- หน้าแรก
- ย้อนอดีตลิขิตวิถีเทวะ!
- บทที่ 100 : ในบรรดาผู้ที่ข้ารู้จัก เพลงกระบี่ของท่านนับเป็นที่สอง (ฟรี)
บทที่ 100 : ในบรรดาผู้ที่ข้ารู้จัก เพลงกระบี่ของท่านนับเป็นที่สอง (ฟรี)
บทที่ 100 : ในบรรดาผู้ที่ข้ารู้จัก เพลงกระบี่ของท่านนับเป็นที่สอง (ฟรี)
บทที่ 100 : ในบรรดาผู้ที่ข้ารู้จัก เพลงกระบี่ของท่านนับเป็นที่สอง
“เอ่อ ท่าน… สบายดีนะขอรับ”
ไม่คาดคิดว่าเขายังมิได้เอ่ยปาก หนิงเจาอวิ๋นกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน เพียงแต่เอ่ยปากออกมาก็ติดอ่างอย่างน่าอาย ทำให้นางอยากจะตบหน้าตนเองสักฉาด
ปากนี่ช่างไม่รักดีเสียจริง!
“สบายดีขอรับ”
ใต้หน้ากากอสรพิษสีเขียวของซูไป๋เนี่ยน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ครั้งที่แล้วมิได้กล่าวขอบคุณ ข้าชื่อหนิงเจาอวิ๋น ขอบคุณสำหรับบุญคุณที่ช่วยชีวิต” หนิงเจาอวิ๋นพยายามสงบสติลงได้โดยยากลำบาก เอื้อมมือไปเสยผมที่ข้างหูโดยสัญชาตญาณ
ซูไป๋เนี่ยนอดที่จะตะลึงงันมิได้
“ท่านมองอะไรหรือ?”
หนิงเจาอวิ๋นเบือนหน้าไปอีกทาง ตุ้มหูหยกสั่นไหวเบา ๆ ใบหูแดงระเรื่อ
แม้จะเพิ่ง ‘พบกันครั้งที่สอง’ หรืออาจจะเป็นครั้งที่สาม
คุณหนูรองแห่งตระกูลหนิงในวันนี้ ดูเหมือนจะงดงามเป็นพิเศษ นางราวกับจงใจแต่งกายมาเป็นอย่างดี สวมชุดกระโปรงเมฆาพับซ้อนร้อยชั้น สีชมพูขาวไล่ระดับกัน เข้ากับบรรยากาศวสันต์ ณ ที่แห่งนี้อย่างยิ่ง
บนศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกขาวรูปดอกบัว ตุ้มหูกับปิ่นผมเข้าชุดกัน ส่งเสียงกริ๊งกร๊างในสายลม ผมยาวสลวยดุจน้ำตกยาวถึงเอว ประดับด้วยจักจั่นทองคำหยกสองสามตัว ขับเน้นเสน่ห์ของเด็กสาวออกมาได้อย่างพอดิบพอดี
“ความงามของแม่นางหนิงน่าทึ่งยิ่งนัก เหนือกว่าวสันตฤดูอยู่บ้าง ข้าน้อยไม่ระมัดระวังเสียแล้ว” ซูไป๋เนี่ยนหันไปมองผิวน้ำในแม่น้ำชิงเหอ กล่าวอย่างใจเย็น
ทว่าหากซูไป๋เนี่ยนหันกลับมาในยามนี้ จะต้องพบว่าทั้งใบหน้าของหนิงเจาอวิ๋นแดงระเรื่อไปหมดแล้ว นางกุมหัวใจที่เต้นระรัว ในใจลอบกล่าวว่า ‘คนผู้นี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่’
ข้างกายมิได้มีเสียงตอบกลับมา
ดูเหมือนจะกำลังตั้งใจชมทิวทัศน์วสันต์อยู่เช่นกัน
ก็ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
แม้ดูจะยาวนานมาก แต่ดูเหมือนจะเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว
เมื่อเทียบกับความเย็นชาต่อหน้า ‘ซูไป๋เนี่ยน’ แล้ว หนิงเจาอวิ๋นที่ ‘เจี้ยนไป๋ซู’ กำลังเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้ราวกับเป็นคนละคน
“อันที่จริงแล้ววันนี้ที่ศึกกระบี่ข้ามแม่น้ำชิง ข้าได้พบท่านแล้ว” หนิงเจาอวิ๋นเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
คนทั้งสองต่างก็สงบจิตใจลง ในที่สุดก็ทำลายความอึดอัดลงได้
"ไม่ได้คิดเลยว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้"
"ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกันอีกที่นี่"
หนิงเจาอวิ๋นกับซูไป๋เนี่ยนแทบจะเอ่ยปากพร้อมกัน จากนั้นก็สบตากันแล้วยิ้ม
“ต้องขอบคุณแม่นางหนิงที่ชี้แนะอีกด้วย” ซูไป๋เนี่ยนกล่าว
“ไม่มีข้า ท่านก็ทำได้”
“เช่นนั้นเกรงว่าจะต้องประสบกับความยากลำบากอยู่บ้าง” ซูไป๋เนี่ยนยิ้ม
“เพลงกระบี่ของท่านยอดเยี่ยมมาก” หนิงเจาอวิ๋นกล่าว
“เมื่อเทียบกับแม่นางหนิงแล้ว น่าจะยังห่างไกลอยู่มากนัก” ซูไป๋เนี่ยนกล่าว
หนิงเจาอวิ๋นหันไปมองแม่น้ำชิง ริมฝีปากแดงระเรื่อยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว
“ข้าไม่เชี่ยวชาญเพลงกระบี่” หนิงเจาอวิ๋นส่ายหน้า “แต่ในบรรดาผู้ที่ข้ารู้จัก เพลงกระบี่ของท่านในวันนี้ นับเป็นที่สองได้”
ดูเหมือนจะแปลกหน้า
ดูเหมือนจะคุ้นเคย
ทว่ากลับราวกับสหายที่มิได้พบกันมานาน ที่ค่อยๆสนทนากันขึ้น
“ผู้ที่เป็นที่หนึ่งคือผู้ใดรึ?” ซูไป๋เนี่ยนอดที่จะเอ่ยถามมิได้
เฟิงอีสื่อย่อมไม่นับ เพราะเขามิใช่นับเป็นคนที่หนิงเจาอวิ๋นรู้จัก ‘รู้จัก’ ที่นางกล่าวถึงนั้น เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา
“เป็นคนที่ข้าไม่ค่อยชอบเท่าไร แต่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาก”
หนิงเจาอวิ๋นดูเหมือนจะถอนหายใจ
“คนที่ทำร้ายท่านในวันนั้นรึ?”
