บทที่ 19
บทที่ 19
บทที่ 19
“พระชายา ท่านไม่ให้บ่าวลงมือ บ่าวไหนเลยจะกล้าลงมือ แต่เป็น...”
หรงหมัวมัวพูดถึงตรงนี้ก็หยุดลงแล้วมองไปที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียน
“เจ้ามองข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? รีบบอกมาว่าใครเป็นคนลงมือ? หรือว่าจะเป็นจ้าวหรานที่ลงมือ?”
เมื่อเห็นสายตาที่แปลกประหลาดในดวงตาของหรงหมัวมัว พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นไปอีกว่าใครเป็นคนลงมือ
“ไม่ใช่เพคะ เป็น...เป็นสาวใช้ที่ซื่อจื่อชอบ ที่เป็นคนลงมือขับไล่คุณชายคุณหนูเหล่านั้นไปเพคะ”
เดิมทีหรงหมัวมัวอยากจะพูดว่าพระชายาซื่อจื่อ แต่เมื่อนึกขึ้นมาว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนดูเหมือนจะไม่ชอบกัวเสวี่ยจึงรีบเปลี่ยนคำพูด
“อะไรนะ? สาวใช้นางนั้นขับไล่คุณชายคุณหนูเหล่านั้นไปรึ?”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมองหรงหมัวมัวด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
“หรงหมัวมัว เจ้ากำลังพูดเล่นกับข้าอยู่หรือ?”
“เท่าที่ข้ารู้ คุณชายจากตระกูลเฉินคนนั้นเป็นถึงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด เจ้ากลับบอกว่าเขาถูกสาวใช้ในจวนของเราเอาชนะหรือ เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อหรืออย่างไร?”
ในแววตาของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปนั่นแหละถึงจะเป็นการดูถูกห้าตระกูลจริงๆ
“พระชายา บ่าวไหนเลยจะกล้าหลอกลวงท่าน ที่บ่าวพูดเป็นความจริงทุกประการ คุณชายคุณหนูเหล่านั้นถูกสาวใช้ที่ซื่อจื่อชอบขับไล่ไปจริงๆ หากท่านไม่เชื่อสามารถเรียกพ่อบ้านจ้าวมาได้เพคะ”
เมื่อหรงหมัวมัวเห็นว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไม่เชื่อจึงคุกเข่าลง
เมื่อพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเห็นหรงหมัวมัวคุกเข่าลง และนางก็เป็นคนที่รับใช้ตนเองมาหลายสิบปีแล้ว ในใจก็เริ่มที่จะเชื่อขึ้นมาบ้าง จึงกล่าวว่า
“ลุกขึ้นมาพูด”
“ขอบพระทัยเพคะพระชายา”
หรงหมัวมัวลุกขึ้น
“เจ้าเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดสิว่าเรื่องทั้งหมดเป็นมาอย่างไร”
“เพคะ พระชายา บ่าวอยู่ที่นอกห้องโถง...”
จากนั้นหรงหมัวมัวก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เห็นออกมา
หลังจากที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนฟังจบก็ไม่พูดอะไร แต่หลับตาลงเพื่อเรียบเรียงคำพูดของหรงหมัวมัวเมื่อครู่
อยู่พักนึง พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็ลืมตาขึ้นแล้วมองไปที่หรงหมัวมัว
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าหลังจากที่อันเอ๋อร์จูบเด็กสาวคนนั้นไม่นาน เด็กสาวคนนั้นก็กลายเป็นระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดรึ?”
หลังจากที่ฟังคำพูดของหรงหมัวมัวจบ การเรียกขานที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมีต่อกัวเสวี่ยก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
“เพคะ ตามที่ซื่อจื่อบอกมา เป็นเพราะวิชาอวยพรจึงทำให้นางเพิ่มระดับพลังขึ้น และคงอยู่เพียงหนึ่งชั่วยามเพคะ”
หรงหมัวมัวโค้งตัวตอบ
“เจ้าคิดว่าอันเอ๋อร์จะมีวิชาอวยพรอะไรจริงๆ รึ?”
