- หน้าแรก
- อุกกาบาตพลิกฟ้า
- ตอนที่ 1 ขับไล่
ตอนที่ 1 ขับไล่
ตอนที่ 1 ขับไล่
ตอนที่ 1 ขับไล่
ปฏิทินแห่งต้าฉิน ปี 2020 วันที่ 20 เดือนพฤษภาคม
อากาศแจ่มใส
เมืองหลวงแห่งแคว้นฉิน
โรงพยาบาลอันดับหนึ่ง
ภายในห้องผู้ป่วยที่กว้างขวาง
ชายหนุ่มผู้โชกไปด้วยเลือด
ชายชราที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง
และเหล่าผู้บริหารระดับสูงของสถาบันจงอู่ที่อยู่เต็มห้อง
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ใบหน้าของชายชราบนเตียงผู้ป่วย
ชายชราผมขาวร่างผอมแห้งคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าเตียงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โคจรเคล็ดวิชาเพื่อช่วยชีวิตชายชราที่หมดสติอย่างสุดกำลัง
“น้ำมันแห้งเหือด ตะเกียงมอดดับ ช่วยไม่ได้แล้ว”
เมื่อชายหนุ่มผู้โชกเลือดได้ยินดังนั้น แววตาของเขาก็เผยให้เห็นความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง เขาเม้มปากแน่น ไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้
ชายชราร่างผอมแห้งหันกลับมา มองชายหนุ่มแล้วถอนหายใจเบา ๆ “หลิงอี้ เธอต้องทำใจให้ดีนะ”
ราวกับเสียงฟ้าฟาดผ่าลงมาข้างหู ในใจของหลิงอี้ว่างเปล่าไปหมด พลังชีวิตและจิตวิญญาณของเขาราวกับถูกสูบออกไปจนสิ้น
ภายในห้องพลันบังเกิดเสียงถอนหายใจอย่างสุดซึ้ง
ชายชราผู้สร้างคุณูปการมากมาย อาจารย์ใหญ่ผู้เด็ดเดี่ยว ในที่สุดก็ไม่อาจยื้อไว้ได้
ผู้คนมากมายเดินทางมายังพิธีไว้อาลัย
ภาพถ่ายขาวดำขนาดใหญ่ของอาจารย์ใหญ่เสิ่นเซี่ยวอู๋แห่งสถาบันจงอู่ซึ่งมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าถูกแขวนไว้ตรงกลาง โถงพิธีดูขรึมขลังและสงบนิ่ง
ทุกคนที่ปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ต่างมีสีหน้าเศร้าสลด
หลิงอี้สวมชุดไว้ทุกข์ ยืนนิ่งราวกับท่อนไม้อยู่ที่ประตู โค้งคำนับตอบทุกคนที่เข้ามาอย่างเหม่อลอย
ผู้ที่มาแสดงความอาลัยจะพยักหน้าให้เขา ทักทาย และกล่าวคำว่าเสียใจด้วยนะ บางคนก็จะตบไหล่เขาเบา ๆ
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสหายรักของอาจารย์ใหญ่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
มีทั้งผู้บัญชาการระดับสูงในกองทัพ และผู้บริหารของสถาบันจงอู่
ข้างกายหลิงอี้มีเด็กสาวสองคนยืนร้องไห้จนกลายเป็นคนเจ้าน้ำตา พวกเธอคล้องแขนประคองกันและกัน โศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง
คนหนึ่งคือน้องสาวของเขา หลิงอวิ๋น อีกคนคือซูชิงชิง ซึ่งเหมือนกับหลิงอี้ พวกเขาล้วนเป็นเด็กที่อาจารย์ใหญ่รับมาเลี้ยงดู
พวงหรีดวางกองเต็มโถงพิธี
เพื่อไว้อาลัยแด่อาจารย์ใหญ่ผู้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้แก่แคว้นฉิน
นับได้ว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดในวาระสุดท้าย!