ในสมองของซูไป๋เนี่ยนฉายภาพประกายกระบี่ที่ราวกับอสุนีบาตในคืนวันขึ้นสิบเอ็ดค่ำเดือนอ้าย
หนิงเจาอวิ๋นพยักหน้าเบา ๆ
“ท่านต้องการจะชนะนางรึ?” ซูไป๋เนี่ยนเอ่ยถาม
“คิดมาตั้งแต่เล็กแล้ว เพียงแค่ชนะครั้งเดียว ก็พอ” หนิงเจาอวิ๋นมิได้ปิดบังความคิดของตนเองเลยแม้แต่น้อย
“ในอนาคตหากมีโอกาส ข้าจะช่วยท่านเอง” ซูไป๋เนี่ยนให้คำมั่นสัญญา
เพียงแค่ผ่านด่านอดีตชาติของหนิงเจาอวิ๋นได้ ด้วยพรสวรรค์ระดับเซียนที่เมี่ยวเซิงอีค่อย ๆ แสดงออกมา อย่าว่าแต่จะเอาชนะเลย ต่อให้บนเส้นทางวิชากระบี่ที่อีกฝ่ายเชี่ยวชาญที่สุด กดดันคนผู้นั้นก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
หากต้องการจะเอาชนะนางได้
ต้องรอให้เขาบนเส้นทางวิชากระบี่ก้าวหน้าไปอีกขั้น หลายขั้น จึงจะมีความมั่นใจทำได้
คนทั้งสองยืนอยู่ริมแม่น้ำ
มองดูแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว สนทนากันมากมาย
ตั้งแต่เรื่องการบำเพ็ญเพียร ไปจนถึงเรื่องสนุก ๆ ในยุทธภพ ความลับในโลกบำเพ็ญเพียร แล้วก็ถึงทัศนะคติต่อชีวิต
ราวกับมีเรื่องให้คุยกันไม่รู้จบ
ยังมีเรื่อง ‘สามเคราะห์ร้าย โลภ โกรธ หลง’ ที่หนิงเจาอวิ๋นกล่าวถึงอีกด้วย
ซูไป๋เนี่ยนพลันเกิดความสนใจขึ้นมา
ตัวเขาในตอนนี้คลั่งไคล้วิชากระบี่มาก
สามารถกล่าวคำเช่น ‘ใช้ปัญญาข่มความโลภ ใช้เจตจำนงข่มความโกรธ ใช้การหยั่งรู้โดยสิ้นเชิงข่มความหลง’ ได้ เห็นได้ชัดว่าหนิงเจาอวิ๋นในชาตินี้มีความเข้าใจในทั้งสองสำนักพุทธและเต๋าอย่างลึกซึ้ง
“ข้ามีสหายผู้หนึ่ง บำเพ็ญเพียรอยู่ที่อารามไท่เหอเซียนจวิน วิชากระบี่ของนาง ข้ามองไม่ออก บางทีนางอาจจะเป็นคนที่ข้ารู้จักซึ่งมีเพลงกระบี่ที่ร้ายกาจที่สุดก็ได้” หนิงเจาอวิ๋นยิ้มราวกับดอกไม้บาน หันข้างมองซูไป๋เนี่ยน: “หากมีโอกาส สามารถแนะนำให้พวกท่านรู้จักกันได้”
“จริงรึ?”
“แต่นิสัยของนางประหลาด ไม่ชอบเข้าใกล้บุรุษ หากต้องการจะประลองกับนาง ก็ต้องดูความสามารถของท่านแล้วล่ะ” หนิงเจาอวิ๋นเม้มปากยิ้ม
“เช่นนั้นแม่นางหนิงโปรดดูให้ดี บนศึกกระบี่ข้ามแม่น้ำชิง เจี้ยนไป๋ซูจะต้องพิสูจน์ตนเองอย่างแน่นอน”
ซูไป๋เนี่ยนประสานมือคารวะ
“ขอให้ท่านได้รับชัยชนะ”
หนิงเจาอวิ๋นคารวะกลับอย่างน่ารัก
“เช่นนั้น แล้วพบกันใหม่นะ?”
ซูไป๋เนี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
“อืม แล้ว แล้วพบกันใหม่”
เนิ่นนาน
เงาร่างของ ‘เจี้ยนไป๋ซู’ หายไปไกลแล้ว ทว่านางกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ในสายลม มองดูแม่น้ำชิงที่ไหลเชี่ยว ในใจมีความรู้สึกแปลกประหลาด
ราวกับกำลังรอคอยการพบกันครั้งต่อไป ราวกับกำลังโกรธเคืองในความเศร้าโศกในยามนี้
ทั้งเปรี้ยวทั้งหวาน
ความรู้สึกนั้น – เรียกว่ารักแรก
หากนางยินยอมจะแบ่งปันความรู้สึกของตนเองให้สาวใช้ของตน เสี่ยวมู่อวี๋จะต้องตะโกนบอกนางอย่างแน่นอนว่า: คุณหนู ท่านจบสิ้นแล้ว!