“แล้วในทวีปเฉียนคุนจะมีวิชาอวยพรที่เหนือฟ้าเช่นนี้จริงๆ รึ?”
“หากมีวิชาอวยพรนี้จริงๆ ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ก็จะกลายเป็นยอดฝีมือระดับนักบุญยุทธ์เลยมิใช่รึ? แล้วยอดฝีมือระดับนักบุญยุทธ์จะกลายเป็นระดับใดอีก?”
“เจ้าไม่คิดว่านี่มันไม่ไร้สาระไปหน่อยรึ?”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไม่เชื่อเลยว่าในโลกนี้จะมีวิชาอวยพรเช่นนี้อยู่
“พระชายา ที่จริงบ่าวก็ไม่เชื่อเพคะ แต่นี่เป็นสิ่งที่บ่าวเห็นมากับตาตัวเอง จะไม่ให้บ่าวเชื่อ ก็คงเป็นเรื่องยาก”
หรงหมัวมัวยิ้มอย่างขมขื่นพลางมองไปที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียน แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ความจริงก็อยู่ตรงหน้านาง
“มิสู้ให้พระชายาลองถามซื่อจื่อด้วยพระองค์เอง เชื่อว่าซื่อจื่อจะต้องให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ท่านอย่างแน่นอนเพคะ”
“อืม เจ้าไปเรียกเขามาเดี๋ยวนี้ ข้าต้องถามให้รู้เรื่องว่ามันเป็นมาอย่างไรกันแน่”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนพยักหน้า
แต่หรงหมัวมัวกลับยังคงยืนนิ่งไม่ขยับก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นท่าทีที่ผิดปกติของหรงหมัวมัว พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็มองนางด้วยความสงสัย
“เป็นอะไรไป? เหตุใดยังไม่ไปเชิญอันเอ๋อร์มาอีก?”
“พระชายา ซื่อจื่อบอกว่าจะไปที่สมาคมการค้าสี่ทะเลพร้อมกับสาวใช้นางนั้น และซื่อจื่อก็ไม่ออกจากจวนมาสามปีแล้วท่านรอให้เขากลับมาก่อนแล้วค่อยเรียกพบเขาดีหรือไม่เพคะ”
“อะไรนะ? อันเอ๋อร์จะออกจากจวนรึ?”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมองหรงหมัวมัวด้วยความประหลาดใจ นับตั้งแต่ที่ชิวอันประสบอุบัติเหตุ เขาก็ไม่เคยออกจากจวนอีกเลย แต่ตอนนี้จู่ๆ ก็จะออกจากจวน นางไหนเลยจะไม่ประหลาดใจ
“บ่าวเห็นว่าซื่อจื่อสั่งให้ชิวเจี้ยนไปหาผู้เฒ่าเย่ บอกว่าจะไปที่สมาคมการค้าสี่ทะเลพร้อมกับสาวใช้นางนั้นเพคะ”
หรงหมัวมัวโค้งตัวตอบ
“นับตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุ อันเอ๋อร์ก็ไม่คิดจะออกจากจวนมาสามปี ต่อให้ข้าจะให้เขาไป เขาก็ไม่ยอมออกจากจวน ไม่คิดว่าเด็กสาวคนนั้นเพิ่งจะมาถึงเรือนของเขาเมื่อวาน วันนี้เขาก็จะออกจากจวนแล้ว”
“หรือว่าอันเอ๋อร์จะชอบนางมากจริงๆ? ถึงกับยอมทำลายหลักการที่ยึดมั่นมาสามปี”
“ข้าควรจะยอมรับการแต่งงานของพวกเขาดีหรือไม่?”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมองท้องฟ้าแล้วพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็ตกอยู่ในภวังค์
ครู่ต่อมา พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็มองไปที่หรงหมัวมัว
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าวิชาอวยพรนั่นสามารถเพิ่มระดับพลังขึ้นสองระดับในทันทีใช่หรือไม่?”
“ใช่เพคะ พระชายา”
“หลังจากที่นางเพิ่มขึ้นสองระดับแล้วก็จะกลายเป็นระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด เช่นนั้นแล้วระดับเดิมของนางก็คือระดับจอมยุทธ์ขั้นสูงสุดใช่หรือไม่?”
“ใช่เพคะ พระชายา”
“เจ้าคิดว่าจอมยุทธ์ขั้นสุดสุดจะมาเป็นสาวใช้ที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้ารึ? นี่เป็นเรื่องปกติหรือ?”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนจ้องมองหรงหมัวมัวเขม็ง
เมื่อหรงหมัวมัวได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที สาวใช้ในจวนอ๋องล้วนเป็นนางที่คอยดูแล ตอนนี้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นมาจะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร นางตกใจจนรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที
“บ่าวสมควรตาย เป็นบ่าวที่มองคนไม่ขาดเอง ขอพระชายาโปรดลงโทษ”
เมื่อมองดูหรงหมัวมัวที่คุกเข่าอยู่บนพื้น พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็พูดเสียงเบาว่า
“ช่างเถิด ลุกขึ้นเสีย ถือว่าเป็นบทเรียนก็แล้วกัน ครั้งหน้าก็ระวังให้มากขึ้น”
“ขอบพระทัยเพคะพระชายา บ่าวจะไปจับนางมาสอบสวนเดี๋ยวนี้เพคะ”
หรงหมัวมัวพูดจบก็เตรียมจะไปที่เรือนน้อยชิงเฟิงเพื่อจับตัวกัวเสวี่ย แม้ว่าตอนนี้กัวเสวี่ยจะเป็นราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดแต่หรงหมัวมัวก็อยู่ในระดับระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดมาหลายสิบปีแล้ว นางมีความมั่นใจว่าจะสามารถจับตัวกัวเสวี่ยได้
ใครจะรู้ว่านางเพิ่งจะหันหลังกลับไปก็ถูกพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเรียกเสียก่อน
“เดี๋ยวก่อน”
หรงหมัวมัวหันกลับมามองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าเหตุใดนางจึงห้ามตนเองไม่ให้ไปจับตัวกัวเสวี่ย
“คาดว่าเด็กสาวคนนั้นคงจะไม่มีเจตนาร้ายต่ออันเอ๋อร์หรอก มิฉะนั้นแล้วตอนที่นางเพิ่งจะเลื่อนขึ้นสู่ราชันย์ยุทธ์ก็คงจะฆ่าอันเอ๋อร์ไปแล้ว และตอนนี้อันเอ๋อร์ก็หลงใหลในตัวนางมาก หากเจ้าไปจับนางอย่างบุ่มบ่าม อันเอ๋อร์ก็คงจะไม่ยอมแน่”
ตอนนี้ชิวอันเพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ไม่เก็บตัวอีกต่อไป พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไม่ต้องการให้เรื่องของกัวเสวี่ยมาทำให้ชิวอันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
“พระชายา ถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะยังไม่ทำร้ายซื่อจื่อ แต่ที่มาของนางก็ไม่แน่ชัดหากว่า...”
หรงหมัวมัวยังคงคิดว่าควรจะจับตัวกัวเสวี่ยมาสอบสวน แต่ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนขัดขึ้น
“พอแล้ว ตอนนี้รอให้อันเอ๋อร์กลับมาก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
“เจ้าไปสืบที่มาของนางอย่างลับๆ ก่อนก็พอ และหากพวกเขาจะมาฆ่าอันเอ๋อร์จริงๆ ก็คงจะไม่ส่งสตรีระดับจอมยุทธ์ที่เสียโฉมมาหรอก หากจะส่งก็ต้องส่งสตรีที่รูปโฉมงดงามมา”
“เพคะ พระชายา บ่าวเข้าใจแล้ว”
“อืม ไปเถอะ”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนโบกมือให้หรงหมัวมัว
“เพคะ พระชายา บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เพคะ”
หรงหมัวมัวพูดจบก็ถอยออกไป
“หากเจ้าไม่มีเจตนาร้าย ขอเพียงอันเอ๋อร์ชอบ จะให้เจ้าเป็นพระชายาซื่อจื่อแล้วจะเป็นไรไป!”
---
เรือนน้อยชิงเฟิง
เมื่อชิวอันมาถึงในสวน กัวเสวี่ยก็กำลังนั่งกินขนมอยู่ที่ม้านั่งหิน
“ฮาๆๆ! ภรรยา คำพูดเมื่อครู่ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าเจ้าชอบข้าแล้วหรือ?”
หลังจากที่นั่งลงบนม้านั่งหินข้างกายกัวเสวี่ยแล้ว ชิวอันก็มองกัวเสวี่ยด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“ถูกต้อง”
ใบหน้าของกัวเสวี่ยพลันแดงขึ้นมาแวบหนึ่งแล้วก็กลับมาเป็นปกติ ในเมื่อตัดสินใจที่จะฝากชีวิตไว้กับชิวอันแล้ว กัวเสวี่ยก็ทำตัวเป็นธรรมชาติมากขึ้น
“ข้าชอบท่านแล้ว ทำไม? ท่านไม่พอใจรึ?”
กัวเสวี่ยมองชิวอันด้วยสายตาที่เป็นอันตราย
“ฮาๆๆ! จะเป็นไปได้อย่างไร การได้รับความรักจากภรรยา สามีย่อมปรารถนาเป็นที่สุด”
เมื่อเหลือบเห็นแววตาที่เป็นอันตรายในดวงตาของกัวเสวี่ย รอยยิ้มบนใบหน้าของชิวอันก็พลันเปลี่ยนเป็นประจบสอพลอและต่ำต้อย ราวกับต้องการเอาใจอีกฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ
“ท่านเป็นคนมายุ่งกับข้าก่อน หากในอนาคตท่านทำให้ข้าผิดหวัง คำพูดเมื่อครู่ของข้าก็หาใช่คำพูดเล่นไม่”
กัวเสวี่ยมองชิวอันด้วยสายตาที่แน่วแน่
ชิวอันจับมือกัวเสวี่ยแล้วมองนางอย่างลึกซึ้ง
“ภรรยา ในอนาคตข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง หากข้าทำให้เจ้าผิดหวังขอให้ฟ้าผ่า...”
ชิวอันยังพูดไม่ทันจบก็ถูกกัวเสวี่ยขัดขึ้น
“หุบปาก ห้ามพูดจาเหลวไหล”
“ฮาๆ! ข้ารู้อยู่แล้วว่าภรรยาเชื่อใจข้า”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยด้วยรอยยิ้มทะเล้น
“ข้าไม่เชื่อใจท่านหรอก แต่เชื่อใจตัวเอง หากท่านจะทำให้ข้าผิดหวัง นอกจากข้าที่มีสิทธิ์ลงโทษท่านแล้ว ต่อให้เป็นสวรรค์ก็ไม่มีสิทธิ์มาลงโทษท่าน”
“ต่อไปนี้ท่านจะอยู่ในความคุ้มครองของข้า วางใจเถิด ต่อให้ท่านจะไม่มีวรยุทธ์ ข้าก็จะพยายามฝึกฝน จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายท่านแน่”
กัวเสวี่ยมองชิวอันอย่างเย็นชา ในคำพูดเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ฮาๆ! ภรรยา ข้าไม่ให้โอกาสเจ้าหรอก”
ชิวอันยิ้มแล้วก็เปลี่ยนเรื่อง
“ภรรยา กินขนมสักชิ้นสิ อีกสักพักก็ไปเป็นเพื่อนข้าที่สมาคมการค้าสี่ทะเล ข้าจะประมูลยาคงโฉมมาให้เจ้า”
ชิวอันหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วเตรียมจะป้อนให้กัวเสวี่ย
“ท่านรังเกียจที่ข้ามีรอยแผลเป็นสองรอยบนใบหน้ารึ?”
กัวเสวี่ยไม่ต้องการจะกินขนมในมือของชิวอัน แต่กลับจ้องมองชิวอันเขม็ง
“ภรรยา ข้าเปล่านะ ไม่ว่าบนใบหน้าของเจ้าจะมีรอยแผลเป็นหรือไม่ ข้าก็ชอบเจ้าเช่นเดิม”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยอย่างลึกซึ้ง
แม้จะไม่รู้ว่าคำพูดของชิวอันมีความจริงอยู่กี่ส่วน แต่ในใจของกัวเสวี่ยก็ยังคงดีใจอย่างมาก
ในใจของกัวเสวี่ยก็รู้ดีว่าการที่ตนเองต้องแบกรับใบหน้าที่อัปลักษณ์นี้ย่อมต้องทำให้ชิวอันถูกเยาะเย้ยไม่น้อย ในเมื่อตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตแล้ว ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องใช้ใบหน้าเดิมมาพบเขา นางจึงคิดจะกลับคืนสู่โฉมหน้าเดิม
“ท่านกินขนมอยู่ที่นี่ก่อนเถิด ข้าอิ่มแล้ว ขอกลับไปแต่งหน้าที่ห้องก่อน อีกสักครู่จะออกไปเป็นเพื่อนท่านที่สมาคมการค้าสี่ทะเล”
กัวเสวี่ยพูดจบก็เดินไปที่ห้อง
หลังจากที่กัวเสวี่ยจากไป ชิวอันก็เริ่มกินขนมอย่างไม่รีบร้อน ในสมองก็คิดว่าจะรับมือกับการซักถามของแม่อย่างไรดี
อันที่จริง ชิวอันรู้มาโดยตลอด ว่าจ้าวหรานกับหรงหมัวมัวคอยเฝ้าดูชิวอันอยู่ในที่ลับมาโดยตลอดเวลา เรื่องที่เขาทำเมื่อครู่ก็จงใจทำให้คนทั้งสองเห็น เพื่อให้พวกเขาไปบอกพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเพื่อปูทางให้กับเรื่องที่เขาจะทำต่อไป
“ซื่อจื่อ”
ขณะที่ชิวอันกำลังคิดว่าจะรับมือกับการซักถามของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนอย่างไรนั้น เสียงของกัวเสวี่ยก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
เสียงเรียกของกัวเสวี่ย ก็ทำให้ชิวอันหันไปมองโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าก็พลันตกตะลึงขึ้นมา
เพราะสตรีที่อยู่เบื้องหน้ากับงดงามนัก นางสวมชุดที่ทำจากผ้าไหมสีชมพู ดวงตาทั้งสองข้างราวกับดวงดาวที่ตกลงไปในบ่อน้ำลึก ใสสว่างและลึกล้ำ สันจมูกโด่งตรงราวกับยอดเขา ริมฝีปากราวกับกุหลาบ ผิวขาวละเอียดราวกับหยกชั้นดี ผมดำสลวยปล่อยสยายอย่างสบายๆ
ชิวอันลุกขึ้นมาอยู่ข้างกายสตรีผู้นั้นอย่างเหม่อลอยแล้วถามอย่างไม่แน่ใจ
“ภรรยา นี่ใช่เจ้าหรือไม่?”
“หึ! ท่านว่าอย่างไรเล่า? สามีโง่ของข้า?”
เมื่อเห็นท่าทางโง่ๆ ของชิวอัน มุมปากของกัวเสวี่ยก็ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่สดใสออกมา ในชั่วพริบตา ราวกับมีแสงสว่างส่องประกายออกมา ดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนราวกับพบกับทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดในโลก ในชั่วพริบตาก็รู้สึกละอายใจในความงามของตนเอง พากันสูญเสียสีสันไป
เมื่อชิวอันเห็นรอยยิ้มของนาง ก็รู้สึกราวกับว่าจิตวิญญาณของตนถูกสะกดไว้ ปากก็ท่องบทกวีออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ในจวนมีหญิงงาม งามล้ำจนชวนฝัน เพียงชายตามองก็ล่มเมือง มองอีกครั้งก็ล่มแคว้น”
เมื่อกัวเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็อดที่จะมองชิวอันด้วยความประหลาดใจไม่ได้
“ซื่อจื่อ ท่านยังมีความสามารถด้านกวีด้วยหรือ?”
ในตอนนี้ ชิวอันก็ฟื้นสติกลับคืนมา
“ฮาๆ! ภรรยา สามีของเจ้ายังมีความสามารถอีกมากมายที่เจ้าไม่รู้ รอให้เจ้าค่อยๆ ค้นพบไปเรื่อยๆ”
“ซื่อจื่อ ท่านคิดว่าข้ายังจำเป็นต้องใช้ยาคงโฉมอีกหรือไม่?”
กัวเสวี่ยรู้ว่ายาเม็ดชนิดนี้ย่อมต้องมีสตรีมากมายต้องการ ราคาก็ต้องแพงมากเป็นแน่ ตนเองรูปโฉมงดงามมาแต่กำเนิด ไม่จำเป็นต้องใช้ จึงอยากจะประหยัดเงินให้ชิวอันบ้าง หรือถ้าจะใช้ก็เอาไปซื้อยาเม็ดสำหรับฝึกยุทธ์ก็คงจะคุ้มค่ากว่า
“ต้องใช้ ต้องใช้แน่นอน”
เมื่อเห็นรูปโฉมที่งดงามหาใดเปรียบของกัวเสวี่ย ชิวอันก็ยิ่งแน่วแน่ที่จะซื้อยาคงโฉมยิ่งขึ้น
“เพราะเหตุใด? หรือท่านคิดว่าข้าไม่งามรึ?”
กัวเสวี่ยมองชิวอันด้วยความสงสัย
“ใครกล้าบอกว่าภรรยาของข้าไม่งามกัน ข้าจะปล่อยให้ชิวเจี้ยนไปกัดมัน”
“หากภรรยาของข้าไม่งามแล้ว ในโลกนี้ใครจะกล้าบอกว่าตนเองงามอีกเล่า”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยอย่างจริงจัง
“พรืด”
เมื่อเห็นชิวอันบอกว่าจะปล่อยให้ชิวเจี้ยนไปกัดคนอีกครั้ง กัวเสวี่ยก็หัวเราะออกมา
เมื่อกัวเสวี่ยหัวเราะ ชิวอันก็พลันจมอยู่ในความงามของนางอีกครั้ง
เมื่อมองเห็นว่าชิวอันหลงใหลในความงามของตนเอง ในใจของกัวเสวี่ยก็มีความสุขมาก ทันใดนั้นก็คิดอยากจะแกล้งชิวอัน
“ซื่อจื่อ ข้ากับพระชายาใครสวยกว่ากันหรือ?”
คำถามที่แสนจะเจ้าเล่ห์ของกัวเสวี่ย ก็ทำให้ชิวอันตั้งสติกลับคืนมาทันที ในใจแอบพึมพำว่า
“เหตุใดในต่างโลก ถึงมีคำถามที่เจ้าเล่ห์เช่นนี้ด้วย โชคดีที่ข้าเคยอ่านหนังสือที่คล้ายๆ กันมาก่อน มิฉะนั้นแล้วคงจะถูกนางถามจนจนมุมไปแล้ว”
“ภรรยา และท่านแม่ล้วนงดงาม งดงามกันคนละแบบ ท่านแม่ของข้างดงามอย่างเมตตา ส่วนเจ้าก็งดงามอย่างมีเสน่ห์”