บทที่ 51
บทที่ 51
บทที่ 51
ชิวอันไม่ตอบกลับเหลียนเฉิง แต่หันไปมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน
“พระชายา ท่านต้องการจะจัดการกับเขาอย่างไร”
หลังจากที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็มองไปที่เหลียนเฉิง
“เจ้าไปเถิด”
เหลียนเฉิงเป็นคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียน และเขายังเป็นครอบครัวเดียวกับผู้อาวุโสสูงสุดแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนอีก พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนจึงไม่ต้องการที่จะล่วงเกินแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนมากเกินไป
เมื่อเหลียนเฉิงได้ยินดังนั้นก็ตกใจขึ้นมา มองไปที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าปล่อยข้าผู้เฒ่าไปรึ? เจ้าไม่กลัวว่าข้าผู้เฒ่าจะกลับมาล้างแค้นอีกครั้งรึ?”
“จวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้าเอาชนะเจ้ามาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ย่อมไม่มีปัญหาจะเอาชนะเจ้าอีกครั้ง ครั้งนี้ข้าปล่อยเจ้าไป หากครั้งหน้าเจ้ามาอีก ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไปอีกแน่”
ครั้งนี้ที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไม่ฆ่าเหลียนเฉิง ก็เพราะเห็นแก่หน้าแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียน หากครั้งหน้ามาอีก พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไปเช่นกัน
“ได้”
เหลียนเฉิงมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนอย่างลึกซึ้งแล้วก็หันหลังเดินออกไปข้างนอก เมื่อเดินไปถึงหน้าเจียงเฟิง เขาก็มองอย่างเย็นชา
“พาข้าผู้เฒ่ากลับจวน ข้าผู้เฒ่าจะต้องขนศพลูกชายข้ากลับไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียน”
“ได้ ผู้อาวุโสเหลียน”
เมื่อถูกเหลียนเฉิงมองอย่างเย็นชา เจียงเฟิงก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที รีบตอบรับทันที
เจียงเฟิงพูดจบก็เดินนำทางไปข้างหน้า
เมื่อเหลียนเฉิงเดินไปถึงหน้าประตู องครักษ์ของหน่วยสืบสวนเสวียนอิ่งก็ขวางทางของเขาไว้ หากไม่มีคำสั่งของเฉินฮ่าว ต่อให้จะรู้ว่าจะต้องตายองครักษ์หน่วยสืบสวนเสวียนอิ่งก็จะไม่ยอมให้เหลียนเฉิงจากไปง่ายๆ
เหลียนเฉิงหันกลับไปมองเฉินฮ่าว หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าชิวอันที่ไว้ชีวิตเขา เขาคงจะฟันองครักษ์หน่วยสืบสวนเสวียนอิ่งที่ขวางทางไปแล้ว
“พวกเจ้าถอยไป ปล่อยเขาไป”
ในเมื่อผู้เสียหายอย่างพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไม่คิดจะเอาความแล้ว และตนเองก็สู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ไหว แทบฝ่ายตรงข้ามยังเป็นคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนอีก เฉินฮ่าวจึงไม่อยากจะสร้างเรื่องอีกต่อไป
“ขอรับ”
องครักษ์หน่วยสืบสวนเสวียนอิ่งโค้งตัวรับคำเฉินฮ่าวแล้วก็เปิดทางให้
เมื่อเหลียนเฉิงเห็นดังนั้นก็เดินต่อไปข้างนอก เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู เขาก็พลันหันกลับไปมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนที่อยู่ไกลๆ
“ข้าผู้เฒ่าจะไม่มาหาพวกเจ้าเพื่อล้างแค้นอีกแล้ว แต่เรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ เช่นนี้ ภรรยาของข้าผู้เฒ่าจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ อย่างแน่นอน”
เมื่อชิวอันคิดว่าเรื่องวุ่นวายนี้ตนเองเป็นคนก่อขึ้น ก็ควรจะสะสางเอง เขาจึงไม่รอให้พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเอ่ยปากแต่กลับตะโกนใส่เหลียนเฉิงก่อน
“ข้าจะไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนภายในสามเดือน ถึงตอนนั้นพวกเจ้าต้องการอย่างไร ก็มาคุยกับข้า”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมองชิวอันด้วยความประหลาดใจ ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงพูดเช่นนั้น แต่ในตอนนี้เขาคือคนของจวนอ๋องเจิ้นเปียนที่เพิ่งจะช่วยจวนอ๋องเจิ้นเปียนไว้ นางจึงไม่เอ่ยปากคัดค้านคำพูดของชิวอัน
หลังจากที่เหลียนเฉิงรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไม่เอ่ยปากคัดค้าน เขาก็รู้ว่านางยอมรับคำพูดเมื่อครู่ของชิวอันแล้ว เขาจึงกล่าวว่า
“ตกลง ข้าผู้เฒ่าจะรอเจ้าที่แดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียน ข้าผู้เฒ่าเหลียนเฉิงคือผู้อาวุสหกของแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียน”
เหลียนเฉิงพูดจบก็จากไปจากจวนอ๋องเจิ้นเปียน
จักรพรรดิเทียนเฉียนที่ยืนอยู่บนหลังคาไกลๆ เมื่อเห็นเหลียนเฉิงจากไปก็รู้ว่าเรื่องนี้จบลงแล้ว เขามองไปที่กัวเสวี่ยที่อยู่ข้างกายพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน จากนั้นก็หันไปมองสวี่เวยกับอู๋เอินที่อยู่ข้างๆ
“กลับวัง”
หลังจากที่จักรพรรดิเทียนเฉียนพูดจบ เขาก็กระโดดลงมาบนถนนแล้วเดินไปยังพระราชวัง
เมื่อสวี่เวยกับอู๋เอินเห็นดังนั้นก็รีบกระโดดลงมาเช่นกัน เดินตามอยู่ข้างหลังจักรพรรดิเทียนเฉียนไปยังพระราชวัง
หลังจากที่เหลียนเฉิงจากไปแล้ว พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็มาอยู่ข้างกายองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินแล้วทำความเคารพเขา
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงปกป้องจวนอ๋องเจิ้นเปียน จวนอ๋องเจิ้นเปียนถือว่าติดค้างบุญคุณฝ่าบาทแล้ว”
ถึงแม้ว่าคนขององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินจะไม่ได้มีบทบาทอะไรนัก แต่ในเมื่อคนของเขาลงมือเข้าช่วยเหลือ พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็ต้องยอมรับบุญคุณขององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินในครั้งนี้
“พระชายาเกรงใจเกินไปแล้ว ที่ท่านพูดมาทำให้ข้ารู้สึกละอายใจนัก ข้ากลับไม่ได้ช่วยท่านแก้ไขปัญหา แต่กลับเป็นผู้พิทักษ์ในจวนของท่านที่ขับไล่ศัตรูไป”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนด้วยใบหน้าที่ละอายใจ แต่ในใจกลับแอบดีใจอย่างลับๆ ครั้งนี้เฉาฉงกับหลิงอู่ไม่ได้บาดเจ็บโดยเปล่าประโยชน์ สามารถทำให้จวนอ๋องเจิ้นเปียนติดค้างบุญคุณได้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
“ฝ่าบาทเกรงใจไปแล้วเพคะ ฝ่าบาทยื่นมือเข้าช่วยในยามที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนของเราตกอยู่ในอันตราย คนทั้งจวนอ๋องเจิ้นเปียนของเราจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ และจะต้องตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงของฝ่าบาทแน่”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อองค์ชายรองกัวจิ่งหยวนที่อยู่ข้างๆ เห็นว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนกับองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน สีหน้าก็พลันดูไม่ดีขึ้นมา รู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่เมื่อครู่ไม่ได้ให้หวังเซิ่งกับม่อหรงลงมือ
ต่อให้ทั้งสองคนจะสู้ไม่ได้ อย่างมากก็แค่บาดเจ็บ แต่สามารถทำให้จวนอ๋องเจิ้นเปียนติดค้างบุญคุณได้เหมือนกับองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ และเพื่อที่จะไม่ให้องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินหันกลับเยาะเย้ยตนเอง องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนจึงไม่คิดจะทักทายพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแม้แต่คำเดียวแล้วก็เดินออกไปนอกจวนอ๋องทันที
หางตาขององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินเห็นว่าองค์ชายรองกัวจิ่งหยวนจากไปแล้ว เดิมทีคิดจะเรียกเขาไว้แล้วเยาะเย้ยเขาเสียหน่อย แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ไม่อยากจะทิ้งความประทับใจที่ไม่ดีไว้ต่อหน้าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน จึงอดทนไว้
เมื่อเห็นว่าวิกฤตของจวนอ๋องเจิ้นเปียนคลี่คลายแล้ว องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็ไม่คิดจะอยู่นาน อยากจะไปที่จวนอ๋องเวยอู่เพื่อดูว่าเจียงเฟิงเป็นอะไรหรือไม่ เขาจึงมองไปที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียน
“พระชายา ในเมื่อตอนนี้ในจวนปลอดภัยแล้ว และข้าก็ยังมีธุระอยู่ เช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อน”
“เพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะไม่รบกวนฝ่าบาทอีกต่อไป ฝ่าบาทเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนทำความเคารพองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน
“ขอลา”
หลังจากที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพูดจบ เขาก็พาเฉาฉงกับหลิงอู่ออกจากจวนอ๋องเจิ้นเปียนไป
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมองไปที่เย่จิ้งที่บาดเจ็บและเหล่าผู้พิทักษ์ราชันย์ยุทธ์จากนั้นก็กล่าวว่า
“ทุกท่านสู้ตายเพื่อปกป้องจวนอ๋อง ข้าจดจำไว้หมดแล้ว ทุกท่านลงไปพักผ่อนรักษาตัวก่อน รอให้ทุกท่านรักษาตัวหายดีแล้ว ข้าจะปูนบำเหน็จรางวัลให้”
ผู้พิทักษ์ราชันย์ยุทธ์หลายคนทำความเคารพพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแล้วก็ถอยออกไป มีเพียงเย่จิ้งที่ยังไม่จากไป แต่กลับมาอยู่ข้างกายพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน มองไปที่ชิวอันที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางสวนที่อยู่ไม่ไกล
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเข้าใจความกังวลของเย่จิ้ง มองไปที่ชิวอันแล้วก็พูดกับเย่จิ้งว่า
“ผู้พิทักษ์เย่ ท่านวางใจเถิด หากเขาเป็นศัตรู ก็คงจะไม่ลงมือช่วยเรา”
“ท่านก็บาดเจ็บไม่น้อยเช่นกัน รีบลงไปรักษาตัวก่อนเถิด”
“ขอรับ พระชายา”
หลังจากที่เย่จิ้งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ทำความเคารพพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแล้วก็จากไป
หลังจากที่เย่จิ้งจากไปแล้ว พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็มองสวนที่เต็มไปด้วยความเสียหาย จากนั้นก็มองไปที่จ้าวหรานที่อยู่ข้างๆ
“เจ้าจัดคนมาทำความสะอาดสวนด้วย”
“ขอรับ พระชายา”
จ้าวหรานโค้งตัวรับคำแล้วก็ถอยออกไป
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็หันไปเดินเข้าหาชิวอัน
“หากวันนี้ไม่มีท่าน จวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้าก็คงจะไม่สามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติ โปรดรับการคารวะจากหม่อมฉันสักครั้ง”
หลังจากที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนพูดจบ นางก็ทำความเคารพชิวอัน
ชิวอันไหนเลยจะกล้ารับการคารวะของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน เมื่อเห็นดังนั้นก็ตกใจจนรีบหลบไปข้างๆ
“พระชายา ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว ในฐานะผู้พิทักษ์ของจวนอ๋องเจิ้นเปียน การต่อสู้กับศัตรูภายนอกเพื่อจวนอ๋องนับเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว”
เมื่อเห็นว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมีพิธีรีตองมากเช่นนี้ ชิวอันก็ร้องทุกข์ในใจขึ้นมา หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เมื่อครู่ก็คงจะฉวยโอกาสหลบหนีไปก่อนแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน มารดามาทำความเคารพลูกชาย นี่ไม่ใช่ว่าจะทำให้อายุสั้นลงหรอกหรือ
“ท่านพูดเล่นแล้ว หม่อมฉันรู้ว่าเมื่อครู่ท่านพูดว่าเป็นผู้พิทักษ์ของจวนอ๋องก็เพื่อเห็นแก่หน้าจวนอ๋องเจิ้นเปียนของเราท่านเป็นผู้พิทักษ์ของจวนอ๋องเจิ้นเปียนหรือไม่ หม่อมฉันไหนเลยจะไม่รู้”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนยิ้มพลางมองไปที่ชิวอัน
“ฮาๆ! พระชายา ข้าเป็นผู้พิทักษ์จวนอ๋องที่ซื่อจื่อจ้างมา”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน ชิวอันก็เตรียมการไว้แล้ว อีกอย่างในอนาคตเขาก็จำเป็นต้องใช้ฐานะนี้ในการทำสิ่งต่างๆ
“ลูกชายของข้าจ้างท่านมารึ?”
เมื่อพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนได้ยินดังนั้นก็ตกใจขึ้นมา หากเป็นชิวอันจ้างมาจริงๆ ก็มีโอกาศที่ตนเองจะไม่รู้
“ถูกต้อง หากพระชายาเพคะไม่เชื่อ ก็สามารถไปถามซื่อจื่อดูได้”
ชิวอันมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนอย่างสงบนิ่ง
เมื่อมองดูท่าทีที่สงบนิ่งของชิวอัน พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็เชื่อขึ้นมาบ้าง ถึงแม้จะอยากจะให้ชิวอันออกมาเพื่อยืนยันในตอนนี้ แต่เมื่ออีกฝ่ายเพิ่งจะช่วยจวนอ๋องของตนเองไว้ การที่จะให้ชิวอันออกมาทันทีก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นักนางจึงเปลี่ยนเรื่องคุย
“ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร?”
“ข้า ชื่อ เฟิงชิงหยาง”
เมื่อนึกว่าตนเองมีวิชาดาบเก้าเดียวดาย ชิวอันจึงเลือกใช้นามแฝงว่าเฟิงชิงหยาง
“เฟิงชิงหยาง?”
ในสมองของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็นึกถึงชื่อของยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ที่มีชื่อเสียงในราชวงศ์เทียนเฉียนขึ้นมา แต่กลับพบว่าไม่มีความทรงจำที่เกี่ยวกับเขาเลย
เมื่อมองดูสีหน้าของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน ชิวอันก็รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“พระชายาไม่ต้องคิดหรอก ข้าเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ไม่แปลกที่ท่านจะไม่รู้จัก”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง จากนั้นก็กล่าวต่อว่า
“ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว อาศัยความสามารถระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น เอาชนะผู้มีพลังระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นปลายไหนเลยจะเป็นคนไร้ชื่อเสียงเล่า เพียงแต่หม่อมฉันหูตาไม่กว้างขวางเท่านั้นเอง”
“พระชายา ในเมื่อเรื่องราวก็คลี่คลายลงแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เมื่อชิวอันเห็นว่ากัวเสวี่ยกำลังจะเดินไปยังสวนหลังจวน ก็ร้อนใจขึ้นมาทันทีหากไม่ไปตอนนี้ก็จะถูกกัวเสวี่ยพบเข้า
“ผู้พิทักษ์เฟิง หม่อมฉันมีคำถามหนึ่งอยากจะให้ท่านช่วยตอบ”
ในใจของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนยังมีคำถามมากมาย ไหนเลยจะยอมปล่อยให้ชิวอันจากไปง่ายๆ
“พระชายาโปรดถาม”
เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยเดินไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ชิวอันก็อยากจะรีบตอบคำถามของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนให้เสร็จแล้วรีบจากไป
“อยากจะถามท่านว่าที่ท่านรับปากเหลียนเฉิงว่าจะไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนหลังจากนี้สามเดือนนั้นหมายความว่าอย่างไร? แดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนมีผู้แข็งแกร่งระดับนักบุญยุทธ์อยู่ การที่ท่านไปเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการเดินเข้าไปหาที่ตายหรอกหรือ?”
“พระชายาไม่ต้องกังวล ในใต้หล้านี้ หาใช่เพียงแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนที่มีผู้แข็งแกร่งระดับนักบุญยุทธ์ ถึงตอนนั้นข้าจะไปจัดการเรื่องนี้ให้สิ้นซากเอง”
ชิวอันตั้งใจว่าจะพยายามยกระดับความสามารถของกัวเสวี่ยในช่วงสองเดือนครึ่งนี้อย่างเต็มที่ รอให้ระดับพลังของกัวเสวี่ยบรรลุถึงปรมาจารย์ขั้นสูงสุดแล้ว เขาก็จะไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียน
การไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนไม่เพียงแต่จะแก้ไขปัญหาในวันนี้ให้สิ้นซาก แต่ยังตั้งใจจะใช้บัตรทดลองนักบุญยุทธ์หนึ่งใบ เพื่อเอาชนะนักบุญยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนด้วย จากนั้นก็ใช้บัตรควบคุมวิญญาณเพื่อควบคุมแดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนทั้งหมด และทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์เหลยเหยียนมาเป็นของตน
เมื่อพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนได้ยินดังนั้นก็ตกใจขึ้นมา เมื่อฟังความหมายในคำพูดของชิวอันแล้ว เบื้องหลังของชิวอันยังมีผู้แข็งแกร่งระดับนักบุญยุทธ์อยู่อีก
“ผู้พิทักษ์เฟิง...”
เมื่อพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนยังพูดไม่ทันจบก็ถูกชิวอันขัดขึ้น
“พระชายา ข้ายังมีธุระอยู่ขอตัวก่อน ท่านมีอะไรไม่เข้าใจ ก็ไปถามซื่อจื่อเถิด ข้าขอลา”
เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยหายไปจากสายตาของตนเองไปแล้ว ชิวอันก็ร้อนใจขึ้นมาหลังจากที่พูดกับพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนจบ เขาก็พลันหายตัวไปเบื้องหน้าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแล้ววิ่งไปยังสวนหลังจวน
การหายตัวไปอย่างกะทันหันของชิวอันทำให้พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนงงงวยไปหมด เหตุใดยังพูดไม่ทันจบก็จากไปเสียแล้วเล่า แต่เมื่อนึกถึงคำพูดสุดท้ายของชิวอัน นางจึงมองไปที่หรงหมัวมัวที่อยู่ข้างๆ
“ไปเรียกอันเอ๋อร์ กับ...พระชายาซื่อจื่อมา ข้าจะรอพวกเขาอยู่ที่สวน”
หลังจากที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนพูดจบ นางก็เดินไปยังเรือนน้อยจิ้งซือ
“พระชายาซื่อจื่อ?”
เมื่อหรงหมัวมัวได้ยินดังนั้นก็ตกใจขึ้นมา จากนั้นก็เข้าใจขึ้นมาทันที นางทำความเคารพพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนที่เดินจากไปไกล
“เพคะ พระชายา”
หลังจากที่หรงหมัวมัวโค้งตัวรับคำแล้ว นางก็เดินไปยังเรือนน้อยชิงเฟิง
ณ เรือนน้อยชิงเฟิง
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
“ซื่อจื่อ ศัตรูไปแล้ว”
ทันทีที่ชิวอันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอกพร้อมกับเสียงเรียกของกัวเสวี่ย
“เอี๊ยด”
ชิวอันเปิดประตูออกมา มองสำรวจกัวเสวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเป็นห่วง
“เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นอะไร ยังไม่ทันที่ข้าจะลงมือ ศัตรูก็ถูกผู้พิทักษ์ของจวนขับไล่ไปแล้ว”
“อืม เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
ชิวอันพยักหน้า
ในขณะนั้น หนิงเซียงได้ยินเสียงของกัวเสวี่ยก็เดินออกมาจากในห้องเช่นกัน
“คุณหนู ท่านไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ!”
หนิงเซียงก็สำรวจกัวเสวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็หมุนไปสำรวจข้างหลังกัวเสวี่ยต่อ
“หนิงเซียง ข้ายังไม่ทันจะต่อสู้เลยด้วยซ้ำ ศัตรูก็ถูกขับไล่ไปแล้ว ข้าจะบาดเจ็บอะไรกัน”
เมื่อถูกสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง กัวเสวี่ยก็รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง รีบดึงหนิงเซียงให้อยู่นิ่งๆ
“คุณหนูไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านวางใจเถิด บ่าวจะตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก ต่อไปนี้ ก็ให้บ่าวมาปกป้องท่านเอง”
หนิงเซียงมองกัวเสวี่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“อือ ข้ารออยู่”
กัวเสวี่ยยิ้มพลางมองไปที่หนิงเซียง
ในขณะนั้น หรงหมัวมัวก็เดินเข้ามาจากนอกสวน
“ซื่อจื่อ พระชายาซื่อจื่อ พระชายาเชิญพวกท่านไปที่เรือนน้อยจิ้งซือเพคะ”
หรงหมัวมัวโค้งตัวทำความเคารพกัวเสวี่ยกับชิวอัน
เมื่อเห็นคำเรียกขานของหรงหมัวมัวที่มีต่อกัวเสวี่ยเปลี่ยนไป บนใบหน้าของชิวอันก็พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา
หากท่านแม่ไม่ถูกอนุมัติ หรงหมัวมัวย่อมไม่กล้าที่จะเรียกขานเช่นนี้โดยพลการ ในเมื่อหรงหมัวมัวเรียกขานเช่นนี้แล้วคาดว่าท่านแม่คงจะยอมรับกัวเสวี่ยแล้วเช่นกัน
“พระชายาซื่อจื่อ?”
เมื่อกัวเสวี่ยฟังคำเรียกขานของหรงหมัวมัวก็ตกใจไปในทันที
“ถูกต้องเพคะ เป็นพระชายาที่ให้บ่าวเรียกท่านเช่นนี้”
เมื่อมองดูใบหน้าที่ประหลาดใจของกัวเสวี่ย หรงหมัวมัวก็ไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด ยิ้มพลางยืนยันอีกครั้ง
“อืม”
กัวเสวี่ยพยักหน้าอย่างมีความสุข
หากจะบอกว่าครั้งที่แล้วพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเพียงแค่ยอมรับในฐานะของกัวเสวี่ยจากสิ่งภายนอก เช่นนั้นแล้วตอนนี้ก็คือการยอมรับฐานะของนางด้วยใจจริง
“ไปกันเถอะ เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าให้ท่านแม่รอนานเลย”