เพราะทุกครั้งที่จากกับไอ้คนขายปลาเหม็นเน่านั่นที่ริมถนน นางก็มีความรู้สึกเช่นนี้
วันที่สิบหกเดือนอ้าย ลานเล็กในจวนโหว
กิ่งก้านใบของต้นกุ้ยฮวาสั่นไหวในสายลม
“รอบที่สิบหกหนึ่งครั้ง สิบเจ็ด สิบแปดแต่ละครั้ง จนกระทั่งคัดเลือกผู้เข้ารอบหนึ่งร้อยแปดคน จึงจะมีคุณสมบัติเข้าร่วมการประลองหัวมังกรในวันที่สองเดือนยี่ ถึงตอนนั้น กลับเป็นการประลองกับยอดฝีมือสองรุ่นก่อนหน้า” ซูไป๋เนี่ยนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
ศึกกระบี่ข้ามแม่น้ำชิงที่สมบูรณ์แบบ แบ่งออกเป็นสองช่วง
เขามีความมั่นใจว่าจะสามารถโดดเด่นในบรรดาหนึ่งร้อยแปดคนได้ แต่เมื่อถึงตอนนั้นมิใช่เพียงแค่ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือในรุ่นนี้เท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่พ่ายแพ้จากการประลองหัวมังกรในรุ่นก่อนหน้าและรุ่นก่อนหน้าอีกหนึ่งร้อยห้าคนเข้าร่วมด้วย
ในจำนวนนั้นมิได้ขาดยอดฝีมือระดับพลังปราณเลย เมื่อเทียบกับคนในรุ่นของพวกเขาแล้วบำเพ็ญเพียรมานานกว่าห้าปี สิบปี
นี่ต่างหากคือศึกกระบี่ข้ามแม่น้ำชิงที่แท้จริง
โดยปกติแล้ว สามารถฝ่าด่านแรกไปได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว เว้นแต่จะเป็นยอดอัจฉริยะที่โดดเด่นเป็นพิเศษ จึงจะมีโอกาสได้รับสามอันดับแรกในรุ่นแรก
แต่ซูไป๋เนี่ยนไม่มีเวลารออีกห้าปีแล้ว
“วิถีชะตาของข้า ยังต้องยกระดับขึ้นอีก” ดวงจิตจมดิ่งสู่ตำหนักชะตา
【คลั่งกระบี่ (เหลืองสว่าง·เลิศล้ำ) : ปัญญาเป็นคม ใจกระบี่กระจ่างแจ้ง พรสวรรค์แห่งวิถีชะตา: หัวใจกระบี่สื่อจิต】
วิถีชะตาได้ยกระดับจากชั้นเลิศเป็นเลิศล้ำแล้ว
พรสวรรค์จากกระดูกกระบี่สื่อจิต ยกระดับเป็นหัวใจกระบี่สื่อจิต
แต่นี่มิได้หมายความว่ากระดูกกระบี่สื่อจิตจะไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
มิใช่วิถีชะตาที่มอบ ‘พรสวรรค์’ ให้เขา แต่เป็นความสำเร็จ วิชาฝีมือ ระดับการบำเพ็ญเพียร และรากฐานกระดูกของเขา ที่รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว
ที่เรียกว่าพรสวรรค์
ก็เหมือนกับเมื่อก่อนที่กระดูกกระบี่สื่อจิตโอบอุ้ม ‘คุณสมบัติ’ ของผู้ไร้ราตรีและหัตถ์เทวะแกะสลักใจไว้ หัวใจกระบี่สื่อจิตก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่แสดงจุดที่โดดเด่นที่สุดออกมา
เป็นเพียงการปรากฏเป็นรูปธรรมของ ‘ความสามารถ’ เท่านั้น
“คลั่งกระบี่สามชาติภพ สุสานหนึ่งชาติภพ เข้าสู่อดีตชาติคือการผ่านพ้นชีวิต สัมผัสด้วยตนเอง ศึกษาค้นคว้าอดีตชาติก็เหมือนการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง อ้างอิงหนทางในอดีต”
“ยังต้องมีอดีตชาติที่คล้ายคลึงกันอีกสองชาติภพ จึงจะสามารถสำเร็จการเปลี่ยนแปลงของคลั่งกระบี่สามชาติภพได้”
“ใช้ปัญญาข่มความโลภ ใช้เจตจำนงข่มความโกรธ ใช้การหยั่งรู้โดยสิ้นเชิงข่มความหลง สองชาติภพหลังจากนี้ ควรจะตามหากระบี่แห่งเจตจำนงและกระบี่แห่งการหยั่งรู้”
“ศึกกระบี่ข้ามแม่น้ำชิงยอดฝีมือราวกับเมฆา เป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่ง”
“บางที… ก็มิได้จำเป็นต้องเป็นกระบี่เสมอไป”
ในชั่วขณะนี้
ซูไป๋เนี่ยนคิดอะไรมากมาย ประกายความคิดในสมองพรั่งพรูออกมา
เขามิใช่เฟิงปู้ป้าย
หากเพียงแค่การสังเกตการณ์ ก็จะสามารถเรียนรู้วิชากระบี่ที่เฟิงปู้ป้ายใช้เวลาทั้งชีวิตสรุปออกมาได้ ยกระดับเป็นวิถีชะตาระดับไร้เทียมทาน โลกนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
ร่างจุติของเฟิงปู้ป้าย – เฟิงอีสื่อ
จุดที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ
เหนือกว่าไร้เทียมทาน คือไร้เทียมทาน
ในความเป็นจริงมีผู้ใดสามารถไปถึงวิถีชะตา ‘ไร้เทียมทาน’ ได้จริง ๆ รึ?
เรียนรู้วิชากระบี่ของเฟิงปู้ป้าย ก็เป็นเพียงแค่วิถีชะตาระดับไร้เทียมทานเท่านั้นเอง นั่นคือวิถีของเฟิงปู้ป้าย มิใช่หนทางที่เขาจะต้องเดิน
“โลภ โกรธ หลง สันเขาดีชั่ว คลั่งกระบี่สามชาติภพ” ซูไป๋เนี่ยนในสมองประกายความคิดวาบขึ้น
“ในสันเขาดีชั่วนั้น อารามฟ้าดินสอดคล้องกับ ‘ความโลภ’ บึงเจียวเจ๋อสอดคล้องกับ ‘ความโกรธ’ สันเขาพุทธบรรทุกสอดคล้องกับ ‘ความหลง’ คือพวกเขาในตอนนั้น ก็คือข้าในตอนนั้นเช่นกัน”
“ดังนั้นเส้นทางคลั่งกระบี่สามชาติภพ มิใช่เพียงแค่กระบี่ แต่ยังเป็นเส้นทางเต๋าอีกด้วย มีเพียงต้องใช้ปัญญาอันยิ่งใหญ่ ความเพียรอันยิ่งใหญ่ การหยั่งรู้อันยิ่งใหญ่ จึงจะสามารถหยั่งรู้ถึงวิถีไร้เทียมทาน ก้าวหน้าสู่ระดับวิถีชะตาไร้เทียมทานได้”
ชั่วขณะหนึ่ง
หว่างคิ้วของเด็กหนุ่มราวกับฉายประกายแสงแห่งปัญญา
รอยกระบี่หนึ่งหมื่นสายที่ประทับอยู่ในสมอง ราวกับขยายความคิดของเขาอย่างมาก ความเข้าใจในการบำเพ็ญเพียรและหลักการต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมาก
หัวใจกระบี่สื่อจิต ปัญญากระจ่างแจ้ง!
ในตำหนักชะตา
วิถีชะตาคลั่งกระบี่ส่องประกายเจิดจ้า มัจฉาโลกีย์ของพระโพธิสัตว์กระดูกไหปลาร้าพุ่งเข้ามาโดยสมัครใจ
แสงเซียนไอม่วงไหลเวียน
นำเขาเข้าสู่ยุคเทพปกรณัมอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง