงส่วนหนึ่ง เพิ่มความอ่อนโยนขึ้นส่วนหนึ่ง
หลังจากซูฉีผลักประตูเข้ามา เจียงเยว่ก็หันกลับมา เมื่อเห็นซูฉีก็ลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจ “ท่านพี่ซู ท่านออกจากด่านแล้ว”
“อืม”
ซูฉีพยักหน้าแล้วเอ่ยหยอกล้อ “เหตุใดเจ้าถึงใช้เวลาอยู่ในครัวถึงสิบชั่วยามจากสิบสองชั่วยามในหนึ่งวันกันเล่า”
“เพราะการทำอาหารทำให้ข้ามีความสุขเจ้าค่ะ”
เจียงเยว่กล่าวพลางยิ้ม “ข้าถึงกับพบว่าเวลาที่ทำอาหาร ระดับบำเพ็ญเพียรของข้ากลับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าปกติเสียอีก”
“ใต้หล้านี้มีสามพันมรรคาวิถี หรือว่าของเจ้าจะเป็นวิถีแห่งครัวกัน”
ซูฉีกล่าวอย่างขบขัน
“หากมีวิถีเช่นนั้นอยู่จริง ข้าก็คิดว่ามันเหมาะกับข้ามากทีเดียวเจ้าค่ะ”
เจียงเยว่แสดงท่าทีสนใจใคร่รู้
“มานี่ ข้าจะให้ของบางอย่างแก่เจ้า”
ซูฉีกล่าวพลางยิ้มแล้วหยิบห่อเครื่องครัวออกมา
“เครื่องครัวมากมายขนาดนี้ ท่านพี่ซูไปเอามาจากที่ใดหรือเจ้าคะ”
เจียงเยว่เอ่ยถามอย่างสงสัย
เครื่องครัวเหล่านี้ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยพลังปราณอยู่บ้าง ไม่น่าใช่ของธรรมดาสามัญ
“ของเหล่านี้ข้าหลอมขึ้นมาเองทั้งหมด”
ซูฉีกล่าว
นี่คือของที่เขาสร้างขึ้นเล่นๆ ระหว่างที่ฝึกฝนวิชาหลอมศาสตรา
“ท่านพี่ซู ท่านถึงกับหลอมของเช่นนี้ขึ้นมา... ท่านนี่ช่าง...ช่างมีเอกลักษณ์เสียจริง”
เดิมทีเจียงเยว่คิดจะพูดว่า ‘ช่างไร้สาระสิ้นดี’ แต่เมื่อคำนึงถึงความรู้สึกของซูฉี จึงเปลี่ยนคำพูด
“ก็แค่หลอมขึ้นมาเล่นๆ ตอนที่รู้สึกเบื่อเท่านั้น”
ซูฉีกล่าวพลางยิ้ม
“เอ่อ...เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”
เจียงเยว่พยักหน้ากล่าว
หลังจากพบเจียงเยว่แล้ว ซูฉีก็ออกจากอารามฉางเซิง มุ่งหน้าไปยังเมืองชิงซี
ป่าท้อยังคงงดงามดังเดิม ราวกับนำพาซูฉีข้ามผ่านกาลเวลาหลายสิบปี ย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เขาเพิ่งมาถึงโลกใบนี้
หลังจากเดินผ่านป่าท้อ ซูฉียืนอยู่เบื้องหน้าเมืองชิงซี เมืองใหม่ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวคู่แห่งทิศตะวันตกเฉียงใต้นี้ ทำให้เขารู้สึกแปลกแยกอยู่บ้าง
นับตั้งแต่เมืองชิงซีขยับขยายจนใหญ่โตขึ้น เขาก็ไม่ค่อยได้มาที่นี่อีก
แม้ว่าที่นี่จะเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน แต่ซูฉีก็ยังคงคิดถึงวันวานที่ใช้เวลาเพียงสิบกว่านาทีก็สามารถเดินจากหัวเมืองไปถึงท้ายเมืองได้
ผู้คนในเมืองชิงซีมีมากขึ้น แต่คนที่ทักทายซูฉีกลับน้อยลง
ซูฉีเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยมากมาย ซึ่งบนใบหน้าเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราว
แต่ซูฉีก็ไม่ได้รู้สึกใคร่รู้เรื่องราวของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
เขาเดินทอดน่องไปตามถนนที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนอย่างอย่างไร้จุดหมาย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
บางทีอาจเป็นเพียงความปรารถนาที่จะได้กลับมามองดูวันเวลา ผู้คน และเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง
ขณะที่เดินมาถึงหน้าร้านซาลาเปาแห่งหนึ่ง
ซูฉีก็หยุดฝีเท้าลง
“เมตตาหน่อยเถิดขอรับ เมตตาหน่อยเถิด ข้าไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว”
ขอทานชราท่าทางปล่อยตัวผู้หนึ่ง ถือชามบิ่นๆ ใบหนึ่ง ยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งอยู่หน้าร้านซาลาเปา
แม้ในปากจะพร่ำพูดวาจาน่าสงสาร แต่บนใบหน้ากลับไม่ฉายแววทุกข์ร้อนแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ราวกับกำลังสนุกสนานกับเรื่องนี้
ยามมีคนเดินผ่าน เขาก็ยังเอ่ยปากทักทายหยอกล้อผู้คน
“แม่นาง เมื่อคืนข้าสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้า พบว่าดาวจื่อเวยอ่อนแสง ส่วนดาวหมาป่าสวรรค์รุกรานทิศเหนือ นี่มันเป็นลางบอกเหตุร้ายแรงนะ! ไม่ทราบว่าแม่นางยินดีจะร่วมกอบกู้โลกกับข้าหรือไม่”
“คนบ้า!”
“สหายท่านนี้ ข้าเห็นว่าใบหน้าของท่านมีแววเรื่องสตรี แต่บนศีรษะกลับมีสีเขียวจางๆ ปรากฏขึ้น เกรงว่าทุ่งหญ้าบนศีรษะท่านกำลังจะชุ่มฝนเป็นแน่แท้ ข้ามีชุดอาหารผักอยู่ชุดหนึ่ง สนใจจะลองดูหรือไม่”
“ไสหัวไป ไอ้ขอทานเหม็น!”
“ท่านลุง ข้าเห็นว่าดาวอู่ฉวี่สถิตในชะตาของท่าน เป็นดวงแห่งโชคลาภเงินทองไหลมาเทมา! ไม่ทราบว่าท่านยังขาดบุตรบุญธรรมคอยดูแลปรนนิบัติในยามชราหรือไม่ หากท่านไม่รังเกียจ ข้าจะเรียกท่านว่าพ่อบุญธรรมดีหรือไม่”
“ไอ้สารเลว แม้แต่คนแก่ก็ยังไม่เว้น! ขอให้ตายไวๆ เถอะ!”
…
เมื่อเห็นขอทานผู้นี้ ซูฉีก็รู้สึกว่าน่าสนใจอยู่บ้าง
เขาจึงเดินเข้าไป
ขอทานชรานั่งไขว่ห้าง กระดิกขาไม่หยุด ในปากก็ยังคงพร่ำบ่นไม่เลิก “เมตตาหน่อยเถิดขอรับ เมตตาหน่อยเถิด ไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว สองวันแล้ว”
ในตอนนั้นเอง ชามในมือของเขาก็หนักอึ้งขึ้น
ขอทานชราชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพบว่ามีซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่ขาวนุ่มราวปุยหิมะวางอยู่ในชามของตน
“โอ๊ะ! ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ”
ขอทานชราไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองว่าเป็นผู้ใด เขาคว้าซาลาเปาลูกใหญ่ขึ้นมายัดเข้าปาก เคี้ยวสองสามครั้งก็กลืนลงท้องจนหมดเกลี้ยง
หลังจากกินเสร็จ เขาก็ลูบท้องของตนเองแล้วกล่าวอย่างยังไม่หนำใจว่า “ขออีกสักลูกได้หรือไม่”