ผู้อาวุโสเฉินเฟิง หมอเทวดาแห่งแคว้นฉินผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำการรักษาอาจารย์ใหญ่ สวมชุดสีดำ ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ เดินมาอยู่ข้างกายหลิงอี้ ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “หลิงอี้ คนเราย่อมมีวันตาย อย่าเสียใจเกินไปเลย พ่อบุญธรรมของเธอกับฉันเป็นสหายรักกันมานานปี เชื่อว่าเขาก็คงไม่อยากเห็นเธอจมปลักอยู่กับความสิ้นหวังแบบนี้ บาดแผลบนร่างกายของเธอก็หนักหนามาก ต้องรีบรักษาดูแล ไว้เสร็จเรื่องแล้ว เธอค่อยมาหาฉัน จะลองช่วยปรับลมปราณให้...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายชราก็เหมือนจะพูดอะไรต่อแต่ก็หยุดไป สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจ
หลิงอี้พยักหน้าเบา ๆ “ลุงเฉิน ขอบคุณครับ”
แววตาที่เฉินเฟิงมองมายังเขาเต็มไปด้วยความเสียดาย เขาเดินเลี่ยงไปอีกทาง ไม่ต้องการรบกวนเด็กหนุ่มผู้หัวใจสลายคนนี้มากเกินไป
ในขณะนั้น ชายวัยกลางคนใบหน้าสี่เหลี่ยมที่เคยปรากฏตัวในห้องผู้ป่วยก็เดินเข้ามาข้างกายเขา ถามเสียงเบาว่า “หมอเทวดา หลิงอี้เป็นอะไรไปเหรอครับ?”
“รองอาจารย์ใหญ่จ้าว...” ท่านหมอเทวดาเฉินเฟิงเห็นผู้มาเยือน จึงตอบกลับโดยไม่ลังเล “อาการบาดเจ็บของหลิงอี้รุนแรงมาก เส้นลมปราณติดขัดอุดตัน จุดชีพจรถูกผนึก ประกอบกับการตายของผู้เฒ่าเสิ่น ด้วยความโศกเศร้าอย่างยิ่ง เกรงว่า...คงไม่มีโอกาสแล้ว”
“รุนแรงขนาดนี้เชียว?” ชายวัยกลางคนตกตะลึงเล็กน้อย
หมอเทวดาพยักหน้า ถอนหายใจ “ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้มัวแต่สนใจผู้เฒ่าเสิ่น ไม่ได้สังเกตว่าเด็กคนนี้บาดเจ็บสาหัสมาก เฮ้อ อัจฉริยะที่ดี ๆ คนหนึ่ง กลับต้องมาลงเอยแบบนี้”
พูดแล้วก็ถอนหายใจหนัก ๆ อีกครั้ง มองชายวัยกลางคนด้วยแววตาจริงจัง “เทียนผิง หลิงอี้เป็นลูกบุญธรรมของผู้เฒ่าเสิ่น แถมยังเป็นศิษย์ที่เขาให้ความสำคัญที่สุดด้วย คุณเป็นรองอาจารย์ใหญ่อันดับหนึ่งของสถาบันจงอู่ ต่อไปตำแหน่งก็น่าจะเป็นของคุณ เด็กคนนี้น่าสงสารมาก ในอนาคตคงต้องรบกวนคุณช่วยดูแลเขาให้มากหน่อย”
“วางใจได้เลย นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว” จ้าวเทียนผิงรับประกันด้วยสีหน้าจริงจัง รอจนกระทั่งเฉินเฟิงเดินจากไป จึงขมวดคิ้วเหลือบมองไปยังทิศทางของหลิงอี้ พลางพึมพำ “กลายเป็นขยะไปแล้วสินะ...”
