เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 ดวงชะตาที่ไม่อาจตรวจสอบ

ตอนที่ 6 ดวงชะตาที่ไม่อาจตรวจสอบ

ตอนที่ 6 ดวงชะตาที่ไม่อาจตรวจสอบ


จีนผู้ที่อยู่ทางด้านนอกของห้องตลอดเวลา เขาได้ยินทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากด้านในแต่เขาก็ไม่รนลานที่จะวิ่งเข้าไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

เพราะเขาเองก็ไม่รับรู้ได้ถึงไอสังหารออกมาจากทางด้านในแต่อย่างใด อีกอย่างด้านในก็มีนักเวทผู้มีฝีมือร้ายกาจของคนตระกูลฮิลล์อยู่ด้วย มันถือเป็นเรื่องปกติที่นักเวทจะสร้างเสียงดังเช่นนี้

"มันแตก" แคลร์พูดขึ้นขณะที่ดวงตาก็จ้องมองไปยังลูกแก้วคริสตัลที่เหลือเพียงเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วนอยู่ในตอนนี้

"ใช่ มันแตก" ชายวัยกลางคนผู้นั้นตอบขึ้นอย่างแทบจะไม่เชื่อ ในขณะที่เขาพยามเรียกสติที่หายไปนั้นกลับมา

"จะลองอีกครั้งหรือไม่" แคลร์ออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าลูกแก้วคริสตัลพวกนี้นั้นมีราคาค่างวดไม่ใช่่น้อยๆ

"ไม่จำเป็นแล้วขอรับคุณหนู"

แม้ว่าในตอนแรกดวงตาของเขาจะตื่นตะหนกแค่ไหน หากในตอนนี้มันกลับเต็มไปด้วยปิติยินดีอย่างไม่ปิดบัง แทบอยากจะรับนางเอาไว้เป็นศิษย์ในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ เวทมนต์นั้นถือเป็นเรื่องที่ล้ำลึก พวกเขาจะไม่ยอมสอนมันให้ใครง่ายๆ แต่ก็เช่นเดียวกันพวกเขาจะไม่ยอมให้มันลงหลุมถูกฝังไปกับพวกเขาอย่างเปล่าประโยชน์เช่นนั้นแน่ๆ และวิธีที่จะสืบทอดสมบัติที่ล้ำค่าเช่นนี้ได้นั้นย่อมต้องหมายถึงการถ่ายทอดมันไปสู่ลูกศิษย์ที่พวกเขาพอใจ แต่จะหาคนมีพรสวรรค์ที่พวกเขาพอใจนั้นกลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ถึงขนาดมีเหตุการณ์ที่บางครั้งเหล่านักเวทต่างต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตัวลูกศิษย์ผู้มีพรสวรรค์กันเลยทีเดียว แม้ว่าสถาบันซันไรส์จะสอนเวทมนตร์และพลังยุทธ์ แต่ก็เพียงสอนในพื้นฐานเท่านั้น ส่วนใหญ่ ก็จะมันได้กลายมาเป็นนักเวทขั้นต้น หรือไม่ก็นักดาบทั่วไปเท่านั้น แต่ถ้าว่าหากต้องการที่จะเป็นมากกว่านั้น พวกเขาจะต้องหาคนคอยชี้แนะ แนะนำส่วนตัวอีกที และจากการได้เหล่าผู้ชี้แนะมาค่อยช่วยเหลือทำถึงจะทำให้การฝึกฝนนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น และสาวน้อยผู้นี้ก็มีความสามารถไม่น้อยไปกว่าลาเชียร์ผู้มหัศจรรย์คนนั้นแต่อย่างใด ไม่จริง อาจจะมากว่าด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าเขาอยากจะรับเธอมาเป็นศิษย์ของเขาแค่ไหน เขารู้ว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของเขาเองเท่านั้น ไม่เพียงแต่เขาต้องทำให้เธอตกลง ไหนจะต้องผ่านการเห็นชอบของท่านดยุคเป็นสำคัญ ตัวเขานั้น เขาเป็นเพียงแค่นักเวทผู้เชี่ยวชาญผู้หนึ่งเท่านั้น ยังไม่ได้มีคุณสมบัติในการเป็นผู้ฝึกฝนของเธอคนนี้ที่อยู่ต่อหน้าเขาได้

“คุณหนู คุณหนูโปรดรอสักครู่” ชายวัยกลางคนได้สงบลงแล้วและเขาก็จำได้ว่าเขาจะต้องรีบได้รายงานการต่อท่านดยุคฮิลล์เป็นอันดับแรกเสียก่อน

“คุณหนู สิ่งแรกข้าจะสอนให้ท่านรู้จักวิธีการตรวจจับองค์ประกอบของธาตุ และวิธีการทำสมาธิขั้นต้น”

“ท่านกำลังพูดถึงนี้ละอองของสำแสงที่อยู่รอบๆ ตัวของข้าใช่หรือไม่”แคลร์ชี้ไปที่อากาศรอบตัวที่ว่างเปล่าทันที

ชายวัยกลางคนมีสีหน้าความประหลาดใจขึ้นในทันใด

“คุณหนู นี่ท่านสามารถสัมผัสธาตุเหล่านั้นได้แล้วหรือ”

“หนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดอยู่มากจริงๆ ข้าพึ่งจะสัมผัสมันได้เมื่อคืนนี้เอง” แคลร์เอาออกหนังสือที่สอนพื้นฐานของเวทมนต์ออกมา

ชายวัยกลางคนตกใจจนหาคำพูดของตัวเองไม่เจอ สัมผัสมันได้เมื่อวานนี้ เธอพึ่งจะเรียนรู้เรื่องเวทมนต์พื้นฐานเมื่อวานนี้เองเช่นกัน แต่เธอสามารถที่จะสัมผัสองค์ประกอบของธาตุได้แล้ว

“แล้วคุณหนูรู้ถึงขั้นต่อไปหรือไม่”ชายวัยกลางคนถามขึ้นอย่างระมัดระวัง

“กักเก็บละอองธาตุเหล่านั้น และนำเข้ามารวมไว้ในร่างกายเพื่อเก็บรักษาเอาไว้ แต่ว่าดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากอยู่ไม่น้อย เพราะหลังจากที่ข้ากักเก็บมาได้หนึ่งแสน มีเพียงหนึ่งพันเท่านั้นที่อยู่ในร่างกายของข้า”แคลร์พูดขึ้นอย่างขมขื่นเล็กน้อย

ฟุ่บ...ชายวัยกลางคนถึงกับเข่าอ่อนล้มลงไปที่พื้นทันที พร้อมกับจ้องมองไปที่แควร์ด้วยดวงตาที่เปิดกว้างแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน กักเก็บมาได้หนึ่งแสนและเก็บรักษาไว้ในร่างกายได้เพียงหนึ่งพันเท่านั้น และดูเหมือนว่าคุณหนูผู้นี้จะไม่พอใจอีกด้วย นี่เธอไม่รู้หรืออย่างไรว่า เมื่อใครสักคนทำสมาธิเป็นครั้งแรก การจะกักเก็บได้เพียงสิบจากหนึ่งแสนก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใดแล้ว

ลาเชียร์นั้นถูกเรียกว่าเป็นเด็กอัจฉริยะเนื่องจากเธอนั่งสมาธิครั้งแรก เธอจับรวมเอาไว้ได้หนึ่งแสนและกักเก็บรักษาไว้ได้หนึ่งร้อย นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับคนในเมืองหลวงแล้ว แต่ผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ต่อหน้าของเขาทำได้ดีกว่าถึงสิบเท่า โอ้ พระเจ้า นี่มันเกิดอะไรขึ้นบนโลก

เป็นเวลาที่เนินนานกว่าชายวัยกลางคนจะพาตัวเองลุกขึ้นได้อีกครั้ง ก่อนจะพูดเตือนเธอขึ้น

“คุณหนู ท่านจะต้องไม่บอกให้ใครได้ล่วงรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้อย่างเด็ดขาด”

“ค่ะ ข้าเข้าใจ” แน่นอนว่าแคลร์นั้นเข้าใจดีว่า ว่าคนที่อยู่ต่อหน้าเธอนั้นได้คิดทบทวนมาอย่างดีแล้ว ดูเหมือนว่าการทดสอบประสิทธิภาพของเธอจะอยู่ในจุดที่สูงเกินไป เธอมากกว่าเข้าใจว่าต้นไม้สูงยอมต้องดูดลม1

“ถ้าเช่นนั้น วันนี้ข้าจะสอนคาถาเวทธาตุไฟให้คุณหนูในหลักพื้นฐานที่ง่ายๆ ก่อนก็แล้วกัน จงแจ้งให้ข้ารู้เมื่อใดที่ท่านสามารถควบคุมพวกมันได้”ชายวันกลางคนแทบจะทนรอไม่ได้ที่จะไปรายงานแก่ท่านดยุด

“ได้” แคลร์พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

“ลูกบอลไฟเป็นเทคนิคพื้นฐานที่ง่ายที่สุด คุณหนูจะต้องรวมเอาองค์ประกอบของธาตุภายในร่างกายมาบรรจบกันไว้ที่จุดๆ เดียว จากนั้นก็สวดคาถาเวทเพื่อทำให้มันลุกเป็นไฟขึ้น” ชายวัยกลางคนคิดทบทวนในข้อระมัดระวังต่างๆ ก่อนจะพูดขึ้น

“แต่คุณหนู ท่านต้องจำเอาไว้ว่าในพื้นฐานของเวทมนต์มันไม่มีทำว่าทางลัดเพื่อความรวดเร็ว ท่านจะต้องก้าวไปทีละก้าว ตามพื้นฐานที่ได้เรียนรู้อย่างมั่นคง ไม่ว่าท่านจะมีความสามารถพิเศษขนาดไหน ต้องการผลลัพธ์ในทันทีทันใด มันจะนำมาซึ้งอันตรายต่อตัวเองได้”

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ตักเตือน” แคลร์ได้เห็นความจริงใจอย่างชัดเจนจากดวงตาของชายวัยกลางคน เธอก็โค้งคำนับให้อย่างจริงจังเช่นกัน

“ไม่คุณหนู ข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะมาเป็นอาจารย์สอนท่านได้” ชายวัยกลางโบกมือปฏิเสธซ้ำ ๆ ไปมา

“ท่านพึ่งจะสอนข้า ดังนั้นท่านก็คืออาจารย์ของข้าแล้ว ไม่ว่าท่านหรือคนอื่น ๆ จะยอมรับมันหรือไม่ก็ตาม แต่ในเวลานี้ ท่านได้กลายมาเป็นอาจารย์ของข้าแล้ว” แคลร์พูดขึ้นด้วยความนับถือ

“เป็นอาจารย์ของข้าหนึ่งวัน ก็เท่ากับเป็นอาจารย์ของข้าตลอดไป” คำพูดเหล่านี้เกือบจะทำให้ชายวัยกลางคนน้ำตาไหลออกมา

“คุณหนู ข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะมาเป็นอาจารย์ของคุณหนูแต่อย่างใด ด้วยความสามารถของท่าน แม้แต่นักเวทที่มีประสิทธิภาพที่สุดของอัมพาร์คแลนด์ ก็ไม่สามารถที่จะมาสอนท่านได้ แต่ว่าข้า เอ็มเมอรี่คนนี้ ขอสาบานว่าจะสอนท่านทุกอย่างที่ข้ารู้ทั้งหมดด้วยหัวใจของข้า” นักเวทผู้เชี่ยวชาญเอ็มเมอรี่ ถึงกับสาบานออกมาด้วยอารมณ์มากมายที่เกิดขึ้น เขามองเห็นว่าเด็กสาวผู้นี้จะต้องส่องประกายสว่างไสวอย่างมากในอนาคนภายหน้าอย่างแน่นอน

“ขอบคุณท่านอาจารย์”

“คุณหนู ท่านจงตั้งใจฝึกฝนคาถาเวทของท่านอยู่เสียที่นี่ ข้าจำเป็นจะต้องไปรายงานทุกอย่างต่อท่านดยุค จงจำเอาไว้ อย่าได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้” เอ็มเมอรี่พูดเตือนเธอขึ้นอีกครั้ง ถ้ามีใครล่วงรู้ถึงความสามารถที่พิเศษเช่นนี้ล่ะก็ ใครรู้ว่ามันจะเป็นพรหรือคำสาปกันแน่

“ข้าจะจำเอาไว้” แคลร์ให้สัญญาอย่างจริงจังพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย

หลังจากที่เอ็มเมอรี่ได้เดินออกมา เขาก็พบเข้ากับองครักษ์จีนที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางตกตะลึง นักเวทหน้าตายผู้นี้ไม่เคยตอบสนองต่อสิ่งใด แต่วันนี้ใบหน้าของเขากลับแดงก่ำ และเขาดูเหมือนมีอารมณ์ที่มากมายแสดงออกมา นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

หลังจากที่เอ็มเมอรี่ได้ไปพบกับกอร์ดั้นที่อยู่ในห้องโถงทหารและได้รายงานความลับต่างๆ จบลง ปฏิกิริยาเริ่มต้นของกอร์ดั้นถึงกับตกตะลึง

“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ เจ้าแน่ใจหรือ” หลังจากนั้นเขาก็มีความปลาบปลื้มเหนือเหตุผลทั้งหลายทั้งปวง ถ้าลาเชียร์เป็นคนอัจฉริยะที่ไม่ค่อยมีให้ได้เห็นในร้อยปี สำหรับแคลร์คงจะถือว่าเป็นผู้มหัศจรรย์ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในพันปีเลยทีเดียว นี่คือของขวัญจากสวรรค์ที่ส่งมาให้กับตระกูลฮิลล์ของเขาอย่างแท้จริง หลังจากที่ได้รับความยินดีอย่างมากมายแล้วนั้น กอร์ดั้นก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเอ็มเมอรี่ถึงได้รีบมารายงานเขาด้วยตัวเองอย่างเป็นความลับเช่นนี้ มันคงจะเป็นเพราะวิหารแห่งแสงอย่างแน่นอน ถ้าวิหารแห่งแสงรู้ถึงความสามารถพิเศษของแคลร์แล้วละก็ พวกเขาต้องทำทุกวิธีทางที่จะดึงตัวแลคร์ให้ไปเป็นหนึ่งในพวกของเขา แล้วเธอก็จะถูกล้างสมองกลายเป็นคนของวิหารแห่งแสงอย่างเต็มตัว ความสัมพันธ์ระหว่างวิหารแห่งแสงและราชวงศ์นั้นเป็นอะไรที่บอบบางและละเอียดอ่อนมาก ตระกูลฮิลล์จะไม่อาจยอมให้คนที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยอำนาจในอนาคตไปเป็นพวกของวิหารแห่งแสงได้อย่างเด็ดขาด กอร์ดั้นเองก็ไม่อยากจะให้หลานสาวของเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อมาต่อต้านเขาเช่นกัน

“เรียกท่านดยุค ทุกคำพูดของข้าล้วนเป็นความสัตย์จริง” เอ็มเมอรี่พยักหน้าด้วยความจริงจัง

“ดีมากเอ็มเมอรี่ เจ้าทำได้ดีเยี่ยมจริงๆ” กอร์ดั้นตบไหลเอ็มเมอรี่เบาๆ อารมณ์นั้นเต็มไปด้วยความปิติยินดี

“ก่อนที่แคลร์จะโตเต็มวัย เรื่องนี้จะต้องเก็บความลับไม่ใครได้รู้เด็ดขาด”

“ขอรับท่านดยุค” เอ็มเมอรี่พยักหน้ารับ

กอร์ดั้นรูปคางของเขาอย่างพิถีพิถัน ครุ่นคิดอยู่ซักพัก ก่อนจะตัดสินใจ

“เอ็มเมอรี่ เจ้ากลับไปก่อนเถิด”กอร์ดั้นที่สุดท้ายสติของเขาก็กลับมา ก่อนจะหัวเราะในขณะที่พูดขึ้น

“ข้าจะให้คนเอาลูกแก้วคริสตัลที่แคลร์ทำแตกไปส่งคืนให้เอง”

“โอ้ ไม่เป็นไร ท่านอย่าได้ล้อข้าเล่นเช่นนี้ ท่านดยุค” เอ็มเมอรี่โบกมือไปมาเป็นเชิงปฏิเสธด้วยความอับอาย

“เช่นนั้นก็ตามใจ ท่านกลับไปเถิด ช่วยบอกให้แคลร์มารอพบข้าหลังจากที่ข้ากลับมาถึงแล้วในห้องหนังสือคืนนี้ด้วย” กอร์ดั้นนั้นเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยอารมณ์ที่รื่นเริง ก่อนจะตบไปที่ไหล่ของเอ็มเมอรี่พร้อมกับหัวเราะขึ้น

“ไม่ต้องเป็นห่วงท่านดยุค ข้าจะทำให้แน่ใจว่าท่านจะได้รับสิ่งตอบแทนอย่างเหมาะสมที่สุด”

ทางด้านตะวันออกของเมืองหลวงในอาคารที่ตกแต่งงดงามหรูหรา มีไม่กี่คนที่นั่งอยู่รอบ ๆ โต๊ะประชุมที่ทำจากหยกขาวในห้องยาวและเงียบสงบ ผู้ที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะคือชายชราผู้สวมชุดเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตา ปักลายทองที่ขอบของเสื้อคลุมของเขา เพื่อระบุว่าเขานั้นเป็นสมาชิกของวิหารแห่งแสง และสถานะของเขานั้นก็สูงเกินกว่าผู้ใด

“เป็นอย่างไรบ้าง ค้นพบอะไรใหม่ๆ บ้างหรือไม่” ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาถามคนที่นั่งอยู่ใกล้เขาที่สุด คนที่อยู่ในเสื้อคลุมสีขาวและมีลักษณะของหญิงสาวที่สวยและสง่างาม นั่งตัวตรงเต็มไปด้วยความสง่า ผมสีเขียวยาวจนแทบจะสัมผัสถึงพื้น ใบหน้าของเธอนั้นงดงามจนสามารถทำให้ผู้คนที่พบเห็นต้องอ้าปากค้างในความตื่นตะลึง แต่ดวงตาของเธอนั้นกลับไม่มีดวงตาดำอยู่ข้างใน ดวงตาทั้งสองข้างของเธอนั้นขาวราวกับวิญญาณ แปลกประหลาดจริงๆ

“ท่านผู้เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของข้า ไม่มีการค้นพบใดๆ เกิดขึ้นเลยเจ้าค่ะ” ผู้หญิงผมสีเขียวผู้แปลกประหลาดส่ายหัวของเธอเล็กน้อย

“เป็นไปได้อย่างไรกัน เจ้าผู้มีดวงตาแห่งทิพย์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่เจ้ากลับไม่สามารถค้นหาบุคคลที่เทพเจ้ากำลังมองหาอยู่ได้อย่างไรกัน” คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะถามขึ้นด้วยความกระวนกระวายใจ

“มันไม่ใช่ว่าข้าไม่ได้พยายาม เพียงแต่ข้าไม่สามารถอ่านชะตาเกิดเกี่ยวของคนผู้นั้นได้ก็เท่านั้น” ผู้หญิงผมสีเขียวผู้แปลกประหลาดพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจนัก มันเป็นครั้งแรกที่ตาทิพย์ของเธอทำงานไม่สำเร็จ

“เอาเถอะ ๆ หยุดถกเถียงกันได้แล้ว” สมเด็จพระสันตะปาปาถอนหายใจเงียบ ๆ

“บุคคลที่เป็นเทพเจ้าต้องการตามหานั้นจะต้องไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่แล้ว เราเพียงต้องออกประกาศศักดิ์สิทธิ์ออกไป เพื่อให้พวกเขานำทางผู้ที่ดูเหมือนว่าจะมีความสามารถมาที่นี่ก็พอแล้ว”

“มันไม่มีทางอื่นแล้ว ก็คงต้องทำเช่นนั้น”

ทุกคนต่างเห็นชอบในความคิดนี้

1.ยิ่งรวยหรือมีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ เสียงวิจารณ์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 6 ดวงชะตาที่ไม่อาจตรวจสอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว