เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 56: สายลับของสำนักอู๋ซิน

Chapter 56: สายลับของสำนักอู๋ซิน

Chapter 56: สายลับของสำนักอู๋ซิน


เช้าตรู่วันต่อมา เฉินเฉินยังคงมีอาการสับสนอยู่

ในตอนนั้นเอง หูเซียงเอ๋อก็เดินออกมาจากจุดที่พวกเขาอ่านหนังสือกันอย่างเขินอาย ในฐานะปีศาจ เธอไม่ได้นอนหลับมายาวนานแล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอเผลอหลับไปเมื่อคืน

ที่สำคัญกว่านั้น เธอยังจำได้ด้วยว่าเธอน้ำลายไหลในตอนที่ตื่นขึ้น

‘เจ้านายต้องเห็นแล้วแน่ ๆ น่าอายชะมัด!’

“อรุณสวัสดิ์ค่ะเจ้านาย...” หูเซียงเอ๋อทักทายเขาเพื่อซ่อนความเขินอายของตัวเอง

เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เฉินเฉินก็พึมพำออกมา “ข้ามีข่าวดีกับข่าวร้ายมาบอกเจ้า อยากฟังข่าวไหนก่อน?”

“เอ๋?” หูเซียงเอ๋อตกตะลึง จากนั้น เธอก็อุทานขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “ข่าวดีค่ะ!”

“ในอนาคตเจ้าไม่จำเป็นต้องดูแลสวนสมุนไพรแล้ว”

หูเซียงเอ๋อไม่ได้รีบดีใจ แต่เธอถามด้วยความระมัดระวังแทน “แล้วข่าวร้ายหล่ะคะ?”

“เจ้าต้องสอนมันพูด!” เฉินเฉินพูดอย่างจริงจังในขณะที่ชี้ไปทางสวนสมุนไพร

หูเซียงเอ๋อมองไปทางที่เฉินเฉินชี้ แล้วตอนนั้นเองเธอก็ได้เห็นภาพที่น่าตกใจ

ที่กลางสวนสมุนไพร มีวิญญาณดินเหลือง 10,000 ปีสูงหนึ่งฟุตที่ถูกพันด้วยผ้าและโผล่ออกมาจากดินกำลังแผ่พลังปราณออกมา

นอกจากนั้น ผักบุ้งเองก็กำลังส่ายก้านดอกของมันแล้วส่งเสียงออกมาเป็นชุด

“อรุณสวัสดิ์ อรุณสวัสดิ์ อรุณสวัสดิ์!”

“เจ้าสมุนไพรสองตนนั้นมีสติปัญญาด้วยหรอคะ?” หูเซียงเอ๋อถามด้วยความตกใจ

“ใช่ไหมหล่ะ? จิตวิญญาณดินเหลืองเป็นปีศาจอยู่แล้วแต่ดูเหมือนว่าเจ้าผักบุ้งจะมีความสามารถในการพูดและสนุกกับการเลียนแบบคำพูดของมนุษย์ด้วย ในตอนที่เจ้ามีเวลาว่างก็สอนมันพูดด้วยหล่ะ จะว่าไป ดูเหมือนว่ามันจะมีความสามารถพิเศษในการทำให้สมบัติในสวนสมุนไพรออกดอกออกผลด้วยนะ”

เฉินเฉินอธิบายด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่อยากเชื่อ

“เค่ะเค่ะเค่ะ!” เจ้าผักบุ้งส่งเสียง

พอได้ยินเสียงแปลกๆนี้ หูเซียงเอ๋อก็อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “พรสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์... ข้านึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าผักบุ้งน้อยจะพัฒนาพรสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่พิเศษอย่างความสามารถในการเร่งปฏิกิริยาเติบโต...”

ในตำนาน ความสามารถในการเร่งปฏิกิริยาของกระบวนการออกดอกออกผลนั้นมีแค่เซียนที่อยู่ขั้นวิญญาณต้นกำเนิดขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีพลังนี้ และมันก็มีค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าปีศาจตัวน้อยซึ่งยังไม่ได้พัฒนาร่างกลับใช้ความสามารถนั้นได้จริงๆ ถ้าปรากฎการณ์ที่หายากเช่นนี้ถูกแพร่งพรายออกไปหล่ะก็ คงมีคนจำนวนมากที่ต้องการมัน

หลังจากที่หูเซียงเอ๋อพูด เจ้าผักบุ้งก็เงียบลงในขณะที่จิตวิญญาณดินเหลืองฝังตัวกลับเข้าไปในดิน

ทันใดนั้นเอง เสียงผู้หญิงที่ฟังดูอ่อนโยนก็ดังขึ้นที่ประตู

“ศิษย์พี่เฉินเฉินอยู่ที่นี่รึเปล่าคะ?”

พอได้ยินเสียงของเธอ เฉินเฉินก็ดึงสติกลับมาแล้วลุกขึ้นยืน

เขาได้รู้จักกับศิษย์น้องหญิงมาประมาณนึงแล้วตั้งแต่ที่เขาเข้าร่วมสำนักเทียนหยุน แต่ว่า ตอนนี้มีคนนึงมาหาเขา หรือว่าเธอพยายามจะมาเอาใจเขาเพราะเขาเป็นว่าที่เจ้าสำนักในอนาคต?

พอคิดถึงความเป็นไปได้นี้ เฉินเฉินก็กระแอมออกมาให้คอโล่งแล้วพยายามตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด

“เข้ามาได้”

หลังจากที่เขาพูด หญิงสาวหน้าตางดงามที่สวมชุดเดรสยาวสีเหลืองคนนึงก็เดินเข้ามา ในตอนที่เขาเห็นเธอ เฉินเฉินก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีหน้าตาคุ้นๆ

ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไร ผู้หญิงในชุดเดรสสีเหลืองก็แนะนำตัว “ข้าชื่อจ้าวเสี่ยวหยา เป็นศิษย์ภายใน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะพี่ใหญ่”

แม้ว่าจ้าวเสี่ยวหยาจะยิ้มที่ภายนอก แต่ในใจของเธอนั้นขุ่นมัว

มันเป็นครั้งแรกที่เธอเข้ามาในสวนของยอดเขาหลักและความเข้มข้นของพลังปราณที่นี่ก็ทำให้เธอตกใจเป็นอย่างยิ่ง พลังปราณนั้นมีความหนาแน่นมากกว่าพื้นที่ฝึกตนของเธออย่างน้อยสามเท่า!

แม้กระทั่งสถานที่ฝึกตนของคุณปู่เธอ ผู้อาวุโสซิงฟาแห่งสำนักเทียนยุน ก็ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับสถานที่ของเขาได้!

“แล้ว? เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไรหรอ?” เฉินเฉินถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบในลักษณะของศิษย์พี่

ไม่จำเป็นต้องอธิบาย จ้าวเสี่ยวหยานั้นมาที่นี่เพื่อตามหาวิชาสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เทียนหยุน และในการให้ได้สิ่งนั้นมา เธอจึงตัดสินใจเอาโสมแดงอายุพันปีที่มีค่ามากๆจากชุดสะสมของเธอออกมาเป็นของขวัญ

เธอได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเฉินเฉินกับศิษย์พี่ของเธอ ซึ่งในความคิดเห็นของเธอนั้น มันเป็นคำใบที่ชัดเจนสำหรับทุกคนว่าเขาต้องการของขวัญ

เธอคิดว่าเจ้าบ้านนอกจอมโลภมากอย่างเขาอาจจะยอมเผยเคล็ดวิชาสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เทียนหยุนให้ตราบใดที่เธอทำอะไรบางอย่างให้เขาพอใจ

หลังจากที่เธอคิดเกี่ยวกับมันดูแล้ว เธอก็เหลือบมองหูเซียงเอ๋อที่ยืนอยู่ข้างหลังเฉินเฉิน

เฉินเฉินเข้าใจเจตนาของเธอในทันทีแล้วพูดกับหูเซียงเอ๋อ “เซียงเอ๋อ เจ้าไปดูแลสวนสมุนไพรเถอะ”

หูเซียงเอ๋อยิ้มและไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากออกไปอย่างจำใจ เธอไม่กล้าทำให้เฉินเฉินอับอายต่อหน้าคนภายนอก

หลังจากที่ติดตามเฉินเฉินมาหลายวัน เธอก็รู้ว่าเจ้านายของเธอนั้นให้ความสำคัญกับภาคภูมิใจของตัวเองมากกว่าสมบัติ

“ศิษย์พี่ ท่านเป็นคนที่มีไหวพริบและสติปัญญาหลักแหลมจริงๆค่ะ...” จ้าวเสี่ยวหยาชื่นชมด้วยรอยยิ้มในขณะที่สีหน้าของเธอค่อยๆเปลี่ยนไปและถูกแทนที่ด้วยความน่าสงสาร

“ศิษย์พี่เฉิน ท่านอาจจะไม่รู้ แต่ในตอนที่ข้ายังเด็กนั้น พ่อแม่ของข้าได้ถูกลัทธิมารฆ่าทิ้งดังนั้นข้าก็เลยตั้งเป้าหมายว่าจะแก้แค้นให้พ่อแม่ของข้า.... แต่น่าเสียดาย ตัวข้านั้นไร้ความสามารถเกินไป...”

พอได้ฟังเช่นนี้ เฉินเฉินก็ขมวดคิ้ว

‘เธอหมายความว่ายังไงกัน? อยากให้ฉันล้างแค้นให้พ่อแม่ของเธอหรอ?’

‘แต่เธอไม่ใช่ภรรยาของฉัน และฉันก็ไม่ใช่เจ้าสำนัก ทำไมฉันต้องไปยุ่งเรื่องพวกนั้นด้วยหล่ะ?’

ในตอนที่เธอสังเกตเห็นว่าท่าทีของเฉินเฉินกำลังเปลี่ยนไป จ้าวเสี่ยวหยาก็รู้ในทันทีว่าเขากำลังเข้าใจอะไรบางอย่างผิด ดังนั้นเธอจึงรีบอธิบาย “ข้าจะเป็นคนที่ล้างแค้นแทนพ่อแม่ของข้าเองค่ะแต่ตอนนี้ข้าอ่อนแอเกินไป ข้าก็เลยต้องการ...”

ในตอนนี้เอง จ้าวเสี่ยวหยาก็เอาโสมพันปีออกมาจากกระเป๋าเก็บของ

ในตอนที่โสมสีแดงปรากฎขึ้น พลังปราณหนาแน่นก็เริ่มแผ่ออกมา

จ้าวเสี่ยวหยารู้สึกปวดใจในตอนที่เห็นโสมแดงเพราะพลังปราณที่มันกักเก็บเอาไว้นั้นมีปริมาณพอๆกับหินวิญญาณ 500 ก้อน! ถ้าเธอดูดซับมันจนหมด ระดับขั้นของเธอก็คงจะเพิ่มขึ้นในทันที

อย่างไรก็ตาม ถ้าเธอไม่สามารถแบกรับราคาที่ต้องจ่ายได้ เธอก็จะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่มากขึ้นได้ ถ้าเธอไม่ยอมสละของดีๆ แล้วเธอจะมีหน้าไปขอเคล็ดวิชาสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เทียนหยุนได้ยังไง?

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เธอหยิบโสมแดงออกมา มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เธอคาดไว้เนื่องจากสายตาของเฉินเฉินไม่ได้มีประกายความโลภอยู่เลย อันที่จริง อารมณ์ของเขามันไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว

‘เกิดอะไรขึ้น?’

ในขณะที่กำลังวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่ ก็มีเสียงนึงดังขึ้นจากที่ห่างไกล

“ลูกศิษย์เอ๋ย เจ้าใช้หินวิญญาณ 1,000 ก้อนที่ข้าให้ไปเมื่อครั้งก่อนเกือบจะหมดแล้วใช่ไหม? หลังจากนี้ก็มาหาข้าแล้วเอาไปเพิ่มอีก 1,000 ก้อนสิ”

พอได้ฟังเสียงนี้ จ้าวเสี่ยวหยาก็รู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่า

‘ผู้สืบทอดเขาดูแลกันแบบนี้หรอ? หินวิญญาณ 1,000 ก้อนเมื่อครั้งก่อนเนี่ยนะ...’

‘แต่ว่าเฉินเฉินพึ่งเข้ามาอยู่ในสำนักเทียนหยุนได้ไม่กี่วันเองไม่ใช่รึไง!’

ในขณะที่มองโสมแดงในมือ จ้าวเสี่ยวหยาก็รู้สึกค่อนข้างอับอายและไม่กล้ายื่นมันให้

ในตอนที่เฉินเฉินเห็นท่าทีของเธอ เขาก็นำมันไปโยงกับคำพูดของอาจารย์และเข้าใจสถานการณ์ในทันที

จากความเป็นไปได้ทั้งหมดนั้น จ้าวเสี่ยวหยาคงคิดจะขอร้องในเรื่องที่เกินกว่าจะยอมรับได้

‘เธอมาที่นี่เพื่อสารภาพรักกับฉันหรอ นี่มัน บ้าหน่า...มันก็ไม่ได้ดูมากเกินไปซักหน่อย! ถึงยังไงเธอก็เป็นคนสวยอยู่แล้ว’

‘ช่างมันเถอะ เชื่ออาจารย์เข้าไว้จะดีกว่า’

ในตอนนั้นเอง เฉินเฉินก็ถอนหายใจแล้วหันไปหาหูเซียงเอ๋อ “เซียงเอ๋อเห็นเจ้าพูดอยู่บ่อยๆว่าอยากได้วิญญาณปีศาจสองพันปีที่อยู่ในสวนสมุนไพรใช่ไหม? ในเมื่อวันนี้ข้าอารมณ์ดี ข้าจะยกให้เจ้าเป็นรางวัลก็แล้วกัน”

พอได้ฟังคำพูดของเขา ม่านตาของจ้าวเสี่ยวหยาก็กระตุกในขณะที่เธอหันไปมองสวนสมุนไพรโดยไม่รู้ตัว และในตอนนั้นเองกองสมบัติที่นั่นก็เปล่งประกายแวววับจนเธอแทบไม่เชื่อสายตา สมุนไพรทั้งหมดที่อยู่ในสวนนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าโสมแดงพันปีที่อยู่ในมือของเธอเลย!

“นี่มัน...”

ร่างกายของจ้าวเสี่ยวหยาสั่นอย่างรุนแรง ภายในสวน มีสมุนไพรที่มีค่าเทียบเท่ากับโสมแดงพันปีซึ่งเธอมองว่าเป็นสมบัติถูกพบได้โดยทั่วไปอยู่ในสวนของว่าที่ผู้สืบทอดสำนักที่อยู่ตรงหน้าเธอ!

‘จะมีใครอธิบายเรื่องนี้ให้เธอได้ไหม?’

ในขณะที่เธอมองเข้าไปในสวน เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าโสมแดงพันปีในมือของเธอนั้นแทบไม่ได้ต่างอะไรจากทองที่ซุนเทียนกังเสนอให้เมื่อวันก่อน

ถึงยังไง คุณค่าก็พอๆกัน 100 หยวนอาจจะเป็นเงินจำนวนมากในสายตาของคนจน แต่ในสายตาของคนมีฐานะ มันก็แค่การแลกเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เธอเป็นคนจนและเฉินเฉินเป็นคนมีฐานะ

“ศิษย์น้องหญิง เหตุใดเจ้าถึงมอบโสมแดงนี้ให้กับข้า?” เฉินเฉินหันกลับมามองจ้าวเสี่ยวหยาด้วยรอยยิ้มบนหน้าของเขา

“ไม่....ไม่มีอะไรหรอกค่ะ มันก็แค่ของเล็กน้อยสำหรับข้า ถือซะว่าเป็นของขวัญการได้พบกันนะคะ ขอโทษด้วยจริงๆที่ค่าเสนอให้ได้แค่ของขวัญที่เล็กน้อยเช่นนี้” จ้าวเสี่ยวหยาพูดตะกุกตะกักในขณะที่เธอเอาโสมแดงไปวางไว้ในมือของเฉินเฉิน

เรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าสำหรับเธอก็คือสิ่งที่เจ้าสำนักพึ่งพูดเมื่อก่อนหน้านี้ ซึ่งหมายความว่าเขาได้เห็นการกระทำทั้งหมดของเธอ

ในฐานะศิษย์พี่หญิงของสำนักภายใน เธอไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เธอตระหนักได้แล้วว่าเธอสูญเสียเป็นเท่าตัว

‘ความแข็งแกร่งของเซียนผู้มีความสามารถอยู่จุดสูงสุดของแก่นทองคำน่าหวาดหวั่นขนาดนี้เลยหรอ? ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างออกไปหลายพันเมตร เขาก็ยังได้ยินและเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่อย่างชัดเจน...’

ในตอนที่เธอคิดแบบนี้ เธอก็ไม่กล้าอยู่ต่ออีก แล้วรีบบอกลาจากนั้นก็ออกไปจากสวนของยอดเขาหลักด้วยความตื่นตระหนก

“ศิษย์น้องหญิงจ้าว ข้าจะรับโสมของเจ้าเอาไว้ นับจากนี้ไป ข้าจะดูแลเจ้าในสำนักเทียนหยุน ถ้าเจ้าเจอปัญหาอะไร ก็พูดชื่อของข้าไปได้เลย!”

เสียงของเฉินเฉินดังมาจากข้างหลังของเธอ แต่จ้าวเซี่ยวหยาดูเหมือนจะไม่ได้ยินเลย

ในตอนนี้ ทั้งหมดที่อยู่ในหัวของเธอก็คือ ‘เจ้าสำนักจะไม่ยอมให้เธอได้เรียนวิชาสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เทียนหยุน!’

พอนึกถึงความจริงนี้ จ้าวเสี่ยวหยาก็เริ่มน้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว

ที่เธอบอกว่าอยากแก้แค้นให้พ่อแม่นั้นเป็นความจริง.... ถึงแม้เธอจะรู้อยู่แก่ใจดีว่าวิชาสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เทียนหยุนอาจจะไม่ได้เป็นวิชาที่เข้ากับเธอที่สุด แต่เธอก็ไม่สามารถตัดใจจากมันได้โดยที่ยังไม่ได้ลอง

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีความหวังเหลืออยู่แล้ว

ในช่วงเวลาแห่งความสับสน จ้าวเสี่ยวหยาก็ออกมาพ้นยอดเขาหลักในเวลาไม่นาน ในขณะที่เธอกำลังจะมุ่งหน้าไปสำนักภายใน เสียงที่ดูขี้เล่นก็เรียกเธอ

“ไม่เจอกันนานเลยนะ ศิษย์น้องหญิงจ้าว!”

ร่องรอยความรังเกียจและสะอิดสะเอียนปรากฏขึ้นในดวงตาของจ้าวเสี่ยวหยาในตอนที่เธอได้ยินเสียงนี้และความสบสันก็หายไปจากใบหน้าของเธอ และถูกแทนที่ด้วยความนิ่งเฉยอันไร้สิ้นสุด

จากนั้นเธอก็หันกลับมาพูด “ไม่เจอกันนานนะคะ ศิษย์พี่หวัง”

ในตอนที่ศิษย์พี่หวังเห็นท่าทีของจ้าวเสี่ยวหยา เขาก็เดินเข้ามาหาจ้าวเสี่ยวหยาด้วยความอยากครอบครองในสายตาของเขาซึ่งเขาไม่ได้คิดจะพยายามซ่อนเอาไว้เลยด้วยซ้ำ

“โถ่ โถ่ ศิษย์น้องหญิงจ้าว พวกเราไม่ได้เจอกันมาพักนึงเจ้าเปลี่ยนไปมากเลยนะ! เจ้ากลายเป็นคนที่สวยขึ้นกว่าเดิมอีก!”

“ช่วยทำตัวให้ดูน่าเคารพกว่านี้หน่อยเถอะค่ะ พี่ใหญ่หวัง!” จ้าวเสี่ยวหยาถอยหลังไปสองก้าว แล้วยิ่งรู้สึกรังเกียจเขามากขึ้น

เขาเป็นคนเดียวในสำนักเทียนหยุนที่กล้าเข้ามาจีบเธอตรงๆ

ก่อนหน้านี้ หวังเฟิงได้ไปเที่ยวสนุกในโลกมนุษย์ธรรมดา เธอไม่เคยรู้เลยว่าเขากลับมาที่สำนักเทียนหยุนแล้ว

พอนึกถึงวิธีการที่เขาจีบเธอในอดีต จ้าวเสี่ยวหยาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญหนักขึ้นเรื่อย ๆ

“นี่ เสี่ยวหยา หลังจากที่ไปเที่ยวในโลกมนุษย์มา ข้าก็รู้ตัวแล้วหล่ะว่าเจ้าคือรักแท้ของข้า!” หวังเฟิงทำหน้าตาหื่นกลาม เหมือนกับว่าเขารอไม่ไหวแล้วและอยากจะเขมือบจ้าวเสี่ยวหยาซะตรงนี้เลย

ออร่าของจ้าวเสี่ยวหยาสั่นสะเทือน แล้วซัดหวังเฟิงออกไปเจ็ดหรือแปดฟุตจนทำให้เขาล้มลงกับพื้น

“เยี่ยม! จ้าวเสี่ยวหยา เจ้ากล้าทำร้ายข้าได้ยังไง!? ดูเหมือนว่าสำนักเทียนหยุนจะควบคุมไม่ได้แล้วสินะ!”

หวังเฟิงนอนอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

จ้าวเสี่ยวหยาแอบรู้สึกผิดกับตัวเองที่ทำอะไรโดยไม่คิดแบบนี้เพราะอารมณ์ไม่ดี

เหตุผลที่เธอไม่สามารถข่มขู่หวังเฟิงได้ไม่ใช่เพราะเขามีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมหรือเป็นเซียนระดับสูง แต่มันเป็นเพราะความแข็งแกร่งของผู้สนับสนุนเขาในสำนัก

มันเป็นเพราะความจริงที่ว่าหวังเฟิงคือศิษย์แลกเปลี่ยนจากสำนักอู๋ซิน ซึ่งเป็นผู้นำของ 36 สำนัก

เขาเป็นศิษย์แลกเปลี่ยนแค่ในนาม แต่ในความจริงนั้น เขาคือสายลับที่สำนักอู๋ซินส่งมาอยู่ในสำนักเทียนหยุนอย่างโจ่งแจ้ง ถ้าหวังเฟิงกลับไปที่สำนักอู๋ซินแล้วพูดถึงสำนักเทียนหยุนในทางที่ไม่ดี สำนักเทียนหยุนก็จะตกเป็นเป้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรืออาจจะถูกสำนักอู๋ซินลงโทษด้วยซ้ำ...

จบบทที่ Chapter 56: สายลับของสำนักอู๋ซิน

คัดลอกลิงก์แล้ว