หลิงอี้จำไม่ค่อยได้ว่าพิธีศพจบลงอย่างไร และจำไม่ได้ว่าตนเองกลับมาจากสุสานได้อย่างไร
เขารู้สึกเพียงว่าสติเลื่อนลอย ฝีเท้าเหมือนเหยียบอยู่บนปุยฝ้าย เดินผ่านจัตุรัสที่พลุกพล่านของสถาบันจงอู่อย่างเงียบงัน เมินเฉยต่อสายตาที่บ้างก็สงสาร บ้างก็ซับซ้อน บ้างก็แปลกประหลาดของเหล่ารุ่นน้องในจัตุรัส และกลับมาถึงบ้านเพียงลำพัง
ซูชิงชิงเป็นห่วงว่าหลิงอวิ๋นจะเห็นของแล้วคิดถึงคนึงหา จึงพาเธอไปยังหอพักของตนเอง
ที่บ้านจึงเหลือเพียงหลิงอี้คนเดียว
บ้านที่เคยอบอุ่นและคุ้นเคย บัดนี้กลับกลายเป็นเย็นชาและแปลกหน้า
เมื่อมองดูทุกสิ่งที่คุ้นตา หลิงอี้ก็ยังไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่าพ่อบุญธรรมของเขาได้จากไปแล้ว
หากไม่ใช่เพราะต้องการพาเขากลับมา แม้ถูกซุ่มโจมตี พ่อบุญธรรมก็น่าจะหลบหนีไปได้
ความรู้สึกผิดอย่างรุนแรงเปรียบเสมือนมีดที่แหลมคม คอยทิ่มแทงหัวใจของเขาอยู่ตลอดเวลา
มันเจ็บปวดมาก!
สามวันก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นปกติ!
พ่อบุญธรรมที่พาเขาเข้าไปในภูเขาเหลาเฮยเพื่อทำภารกิจสำเร็จการศึกษาให้ลุล่วง ยังคงย่างเนื้ออสูรปีศาจ พูดคุยและหัวเราะกับเขา ทั้งสองคนดื่มเหล้าด้วยกัน หลิงอี้พูดถึงแผนการในอนาคตของเขาอย่างองอาจภาคภูมิ
เขาไม่ชอบการต่อสู้ฆ่าฟัน กลับปรารถนาชีวิตที่สงบสุขมากกว่า รู้สึกว่าการสอนหนังสือในสถาบันก็เป็นเรื่องที่ดี
พ่อบุญธรรมที่ในสายตาคนนอกดูเคร่งขรึมและจริงจัง กลับยิ้มและบอกกับเขาว่าใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองชอบก็ดีแล้ว และยังบอกให้เขารีบหาภรรยา บอกว่าในชั้นเรียนของหลิงอี้มีเด็กสาวคนหนึ่งที่ไม่เลวเลย สามารถไปจีบได้ ถึงตอนนั้นจะได้รีบมีหลานให้ท่านเลี้ยง หลังจากเกษียณแล้วจะได้มีอะไรทำ
ภาพอันอบอุ่นเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ
แต่บัดนี้ กลับเหลือเพียงหลิงอี้ที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในบ้านที่ว่างเปล่า ส่วนพ่อบุญธรรม...กลับนอนอยู่ในสุสานที่เยือกเย็นยิ่งกว่า
อยู่คนละภพ ไม่สามารถพบเห็นกันได้อีกต่อไป
อุกกาบาตที่ตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างกะทันหัน การซุ่มโจมตีที่ไม่คาดฝัน การหลบหนีที่ทุลักทุเล...เส้นทางแห่งโชคชะตาของเขา เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงนับจากนี้
ห้องเป็นระเบียบเรียบร้อย ปกติแล้วเขาเป็นคนทำความสะอาดมาโดยตลอด
หลิงอี้เป็นคนค่อนข้างขี้เกียจ แต่เรื่องความสะอาดเขากลับใส่ใจเสมอ หรืออาจจะถึงขั้นใส่ใจจนยึดติดเลยทีเดียว
จริง ๆ แล้วก็คือมีนิสัยรักสะอาดนิดหน่อย
คนที่คุ้นเคยรอบตัวต่างก็รู้ดี
ไม่ได้กลับมาพักหนึ่ง ห้องจึงมีฝุ่นจับเล็กน้อย เขาหยิบอุปกรณ์ขึ้นมา และเริ่มทำความสะอาด
นอกจากเรื่องนี้แล้ว หลิงอี้ก็ไม่รู้ว่าตนเองจะสามารถทำอะไรได้อีก
บ้านหลังใหญ่เป็นวิลล่าขนาดเล็กที่มีรั้วรอบขอบชิด ด้วยตำแหน่งและสถานะของอาจารย์ใหญ่ ต่อให้จะอยู่บ้านที่ใหญ่และดีกว่านี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่อีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ หลิงอี้ยิ่งไม่ใส่ใจ
สำหรับเขา ขอแค่มีที่ซุกหัวนอนก็ดีมากแล้ว ไม่ได้มีความต้องการสูงส่งอะไร
บ้านใหญ่ขนาดนี้ หากต้องการทำความสะอาดทั้งหมด หากไม่มีสักหนึ่งหรือสองชั่วโมงคงทำไม่เสร็จอย่างแน่นอน
เพิ่งทำความสะอาดไปได้ครึ่งหนึ่ง กริ่งประตูก็ดังขึ้นมาทันที
หลิงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในเวลาเช่นนี้ไม่น่าจะมีใครมารบกวน
เขาไม่สนใจ แต่กริ่งประตูกลับดังอยู่อย่างดื้อรั้น ราวกับมั่นใจว่ามีคนอยู่ข้างใน เสียงดังรบกวนจนหลิงอี้รู้สึกหงุดหงิดใจ
เขาลงมาชั้นล่าง เปิดประตูออกและเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย รวมถึงใบหน้าที่ค่อนข้างคุ้นเคยซึ่งอยู่เบื้องหลังใบหน้านั้น
หลิงอี้มองพวกเขาอย่างประหลาดใจเล็กน้อย
คนเจ็ดแปดคนที่ยืนอยู่นอกประตูล้วนเป็นคนที่เขาค่อนข้างคุ้นเคย มาจากฝ่ายตรวจการวินัยของสถาบันจงอู่
ถ้าเป็นคนจากสถาบันมาเยี่ยมเยียน ก็น่าจะเป็นคนจากสหภาพแรงงานสิ คนจากฝ่ายตรวจการวินัยมาที่นี่ มันหมายความว่าอย่างไร?
ผู้นำกลุ่มเป็นชายหนุ่มอายุสามสิบกว่าปี มีสีหน้าเรียบเฉย
รอยยิ้มที่เป็นมิตรหรือแม้กระทั่งประจบประแจงที่เคยมีเมื่อเจอหน้าหลิงอี้ในวันวานได้หายไปจนหมดสิ้น
ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งขรึม ราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มองหลิงอี้แล้วถามว่า “หลิงอี้ ฉันมาในนามของสถาบัน เพื่อประกาศคำตัดสินลงโทษนาย”
คนอื่น ๆ ที่ปกติแล้วเรียกเขาว่าพี่อี้ ๆ ไม่ขาดปาก บัดนี้กลับมีสีหน้าเคร่งขรึมกันทุกคน แผ่รังสีเย็นชาออกมาทั่วร่าง
หลิงอี้ยืนนิ่งงัน ถามออกไปโดยไม่รู้ตัว “ลงโทษ? ลงโทษอะไร?”
ชายหนุ่มไม่ตอบ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมโดยตรง “นายสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินของสถาบัน ที่ประชุมของสถาบันจงอู่ มีมติให้ขับหลิงอี้ออกจากสถานศึกษา โดยให้มีผลทันทีนับตั้งแต่ที่ได้แจ้งประกาศนี้แก่เจ้าตัว!”
พูดจบ ชายหนุ่มมองหลิงอี้แล้วกล่าวช้า ๆ
“หลิงอี้ ผู้บริหารสถาบันคำนึงถึงว่านายเป็นลูกบุญธรรมของอาจารย์ใหญ่ การลงโทษนายเลยจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ”
“แต่บ้านหลังนี้เป็นทรัพย์สินของสถาบัน จำเป็นต้องยึดคืน นอกจากของใช้ส่วนตัวแล้ว นายเอาอะไรที่ไม่ใช่ของนายไปจากที่นี่ไม่ได้”
“ให้เวลาสองชั่วโมงในการเก็บของใช้ส่วนตัว และออกจากสถาบันไปซะ”
ชายหนุ่มหยุดไปครู่หนึ่ง มองหลิงอี้แล้วพูดต่อ “พวกเราจะคอยเฝ้าสังเกตตลอดกระบวนการ”
หลิงอี้ขมวดคิ้ว “นี่เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารสถาบันเหรอ?”
ชายหนุ่มพยักหน้า กล่าวอย่างเย็นชา “ในขณะเดียวกัน เพราะนายสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินของสถาบัน ทางสถาบันเลยยื่นขออายัดบัญชีส่วนตัวของนายแล้ว”
“นับจากนี้เป็นต้นไป เงินทุกจำนวนที่เข้าบัญชีส่วนตัวของนาย จะถูกโอนไปบัญชีทางการของสถาบันจงอู่โดยตรง”
“จนกว่านายจะชดใช้หนี้สินสามร้อยล้านจนครบ”
ชายหนุ่มมองหลิงอี้ที่ยืนนิ่งอยู่ที่นั่น “อย่ามัวแต่ยืนนิ่งสิ นายมีเวลาแค่สองชั่วโมงนะ”
หลิงอี้มองชายหนุ่ม “ทำไม?”
“ทำไมอะไร?” ชายหนุ่มมองหลิงอี้ “ฉันเป็นแค่คนส่งข่าว มีอะไรก็อย่ามาลงที่ฉัน นี่เป็นการตัดสินใจของผู้บริหาร ไม่เกี่ยวกับฉัน ถ้ามีปัญหาก็ไปถามผู้บริหารเอาเอง อย่ามายุ่ง”
“ผู้บริหารคนไหน? ฉันไปทำอะไรมา? ทำไมถึงสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินของสถาบัน? สามร้อยล้าน? นี่นายล้อเล่นอยู่หรือเปล่า? พูดมาให้ชัด ๆ!”
หลิงอี้โกรธจนหัวเราะออกมา
ต่อให้จะยัดเยียดข้อหาก็ต้องมีเหตุผลอ้างบ้างไม่ใช่เหรอ?
อีกฝ่ายกลับสาดโคลนใส่เขาโดยตรง!
แถมยังกุตัวเลขมหาศาลถึงสามร้อยล้านขึ้นมา...ตลกสิ้นดี
“อย่ามาจี้ฉันไม่ปล่อยสิ ฉันบอกแล้วว่าฉันเป็นแค่คนส่งข่าว!” ชายหนุ่มเน้นย้ำ มองหลิงอี้อย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าไม่พอใจก็ไปถามผู้บริหารเอาเองสิ!”
“ผู้บริหารคนไหน?” หลิงอี้พยายามข่มความโกรธในใจอย่างสุดกำลัง
“จะไปรู้ได้ยังไง?” ชายหนุ่มเหลือบตามองบน เร่งเร้าว่า “รีบ ๆ หน่อยเถอะ พวกฉันเสร็จธุระแล้วยังต้องไปดื่มเหล้าล้างซวยอีก...คิดว่าฉันอยากมาที่นี่นักหรือไง?”
หลิงอี้สูดหายใจเข้าลึก ๆ มองชายหนุ่มแล้วพยักหน้า “ได้ พวกนายรออยู่ตรงนี้แหละ”
พูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เตรียมจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แม้ว่าพ่อบุญธรรมจะเคยเตือนเขาไว้แล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามสักคำว่าทำไม?
“บอกให้รีบเก็บของ จะโทรหาหอกอะไร?”
ชายคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังของผู้นำกลุ่มเดินขึ้นมา ยื่นมือออกไปผลักไหล่ของหลิงอี้
หลิงอี้ยกขาเตะทันที!
แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับเหมือนเตรียมตัวมาแล้ว ฝ่ามือที่ผลักมาทางหลิงอี้พลันตบไปยังรองเท้าของเขาในทันที
ฝ่ามือส่งเสียงแหวกอากาศ ทรงพลังอย่างยิ่ง ยอดยุทธ์ขอบเขตจี้สกัดจุดระดับสอง ทุกการโจมตีล้วนแฝงไว้ด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว
ปัง!
หลิงอี้เตะไปบนฝ่ามือที่ตบเข้ามาของชายคนนั้น ร่างกายถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งซีดขาวยิ่งขึ้น
จุดชีพจรถูกผนึก ไม่สามารถใช้พลังอันแข็งแกร่งออกมาได้ ถูกฝ่ามือของชายคนนี้กระแทกจนอวัยวะภายในปั่นป่วนไปหมด
คนอื่น ๆ อีกหลายคนก็กรูเข้ามา หลิงอี้ถอยกลับไปที่ประตูวิลล่า หอบหายใจเล็กน้อย
ชายที่ผลักหลิงอี้ถอยไปได้ด้วยฝ่ามือเดียวมีสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม แค่นเสียง “กลายเป็นขยะไปแล้ว ยังคิดว่าตัวเองเป็นยอดฝีมือระดับสองเหมือนเมื่อก่อนอยู่หรือไง?”
หลิงอี้เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง รู้เรื่องที่เขาบาดเจ็บเร็วขนาดนี้เลยหรือ?
ชายหนุ่มผู้นำกลุ่มมองท่าทีที่พร้อมจะลงไม้ลงมือของคนข้าง ๆ แล้วแค่นเสียงเย็นชา “พอได้แล้ว อย่าไปรังแกคนไร้ค่าเลย เดี๋ยวจะมีคนว่าพวกเราใจจืดใจดำ”
พูดจบก็มองหลิงอี้ “ถือว่ารู้จักกันมาครั้งหนึ่ง จะให้เกียรตินายเป็นครั้งสุดท้ายโดยการไม่เข้าไปข้างใน จำไว้ว่าอีกสองชั่วโมง พวกเราจะกลับมาติดแถบผนึก!”
หลิงอี้ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่มองกลุ่มคนเหล่านั้นจากไปอย่างเงียบ ๆ
รอจนกระทั่งเงาของพวกเขาหายลับไป ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง เลือดสีสดสาดกระเซ็นลงบนขั้นบันไดที่สะอาด
รอยเลือดสีแดงฉานสดใสอย่างยิ่ง
หลิงอี้หยิบซองกระดาษทิชชูออกมาจากกระเป๋า ย่อตัวลง และค่อย ๆ เช็ดคราบเลือดเหล่านั้นออกอย่างยากลำบาก
สิบกว่านาทีต่อมา
หลิงอี้ที่เหงื่อท่วมตัวและใบหน้าซีดขาวในที่สุดก็เช็ดคราบเลือดเหล่านั้นออกจนหมด แต่ร่างกายกลับทรงตัวไม่อยู่ ไม่สนใจความสกปรก นั่งลงบนขั้นบันได หอบหายใจอย่างแรง
เมื่อมองดูขั้นบันไดที่ยังมีรอยเลือดจาง ๆ หลงเหลืออยู่เบื้องหน้า ความโศกเศร้าก็ถาโถมเข้ามา ความรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเอ่อล้นขึ้นมาในใจ
นี่คือบ้านของเขา บ้านที่เขาอยู่มาสิบกว่าปี!
แต่เมื่อไม่มีพ่อบุญธรรมแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่บ้านหลังหนึ่งเท่านั้น
จะยึดก็ยึดไป เขาไม่ได้ใส่ใจ
แต่สถาบันมีสิทธิ์อะไรมาขับไล่เขา?
แถมยังใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีที่ทำลายล้างคนได้อย่างสิ้นเชิงเช่นนี้
สามร้อยล้าน...ทั้งชีวิตก็คงชดใช้ไม่หมด ช่างมองเขาในแง่ดีเกินไปแล้ว!
เหตุผลในการขับไล่นี้ฟังดูไร้สาระอย่างยิ่ง หรืออาจจะเหมือนเรื่องตลกที่ต่ำตมจนไร้ขีดจำกัด!
แต่กลับกลายเป็นความจริง!
และเมื่อครู่นี้เอง โทรศัพท์มือถือของเขาก็ได้รับข้อความว่าบัญชีส่วนตัวถูกอายัด
เหลืออีกไม่กี่วันก็จะสำเร็จการศึกษาแล้ว กลับมาขับไล่เขาออกในเวลาแบบนี้...
แล้วยังอายัดบัญชีส่วนตัวของเขาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เงินในบัตรอาจไม่นับว่าเป็นจำนวนมหาศาล แต่ก็มีอยู่กว่าล้าน
เป็นเงินที่เขาพยายามเก็บสะสมมาทีละเล็กทีละน้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้ก็ไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไปแล้ว
ตอนนี้ในบัตรอาจจะไม่มีเงินเหลืออยู่แล้วก็ได้
ถูกโอนไปแล้ว!
นี่ต้องแค้นเคืองกันขนาดไหน?
คนจากไป ชาก็เย็นชืดทันทีงั้นเหรอ?
อยากกำจัดเขาให้สิ้นซากเลยเหรอ?
ความรู้สึกคับแค้นใจและความโกรธอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความเลือดร้อนและความหุนหันพลันแล่น คอยส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเขาอยู่ตลอดเวลา
แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อย่างน้อยก็ต้องถามให้รู้เรื่อง!
แต่ในหัวกลับนึกถึงคำพูดที่พ่อบุญธรรมพูดระหว่างทาง ตอนที่พาเขาหนีออกมาจากภูเขาเหลาเฮย
“ลูกพ่อ ครั้งนี้พ่อคงไม่รอดแล้ว บาดเจ็บหนักเกินไป ไม่ต้องปลอบใจหรอก พ่อรู้ตัวดี”
“ชีวิตนี้พ่อไม่มีเงินเก็บอะไรมากนัก นอกจากบ้านเก่าที่เมืองชุนเฉิงแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะทิ้งไว้ให้”
“สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพ่อคือการได้รับเลี้ยงพวกเธอไม่กี่คน และเลี้ยงดูพวกเธอจนเติบใหญ่”
“ชิงชิงอยู่ในกองทัพ พ่อไม่เป็นห่วง เธอก็ใกล้จะสำเร็จการศึกษาแล้ว มีแค่เสี่ยวอวิ๋นที่ยังเล็ก เธอกับชิงชิงต้องปกป้องเธอให้ดี”
“พ่อเป็นคนตรงไปตรงมา หลายปีมานี้ก็ล่วงเกินคนไปไม่น้อย และเพราะเคยอยู่ในกองทัพ การเข้ามาในสถาบันจงอู่จึงถูกหลายคนมองว่าเป็นการรุกรานสถาบันของฝ่ายทหาร...”
“ตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไร พอพ่อตาย หลายคนก็ต้องกระโดดออกมาสร้างความวุ่นวายเป็นคนแรกอย่างแน่นอน”
“คนที่จะได้รับผลกระทบจะมีมากมาย คนอื่นพ่อไม่เป็นห่วง มีแค่เธอที่ยังเด็กเกินไป...ประสบการณ์ยังน้อยเกินไป”
“เธอต้องจำไว้ว่า ระวังจ้าวเทียนผิงไว้ให้ดี คนคนนี้ใจคอคับแคบ ก่อนหน้านี้ถูกพ่อกดขี่มานานหลายปี เขาคงไม่ปล่อยเธอไปแน่ หลังจากกลับไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จำไว้ว่าอย่าไปปะทะกับเขาโดยตรง”
“ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง ขอบเขตพลัง หรือประสบการณ์ชีวิต เธอยังด้อยกว่าเขามากนัก”
“ถ้ามีคนมาหาเรื่องเธอ สาดโคลนใส่เธอ ก็ให้โยนความรับผิดชอบทั้งหมดมาให้พ่อ ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะพูดถึงเธอยังไง จำไว้ว่า พ่อเป็นคนสั่งให้เธอทำแบบนี้!”
“ที่สำคัญที่สุด หลิงอี้ จำไว้...ความลับบนร่างกายของเธอ ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด!”
“แม้แต่เสี่ยวอวิ๋นกับชิงชิงก็ไม่ได้! ยอดยุทธ์ระดับสูงสุดที่แท้จริงสามารถค้นวิญญาณได้!”
“อย่าลืมบอกเสี่ยวอวิ๋นกับชิงชิงว่าคนเราย่อมมีวันตาย อย่าเสียใจเรื่องพ่อเลย เพียงแต่เสียดายอยู่บ้างที่ไม่ได้เห็นพวกเธอสวมชุดเจ้าสาวในวันนั้น...”
“ที่บ้านเก่ามีค่ายกลที่พ่อวางไว้ เธอก็รู้วิธีใช้ ถ้ามีอันตราย ก็พาเสี่ยวอวิ๋นกลับไปที่เมืองชุนเฉิง”
“หลิงอี้ ต่อไปเธอต้องตั้งใจฝึกฝน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ต้องรู้จักอดทนอดกลั้น เรียนรู้ที่จะเก็บงำประกาย!”
“อย่าโอ้อวดฝีปาก อย่าห้าวหาญชั่วครู่ และอย่าพยายามคิดจะแก้แค้นให้พ่อ”
“ใช้ชีวิตต่อไปตามความคิดเดิมของเธอ ขอแค่พวกเธอทั้งสามคนมีชีวิตที่แข็งแรงและปลอดภัยตลอดไป พ่ออยู่ที่ปรโลกก็จะนอนตายตาหลับ”
ระหว่างทางหลบหนี พ่อบุญธรรมรู้ตัวว่าเวลาของตนเหลือน้อยแล้ว จึงพูดคุยกับหลิงอี้ในหัวข้อที่ไม่เคยพูดถึงมาก่อนมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ประโยคสุดท้ายที่เขาพูด ทำให้หลิงอี้ประทับใจเป็นพิเศษ
เขาพูดว่า
“พ่อรู้ว่าเด็กอย่างเธอ ภายนอกอาจดูเกียจคร้าน แต่ลึก ๆ แล้วกลับเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและความเลือดร้อน ต้องเข้าใจว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เธออยากจะถามว่า ‘ทำไม’ กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จริง ๆ แล้วในใจเธอก็มีคำตอบอยู่แล้ว ดังนั้น อย่าหุนหันพลันแล่นเพราะความไม่เต็มใจ แค่จดจำไว้ในใจเงียบ ๆ ก็พอ”
หลิงอี้ได้ยินทั้งหมด และจดจำไว้ในใจ
แต่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าคนกลุ่มนี้จะทำกันเกินไป
ก่อนหน้านี้ในใจยังคงมีความหวังอยู่ริบหรี่ คิดว่าขอแค่ตัวเองอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น
ตอนนี้มาคิดดูแล้วช่างน่าขันนัก เขายังเด็กเกินไปจริง ๆ
คนกลุ่มนั้น… ไม่สนใจเลยว่ากระดูกของอาจารย์ใหญ่ยังไม่ทันจะเย็น!
และไม่สนใจเลยว่าจะสร้างผลกระทบอะไรขึ้นมา
พวกเขาต้องการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของอาจารย์ใหญ่ตามอำเภอใจ!
อยากทำแบบนี้ให้คนอื่นดู!
ไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น!
ใช้วิธีการโหดเหี้ยมและทารุณ ไม่เหลือทางรอดใด ๆ ไว้ให้เลย!
แทบรอไม่ไหวที่จะทำลายเขาให้สิ้นซาก!