เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 4: จิตใจที่ต่ำตม

Chapter 4: จิตใจที่ต่ำตม

Chapter 4: จิตใจที่ต่ำตม


“อย่าเลยนะครับ! คุณชายหวัง นี่มันยอมรับไม่ได้จริงๆ!” หัวหน้าหมู่บ้านตัวสั่นเทาด้วยความโกรธในขณะที่ยืนอยู่เบื้องหน้าชายวัยกลางคนที่โดนอัดจนหมดสภาพ

นักเลงกำลังจะทำร้ายหัวหน้าหมู่บ้านด้วยแต่ก็สังเกตเห็นว่าชาวบ้านทุกคนได้มารวมกันรอบตัวเขา ชาวบ้านนั้นมีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคน

เขายอมถอยในตอนที่เห็นสถานการณ์นี้

“จะทำอะไรหน่ะ? พวกเจ้าอยากก่อกบฏหรอ? ไม่อยากทำนาแล้วใช่ไหม!? พวกเจ้าอยากเป็นผู้ลี้ภัยรึไง!?” นักเลงคนนึงตะโกนออกมา

อย่างไรก็ตาม ไม่มีชาวบ้านคนไหนยอมถอย พวกเขาหลายคนได้คว้าอุปกรณ์ทำเกษตรของตัวเองออกมาแล้วด้วย พวกเขาดูเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้แล้ว

ในตอนที่พวกเขากำลังจะถึงจุดแตกหักนั้นเอง เฉินชาน พ่อของเฉินเฉินก็เข้ามาขัดอย่างกระทันหัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “คุณชายหวัง ลองกลับไปถามพ่อของท่านดูสิ เขาจำเรื่องที่ภูเขาหลงซิงไม่ได้แล้วรึไง?”

สีหน้าของนายน้อยหวังเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้

แต่เดิมแล้วตระกูลของเขานั้นเป็นเจ้าของที่ดินเล็กๆ ที่พวกเขากลายเป็นเจ้าของที่ดินใหญ่ได้ก็เพราะพ่อของเขา หวังหู่ได้ประสบความสำเร็จทางการทหาร และได้รับรางวัลเป็นที่ดินมากมายจากประเทศ

ซึ่งเครดิตส่วนใหญ่ที่พ่อของเขาสร้างนั้นอยู่ที่ภูเขาหลงซิง

ตอนนี้ชาวนาคนนี้ดูเหมือนกำลังจะบอกว่ามันมีอะไรเกี่ยวข้องกับตระกูลเขา

แต่ไม่ว่ายังไง วันนี้เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ว่าชาวนากลุ่มนี้จะน่าสมเพช แต่มันเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาไม่หวาดกลัวความตาย

ถ้าพวกเขาก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมาแล้วเขาล้มเหลวที่นี่ มันก็คงจะน่าอับอายมากๆ

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา “ช่างมันเถอะ! ในสามวันนี้จะมีคนมาเก็บค่าเช่าที่นี่! ถ้าพวกเจ้าจ่ายไม่ได้ ก็อย่ามาโทษข้าแล้วกันถ้าข้าทำอะไรรุนแรง จำเอาไว้ซะว่าตระกูลหวังถูกเสมอ! ไปกลับกันได้แล้ว!”

เขาจ้องเด็กสาวตัวน้อยอย่างละโมบก่อนที่จะเดินจากไป

กลุ่มนักเลงของเขาเองก็เดินตามไปต่อโดยไม่ลืมที่จะถุยน้ำลายใส่พวกชาวบ้านก่อนที่จะจากไป

หลังจากนั้นซักพัก ชาวบ้านก็แยกย้ายกันไปหมด ทุกคนกลับไปที่บ้านของตัวเองเพื่อพยายามคิดหาวิธีจ่ายค่าเช่าที่ดิน

เฉินชานและฉินโหลวเองก็กลับมาที่บ้าน พวกเขาทั้งคู่รู้สึกโล่งอกที่เห็นเฉินเฉินกลับมาได้อย่างปลอดภัย ฉินโหลวหยิกหูของเฉินเฉินในขณะที่บ่น “เจ้าต้องอวดด้วยรึไงว่าตัวเองวิ่งได้เร็วแค่ไหน? ครั้งหน้าห้ามออกไปเที่ยวเล่นมั่วซั่วอีกหล่ะเข้าใจไหม? ในโลกนี้มันมีคนไม่ได้อยู่เยอะ”

ในตอนที่เธอรับรู้ถึงรสนิยมของหวังเฟิง เธอก็รู้สึกว่าการปล่อยลูกชายออกไปข้างนอกด้วยตัวเองนั้นมันอันตรายเกินไป ถึงยังไงเขาก็มีหน้าตาดี!

เฉินเฉินหลบจากมือของแม่ด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

“ข้ารู้ แต่อย่างน้อยข้าก็ได้เงินมานะครับ!”

“ว่าไงนะ!?” เฉินชานและฉินโหลวอุทานออกมาพร้อมกัน พวกเขาทั้งคู่ตื่นเต้นมาก แต่ก่อนที่จะได้ถามเฉินเฉินก็เป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องก่อน

“ท่านพ่อ ที่ท่านพูดกับหวังเฟิงนี่มันหมายความว่ายังไงหรอครับ? ท่านมีความสัมพันธ์กับตระกูลหวังหรอ?”

เมื่อได้ฟังคำถามของเฉินเฉิน ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของเฉินชานก็เผยให้เห็นความเศร้าโศกในขณะที่เขาระบายออกมา “เมื่อยี่สิบปีก่อน ข้าเคยไปเข้าร่วมกองทัพด้วยกันกับพ่อของหวังเฟิง...”

“ท่านพ่อ นี่พวกท่านทั้งสองเคยเป็นสหายร่วมรบกันมาก่อนหรอ?” เฉินเฉินถามด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยได้ยินเฉินชานพูดเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย

เฉินชานหัวเราะเยาะตัวเองในตอนที่เขาได้ฟังเช่นนี้ เขาอธิบาย “ตอนนั้นผู้อาวุโสหวังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูกชาย ดังนั้นเขาก็เลยบังคับให้ลูกชายของชาวนาอย่างพวกเราเข้าร่วมกองทัพด้วย เพื่อให้พวกเราคอยปกป้องหวังหู่”

“การต่อสู้ที่ภูเขาหลงซิงนั้นโหดร้ายมาก ลูกชายของชาวนาคนอื่นๆได้ตายไปเพื่อปกป้องหวังหู่ในขณะที่เขาเอาแต่ซ่อนอยู่ในที่ปลอดภัย

“หลังจากสงครามจบลง เขาก็ชิงความดีความชอบทางการทหารของข้าไปและได้รับรางวัลตอบแทนมากมาย”

“ว่าไงนะครับ? มันเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง?” จู่ๆน้ำเสียงของเฉินเฉินก็เพิ่มระดับขึ้นมา สายตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

แม้ว่าเขาจะพึ่งมาอยู่ในโลกนี้ได้ไม่กี่ปีและมีน้อยโอกาสที่เขาได้ติดต่อกับโลกภายนอก แต่เขาก็รู้ว่าการขโมยความสำเร็จทางการทหารนั้นมันร้ายแรงแค่ไหน นี่หวังหู่กล้าทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไงกัน?

เมื่อเห็นความสงสัยและความสับสนของเฉินเฉิน เฉินชานก็ถอนหายใจแล้วพูดต่อ “ตอนนั้น พ่อแม่ของพวกเราอยู่ในเงื้อมมือของผู้อาวุโสหวัง ไม่อย่างนั้นพวกเราจะปกป้องเขาในสนามรบอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนั้นไปทำไมหล่ะ? ถ้าข้ากล้าพูดเรื่องขโมยความสำเร็จทางการทหารหล่ะก็ ข้าเกรงว่าปู่กับย่าของเจ้าคงอยู่ไม่ทันได้เห็นเจ้าเกิดมาดูโลกหรอก”

เฉินเฉินเงียบไปพักนึงหลังจากที่ได้ฟังเรื่องนี้

ปู่กับย่าของเขาตายไปตั้งแต่ตอนที่เขาอายุได้สองหรือสามขวบ เขาเป็นนักเดินทางท่องเวลา เพราะฉะนั้นเขาจึงมีความทรงจำเกี่ยวกับท่านทั้งสองอยู่

“ในตอนที่ปู่กับย่าของเจ้าจากไป ตระกูลหวังก็ได้กลายเป็นหนึ่งในตระกูลสำคัญของประเทศ ข้าเป็นแค่ชาวนา ข้าไม่มีอำนาจใดๆ แถมยังต้องคอยดูแลเจ้ากับแม่ด้วย ดังนั้นข้าก็เลยหยุดคิดเรื่องความสำเร็จทางการทหารพวกนั้นแล้วตัดสินใจใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย”

“ถ้าวันนี้นายน้อยหวังไม่ทำตัวน่ารังเกียจขนาดนี้.... ข้าก็คงไม่คิดจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นหรอก เจ้าคงจะไม่รู้แต่ลุงของตั๋วน้อยก็คือหนึ่งในลูกชายของชาวนาที่ตายไปเพื่อปกป้องหวังหู่”

บรรยากาศในห้องเงียบสงัด

ฉินโหลวช่วยจัดผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิงของสามี และในตอนที่เธอได้ฟังเรื่องพวกนี้ ดวงตาของเธอก็เต็มไปด้วยความรักใคร่

เธอรู้สึกตื้นตันที่สามีของเธอนั้นยอมปล่อยเรื่องทั้งหมดนี้ไปเพียงเพื่อความปลอดภัยของเธอกับเฉินเฉิน

เฉินเฉินเองก็ถึงกับพูดไม่ออก

แค่ตระกูลหวังขโมยความสำเร็จทางการทหารไปก็ถือว่าแย่พอแล้ว ตอนนี้พวกเขายังอยากทำร้ายครอบครัวที่ต้องเสียลูกชายไปเพื่อพวกเขาอีกหรอ?

พวกเขาหยาบช้าเกินไปแล้ว!

...

ยิ่งหวังเฟิงคิดถึงมันมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกโกรธขึ้นเท่านั้น ตระกูลหวังที่ยิ่งใหญ่ของเขามาเสียท่าต่อหน้าพวกชาวนาได้ยังไงกัน!? เขารู้สึกรับเรื่องนี้ไม่ได้เลย

และพอนึกถึงเด็กสาวหน้าตาน่ารัก เขาก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก เขาเร่งฝีเท้าขึ้น

ในตอนที่เขาไปถึงคฤหาสน์หวัง ก่อนที่เขาจะได้เจอหน้าพ่อของเขา เขาก็เริ่มตะโกนออกมาแล้ว “ท่านพ่อ! วันนี้ข้าถูกพวกหมู่บ้านหินรังแก แล้วก็มีชาวบ้านคนนึงที่พูดเรื่องภูเขาหลงซิงด้วย นั่นมันเรื่องอะไรกันครับ?”

ในทันทีที่เขาหยุดพูด ชายวัยกลางคนก็วิ่งออกมาจากหลังบ้านแล้วตบหน้าเขาโดยไม่ลังเล

“ไอ้ลูกไม่ได้ความ! เจ้าเห่าหอนอะไรออกมาห้ะ!?”

หลังจากตบหวังเฟิง หวังหู่ก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก ลูกชายไม่ได้เรื่องของเขาคนนี้สมควรโดนตบจริงๆที่กล้าพูดเรื่องภูเขาหลงซิงออกมาดังขนาดนี้!

“ท่านพ่อ! ท่านตีข้าหรอ!” หวังเฟิงจับแก้มของเขาด้วยความไม่เชื่อ

“ข้าหล่ะอยากอัดเจ้าจริงๆ!” หวังหู่ยกมือขึ้นเหมือนกับจะตบเขาอีกครั้งแต่ก็ถูกหญิงสาวที่พึ่งมาถึงได้ไม่นานนักหยุดเอาไว้

“ท่านพ่อ อย่าตีท่านพี่อีกเลยค่ะ อะไรทำให้ท่านโมโหถึงขนาดนั้นหรอคะ?”

ความโกรธของหวังหู่หายไปในตอนที่เขาได้เห็นหวังซูฉิน ลูกสาวของเขา

ลูกสาวของเขาไม่ได้ห่วยแตกเหมือนหวังเฟิง ไม่เพียงแค่เธอจะมีพรสวรรค์ในด้านศิลปะการต่อสู้ แต่จากที่เจ้าเมืองบอก ดูเหมือนว่าเธอจะมีพรสวรรค์ในการเป็นผู้ฝึกตนด้วย ศักยภาพของเธอนั้นไร้ขีดจำกัด

หวังหู่มีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นเธอ

“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก เขาแค่พูดเรื่องในอดีตที่ไม่ควรพูดออกมาเท่านั้นเอง”

“เรื่องอะไรหรอครับที่ไม่ควรพูด? ท่านคุยโวเรื่องความสำเร็จของท่านที่ภูเขาหลงซิงมาตั้งหลายครั้ง!” หวังเฟิงยังคงสับสน

หวังหู่กำลังจะตบลูกชายของเขาอีก และก็ถูกลูกสาวหยุดเอาไว้ได้อีกครั้ง

“ท่านพ่อเกิดอะไรขึ้นหรอคะ? ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ” หวังซูฉินถามอย่างใคร่รู้

ในตอนที่หวังหู่ได้ฟังเช่นนี้ เขาก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย เขาดึงลูกๆทั้งสองเข้าไปในบ้าน เมื่อเข้ามาแล้วเขาถึงจะเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีต

“ซูฉิน พวกมันก็เป็นแค่พวกชาวนา ความดีความชอบของพวกมันก็ถือเป็นความดีความชอบของข้าใช่ไหมหล่ะ? ถ้าข้าไม่ได้นำพวกมันเข้าร่วมกองทัพ พวกมันก็คงไม่มีโอกาสได้ทำเรื่องทั้งหมดนั้นหรอก!”

หวังหู่ไม่ได้ให้ค่ากับเหตุการณ์พวกนั้นเลย แถมยังไม่พูดถึงพวกลูกชายของชาวนาที่ตายไปเพื่อเขาด้วย

ในความคิดของเขา เขาสมควรได้รับทุกอย่างแล้ว ถึงยังไงสถานะของเขาก็คือขุนนาง

หวังซูฉินขมวดคิ้วในตอนที่ได้ยินเช่นนี้ แล้วพูดอย่างจริงจัง “ท่านพ่อ ทำแบบนี้มันไม่ถูกนะคะ”

ในตอนที่หวังหู่ได้ฟังลูกสาวของเขา ใบหน้าของเขาก็แดงขึ้นมาอย่างกระทันหัน เขากำลังจะเถียงกับเธอและพูดเรื่องกฏของความเคารพกับเรื่องที่สูงที่ต่ำ แต่หวังซูฉินก็พูดขึ้นมาอีกครั้งพอดี

“ถ้าเหตุการณ์นี้ล่วงรู้ไปถึงคนอื่น มันจะทำให้ตระกูลของเราเสียหายจริงๆนะคะ ท่านพ่อ ทำไมท่านไม่ทำให้มันจบไปซะตั้งแต่เนิ่นๆหล่ะ? ถ้าชื่อเสียงของตระกูลเราได้รับความเสียหาย แล้วข้าจะสามารถฝึกตนได้ยังไง? ความตายของพวกน่าสมเพชมันเทียบกับชื่อเสียงของตระกูลเราหรืออนาคตของข้าไม่ได้หรอกนะคะ! ท่านพ่อ ท่านต้องหาทางทำอะไรกับเรื่องนี้!”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ สายตาของหวังหู่ก็แข็งทื่อ แล้วสีหน้าของเขาก็ดูชั่วร้ายขึ้นในเวลาไม่นาน

จบบทที่ Chapter 4: จิตใจที่ต่ำตม

คัดลอกลิงก์แล้ว