เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1

บทที่ 1

บทที่ 1


บทที่ 1

ณ ทวีปเฉียนคุน

เมืองหลวงแห่งราชวงศ์เทียนเฉียน

จวนอ๋องเจิ้นเปียน

เรือนน้อยชิงเฟิง

“เฮ้อ! เหตุใดผู้อื่นถึงมีระบบกันทันทีหลังเดินทางข้ามมิติหรือเกิดใหม่กันเล่า? แต่เหตุใดข้าที่กลับชาติมาเกิดใหม่สามปีแล้วถึงยังไม่มีระบบกัน?”

“ไม่มีก็ช่างปะไร แต่เหตุใดยังปล่อยให้ข้ากลายเป็นคนไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้อีก?”

“ชาติก่อนนึกว่าตนเองลำบากมาทั้งชีวิตแล้ว และชาตินี้ที่เกิดใหม่เป็นถึงอ๋องน้อยก็คงจะได้ใช้ชีวิตสุขสบายเสียที แต่กลับต้องกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปเสียได้”

“นี้เป็นโลกแห่งยอดฝีมือ การไม่มีระดับพลังก็แทบจะเป็นเรื่องยากในการก้าวเดินไปข้างหน้า บัดนี้ท่านพ่อในชาติภพนี้คืออ๋องเจิ้นเปียน ข้าจึงยังพอใช้ชีวิตสุขสบายไปได้บ้าง แต่หากวันใดที่ท่านไม่อยู่แล้ว ข้าก็คงอยู่ไม่ไกลจากความตายแล้วมิใช่หรือ?”

ชิวอันนอนอยู่บนเก้าอี้เอนหลังพลางแหงนมองท้องฟ้าและพึมพำกับตนเอง เมื่อนึกถึงชีวิตในภายภาคหน้าก็ยิ่งรู้สึกหดหู่

ชาติก่อนของชิวอันป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ทำให้ไม่สามารถทำงานเยี่ยงคนทั่วไป ทำได้เพียงรับจ้างทำงานเล็กๆน้อยๆ หลังจากการฟอกไตในแต่ละวัน สุดท้ายก็สิ้นใจตายเพราะความเหนื่อยล้า

เมื่อฟื้นขึ้นมาในชาติภพนี้และพบว่าตนได้เกิดใหม่ในโลกยุคโบราณที่ตนชื่นชอบ แถมยังเป็นถึงอ๋องน้อย ก็รู้สึกยินดียิ่งนัก นึกว่าจะได้อยู่อย่างมั่งคั่งร่ำรวยไปตลอดชีวิต แต่แล้วก็ดีใจได้ไม่นาน

ก่อนที่ความทรงจำในชาติก่อนจะฟื้นคืน เขาคืออัจฉริยะ อายุไม่ถึงยี่สิบปีก็บรรลุถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ และอีกไม่นานก็จะสามารถทะลวงสู่ระดับราชันย์ยุทธ์ได้แล้ว

แต่ในขณะที่เขากำลังจะทะลวงสู่ระดับราชันย์ยุทธ์ก็กลับถูกลอบสังหาร ไม่เพียงแต่จะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไป แต่ยังถูกมือสังหารทำลายเส้นชีพจรทั่วทั้งร่างจนขาดสะบั้น แม้แต่ตันเถียนก็ยังถูกทำลาย กลายเป็นคนที่อ่อนแอ ยิ่งกว่านักยุทธ์ฝึกหัดเสียอีก

ชิวอันไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณหรือเกลียดชังมือสังหารผู้นั้นดี หากไม่มีมือสังหารคนนั้น ตนคงได้กลายเป็นบุคคลระดับสูงของราชวงศ์เทียนเฉียนไปแล้ว แต่ก็อาจจะไม่มีวันได้ฟื้นความทรงจำในชาติก่อนเลยตลอดชีวิต

นับตั้งแต่ที่ชิวอันกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ จวนอ๋องเจิ้นเปียนที่แต่เดิมแม้อ๋องเจิ้นเปียนจะไม่อยู่ก็มีผู้คนมาเยือนไม่ขาดสาย แต่บัดนี้กลับเงียบเหงาราวกับป่าช้า แม่สื่อที่เคยแห่กันมาไม่ขาดสาย บัดนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา

“ซื่อจื่อ พระชายาให้ท่านไปที่สวนขอรับ”

ขณะที่ชิวอันกำลังคร่ำครวญถึงความไม่ยุติธรรมของสวรรค์ เด็กหนุ่มในชุดสีเขียวก็เดินเข้ามาอยู่ข้างกาย

“อืม! ชิวเจี้ยน รู้หรือไม่ว่าท่านแม่เรียกหาซื่อจื่อด้วยเรื่องอันใด?”

ชิวอันไม่ได้ลุกขึ้น ยังคงนอนแหงนมองท้องฟ้าอยู่เช่นเดิม

อันที่จริง ต่อให้ชิวอันไม่ถาม เขาก็พอจะเดาออกว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเรียกหาตนด้วยเรื่องอันใด เมื่อหลายวันก่อนพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเพิ่งจะบอกว่าเขาอายุไม่น้อยแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะแต่งงาน อีกไม่กี่วันจะช่วยหาคู่ครองให้ และบัดนี้ก็บอกให้ตนไปพบที่สวนอีก ก็คงจะเป็นเรื่องนี้เป็นแน่

“ทูลซื่อจื่อ บ่าวไม่ทราบขอรับ หรงหมัวมัวเพียงแค่บอกว่าพระชายาให้ท่านรีบไปที่สวนทันทีขอรับ”

ชิวเจี้ยนโค้งตัวตอบ

“อืม ข้ารู้แล้ว ซื่อจื่อจะไปเดี๋ยวนี้”

ชิวอันพูดจบก็ลุกขึ้นนั่ง จากนั้นจึงเดินไปยังสวน โดยมีชิวเจี้ยนเดินตามอยู่ข้างหลัง

สวนในจวนอ๋องเจิ้นเปียน

“พระชายา ท่านคิดว่าซื่อจื่อจะชอบพวกนางหรือไม่เพคะ? แล้วถ้าคนเหล่านี้แต่งเข้ามาในจวนอ๋องแล้ว จะสามารถดูแลซื่อจื่อได้ดีจริงๆ หรือเพคะ?”

หรงหมัวมัวเหลือบมองสตรีห้านางที่ยืนอยู่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ แล้วหันไปมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนด้วยความกังวล

“เฮ้อ!”

พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนที่กำลังมองไปยังสตรีห้านางที่มีรูปร่างค่อนข้างกำยำใต้ต้นหอมหมื่นลี้ ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

“ข้ารู้ดีว่าสตรีเหล่านี้อาจไม่เป็นที่พอใจของอันเอ๋อร์ แต่ตระกูลขุนนางที่มีบุตรสาวหน้าตางดงามต่างก็ดูแคลนอันเอ๋อร์ของพวกเรานัก เห็นว่าอันเอ๋อร์เป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ ไม่คู่ควรกับบุตรสาวของพวกเขา”

“สตรีทั้งห้านางนี้ล้วนเป็นบุตรีของแม่ทัพที่มีความสัมพันธ์อันดีกับท่านอ๋อง ผู้ที่มีรูปโฉมงดงามต่างก็ออกเรือนแต่งงานไปหมดแล้ว เหลือเพียงสตรีห้านางนี้เท่านั้น”

“พระชายา ในเมื่อสตรีจากตระกูลขุนนางไม่เต็มใจที่จะแต่งกับซื่อจื่อ เช่นนั้นพวกเราควรจะ.....”

หรงหมัวมัวยังพูดไม่ทันจบก็ถูกพระชายาขัดขึ้น

“ไม่ได้ ถึงแม้สตรีเหล่านี้จะมีรูปโฉมไม่สะสวยนัก แต่อย่างน้อยพวกนางก็เป็นถึงบุตรีของขุนนางขั้นสาม อีกทั้งที่บ้านของพวกนางยังมีบุรุษอยู่มากมาย ต่อให้ข้ากับท่านอ๋องสิ้นอายุขัยไปแล้ว ก็ยังมีคนคอยคุ้มครองอันเอ๋อร์อยู่”

“พระชายาช่างคิดการณ์ไกลยิ่งนัก หวังว่าซื่อจื่อจะเข้าใจในความปรารถนาดีของท่านเพคะ”

เมื่อหรงหมัวมัวกล่าวจบ ก็ถอนหายใจออกมา

“อะไรกันๆ! หรงหมัวมัว เจ้ากำลังนินทาข้าผู้เป็นซื่อจื่ออยู่หรือ”

ทันทีที่เสียงของหรงหมัวมัวเงียบลง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของนาง

หรงหมัวมัวยังไม่ทันจะหันไปมอง นางก็รู้ทันทีว่าเป็นชิวอัน จึงรีบหันกลับมาทำความเคารพชิวอัน

“บ่าวเฒ่าคารวะซื่อจื่อ”

“หรงหมัวมัวมิต้องมากพิธี”

“ขอบพระทัยซื่อจื่อ”

หรงหมัวมัวขอบคุณแล้วจึงยืนตัวตรง

“ลูกคารวะท่านแม่”

ชิวอันทำความเคารพพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน

“อันเอ๋อร์มิต้องมากพิธี มานั่งข้างแม่สิ”

พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนชี้ไปยังม้านั่งหินด้านข้าง

“ขอรับ ท่านแม่”

ชิวอันพยักหน้าแล้วจึงไปนั่งลงข้างกายพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน

“ท่านแม่ เมื่อครู่ท่านกับหรงหมัวมัวกำลังสนทนาเรื่องอันใดอยู่หรือ? ฟังดูแล้วคล้ายจะเกี่ยวข้องกับลูก”

“ใช่แล้ว แม่ได้เลือกสตรีไว้ให้เจ้าห้านาง เจ้าลองไปดูว่าชอบคนไหน แม่จะได้ไปสู่ขอให้ทันที”

พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนชี้ไปยังสตรีทั้งห้าที่อยู่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้

“พวกนางล้วนเป็นคนที่แม่คัดสรรมาเพื่อเจ้าเป็นอย่างดี เพียงแค่เจ้าแต่งงาน ปีหน้าก็จะต้องมีลูกแน่ ถือโอกาสที่แม่ยังไม่แก่ชรา จะได้มีแรงช่วยเจ้าดูแลได้บ้าง”

ที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนอยากให้ชิวอันแต่งงานนัก ก็เพราะนอกจากจะอยากหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนชิวอันแล้ว ก็ยังหวังให้เขามีทายาทสืบสกุลโดยเร็ว เมื่อชิวอันกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปแล้ว ก็คิดที่จะเลี้ยงดูลูกหลานแทน เพื่อให้หลานได้สืบทอดตำแหน่งอ๋องเจิ้นเปียนต่อไป

ชิวอันมองตามนิ้วของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไป เมื่อเห็นสตรีทั้งห้าที่อยู่ใต้ต้นไม้ก็พลันยิ้มอย่างขมขื่นออกมา พลางคิดในใจว่า

“หรือว่าที่นี่ก็คิดว่าสตรีสะโพกใหญ่ให้กำเนิดบุตรง่ายเช่นกัน?”

ชิวอันมองดูแขนของตัวเอง แล้วมองไปที่แขนของสตรีทั้งห้าที่อยู่ไม่ไกล ก็รู้สึกว่าแขนของพวกนางยังจะใหญ่กว่าของเขาเสียอีก

“ท่านแม่ ลูกไม่เลือกได้หรือไม่?”

ชิวอันมองไปยังพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนด้วยใบหน้ายิ้มที่ขมขื่น สตรีทั้งห้าคนนั้นไม่ใช่คนที่เขาพึงใจ เขาไม่อยากใช้ชีวิตร่วมกับพวกนางไปตลอดชีวิต

“ไม่ได้ วันนี้เจ้าต้องเลือกคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกนางเพื่อแต่งงาน มิฉะนั้นก็ไม่ต้องมานับว่าข้าเป็นแม่ของเจ้าอีกต่อไป”

เมื่อชิวอันบอกว่าจะไม่เลือกใครเลย สีหน้าของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็พลันเคร่งขรึมขึ้น

เมื่อเห็นสีหน้าของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนที่เคร่งขรึม ชิวอันก็รู้ทันทีว่าวันนี้ตนคงจะหนีไม่พ้นเสียแล้ว

“ท่านแม่ โปรดระงับโทสะ ลูกจะฟังท่าน”

เมื่อเห็นว่าชิวอันยอมตกลงแล้ว พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนจึงมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“อันเอ๋อร์ ไม่ใช่ว่าแม่บีบบังคับเจ้า แต่ที่แม่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อตัวเจ้าเองทั้งสิ้น”

“แม้ว่าพวกนางจะหน้าตาไม่สะสวยนัก แต่พวกนางก็มาจากตระกูลแม่ทัพ หากเจ้าแต่งงานกับพวกนาง ในอนาคตต่อให้แม่กับพ่ออ๋องของเจ้าจะสิ้นอายุขัย เจ้าก็ยังคงจะมีที่พึ่งพิง”

“ท่านแม่ ลูกเข้าใจแล้ว ลูกจะฟังท่าน”

ชิวอันพยักหน้าแล้วมองไปยังใต้ต้นหอมหมื่นลี้อีกครั้ง

พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

แม้สายตาของชิวอันจะส่ายไปมาระหว่างสตรีทั้งห้านางราวกับตั้งใจเลือกอยู่ แต่นั่นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น เพราะในใจของเขาไม่ได้กำลังคิดว่าจะเลือกใครสักคนเลย แต่กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ว่าจะรอดพ้นจากภัยพิบัติในวันนี้ไปได้อย่างไร

แม้ว่าชิวอันจะรู้ว่าที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนทำเช่นนี้เป็นเพราะความหวังดี แต่เขาก็ไม่เห็นด้วย เขาไม่คิดว่าในอนาคตตนจะต้องพึ่งพาผู้หญิงเพื่อความอยู่รอด

หลายปีมานี้ แม้ชิวอันจะดูเหมือนไม่ทำอะไรเลยในแต่ละวัน ราวกับว่าทอดทิ้งตัวเองและใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเลื่อนลอยแต่ความจริงแล้วเขาได้เตรียมวิธีการเอาตัวรอดอย่างลับๆ ไว้แล้ว ต่อให้ในอนาคตอ๋องเจิ้นเปียนและพระชายาจะไม่อยู่กับเขา ก็ไม่มีปัญหาเลยที่เขาจะอยู่อย่างสุขสบาย

“อันเอ๋อร์ เจ้าเลือกมานานแล้ว เลือกได้หรือยัง?”

หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนที่เห็นว่าชิวอันยังคงนิ่งเงียบจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

คำพูดของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน ก็ทำให้ชิวอันตื่นจากภวังค์ทันที ชิวอันจึงรีบกล่าวว่า

“ท่านแม่ นี่เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตลูก จึงจำต้องรอบคอบ ขอเวลาให้ลูกคิดอีกหน่อยเถิด”

“อันเอ๋อร์ เจ้าอย่าคิดถ่วงเวลา แม่จะให้เวลาเจ้าอีกครึ่งก้านธูป หากเจ้ายังไม่เลือก แม่จะเป็นคนเลือกให้เจ้าเอง”

ในตอนนี้ พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไหนเลยจะดูไม่ออกว่าชิวอันกำลังถ่วงเวลาอยู่

“ท่านแม่ ลูกจะตั้งใจดูให้ดีๆ อีกครั้ง”

เมื่อเห็นว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนโกรธแล้ว ชิวอันก็ต้องจำใจมองไปยังใต้ต้นหอมหมื่นลี้ด้วยความจริงจัง

เมื่อชิวอันมองไปอีกครั้ง ก็พลันตกตะลึงขึ้นมาทันที

เพราะข้างโต๊ะหินใต้ต้นหอมหมื่นลี้ กลับปรากฏร่างของสตรีผู้มีรูปร่างงดงามนางหนึ่งที่สวมอาภรณ์สาวใช้สีเขียวอยู่และโดยเฉพาะเอวของนาง มันราวกับตันริ้วที่คดงอจนขับรูปร่างที่งดงามของนางอยู่แล้วให้โดดเด่นเข้าไปอีก

นางกำลังถือถาดขนม และค่อยๆ จัดวางขนมที่อยู่ในถาดลงบนโต๊ะหินทีละชิ้น ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของนางกลับดูสง่างาม ไม่เหมือนกับสาวใช้เลยสักนิด

“ท่านแม่ ท่านบอกว่าสตรีที่อยู่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ ลูกสามารถเลือกคนใดก็ได้ใช่หรือไม่?”

“ไม่ว่าจะเป็นคนไหน ท่านก็เห็นด้วยใช่หรือไม่?”

แม้ว่าปากของชิวอันจะกำลังพูดอยู่กับพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน แต่สายตาของเขากลับไม่เคยละไปจากสตรีนางนั้นเลย

“อันเอ๋อร์ เจ้าเลือกได้แล้วหรือ?”

พระชายาอ๋องเจิ้นเปียน ก็มองชิวอันด้วยความยินดี

“ใช่แล้ว ท่านแม่ แต่ท่านยังไม่ตอบคำถามของลูกเลย”

ชิวอันพยักหน้า แต่สายตาก็ยังคงไม่ละไปจากสตรีนางนั้น

“ใช่แล้ว สตรีคนใดก็ตามที่อยู่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ ขอเพียงแค่เจ้าชอบ แม่ก็จะเห็นด้วยทั้งหมด”

พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไม่คิดอะไรมากจึงกล่าวตามคำพูดของชิวอันเมื่อครู่

“แล้ว เจ้าเลือกสตรีนางไหนรึ?”

พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมองชิวอันด้วยความยินดี

ในขณะนั้นเอง สาวใช้นางนั้นก็จัดวางขนมเสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังจะจากไป

“ท่านแม่ ลูกเลือกนาง”

ชิวอันพูดจบก็รีบลุกขึ้นวิ่งตามสาวใช้นางนั้นไป

พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนที่สงสัยจึงหันไปมองใต้ต้นหอมหมื่นลี้ อยากจะดูว่าชิวอันเลือกใครกันแน่

แต่เมื่อนางเห็นคนที่ชิวอันเลือก ก็ถึงกับตะลึงงันไปในทันที

เพราะตอนนี้ชิวอันกำลังจูงมือของสาวใช้นางหนึ่งอยู่ และตะโกนใส่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนว่า

“ท่านแม่ ลูกเลือกนางเป็นพระชายาซื่อจื่อ”

จบบทที่ บทที่ 1

คัดลอกลิงก์แล้ว