เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 944 – ความจริงอันโหดร้าย สติวิปลาส

บทที่ 944 – ความจริงอันโหดร้าย สติวิปลาส

บทที่ 944 – ความจริงอันโหดร้าย สติวิปลาส


จิตวิญญาณของจางเสียนจือเฝ้ามองบุรุษหนุ่มผู้อรชรเบื้องหน้า น้ำเสียงของเขามิได้เปล่งกังวานหาไม่ คำพูดของเขากลับแน่วแน่จนไม่อาจสั่นคลอน…นางรู้สึกตื่นตะลึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทุบทำลายโลก สังหารเทพเจ้า

คำพูดนี้…ทั้งจางเสียนจือและทุกชีวิตที่นางรู้จัก ต่างไม่เคยมีใครนึกคิดมาก่อน

กระทั่งไม่อาจใช้คำว่า ‘ขัดแย้งกับเต๋า’ หรือ ‘เป็นกบฏต่อฟ้าดิน’ มาบรรยายได้…เพราะสิ่งนี้มันเหนือกว่านั้น…คือความเพ้อเจ้อ

ประหนึ่งว่าไม่มีใครคิดจะดับแสงแห่งตะวัน ไม่มีใครใฝ่ฝันจะเด็ดดาวทั้งหมดจากนภา

นี่คือหนทางที่ไม่เคยมีผู้ใดแม้แต่จะจินตนาการ

ไม่ว่าจะเป็นนาง…หรือผู้ใดที่นางรู้จักมาตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ความคิดหนึ่งเดียวที่ถูกฝังลงในจิตใจคือ

เทพ…สูงส่งเหนือทุกสิ่ง…ไม่มีสิ่งใดต้าน

แม้เทพเจ้าจะบันดาลโทษสวรรค์ลงมาทำลายสรรพชีวิตทั้งปวง ก็ถือเป็นธรรมชาติของโลก

“ฟ้าผ่าและฝนหลั่ง ล้วนเป็นพระเมตตาแห่งสวรรค์”

…ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม …ไม่เคยมีใครเคืองแค้น…ไม่เคยมีใครคิดต่อต้าน

นี่คือรอยตราที่สลักไว้ในจิตวิญญาณของผู้คนแห่งเก้าชั้นฟ้าตั้งแต่กำเนิดลึกถึงกระดูกดำ วิญญาณ และแม้แต่ชะตาชีวิต

แต่…อวี๋เฉิน กลับราวกับเป็นผู้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ให้แก่นาง

ใช่แล้ว!

เหตุใดเทพเจ้าจึงมีสิทธิ์ทำลายโลก? เหตุใดเทพเจ้าจึงเป็นเทพ? เหตุใดเทพเจ้าจึงได้ยืนอยู่เหนือฟ้า เล่นสนุกกับชีวิตทั้งมวล?

“ก่อนหน้านี้ เคยมีใครคิดเช่นนี้บ้างหรือไม่?” อวี๋เฉินขมวดคิ้วถาม

“มิใช่หมายถึงการลงมือ…แต่แม้แต่ความคิดต่อต้านเล็กน้อย ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลยหรือ?”

จางเสียนจือได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าเบาๆ “อย่างน้อย…ในบรรดาผู้คนที่

ข้ารู้จัก ไม่มีใครเคยเอ่ยถ้อยคำใกล้เคียงนี้มาก่อนเลย”

“เช่นนั้น เกรงว่าคงไม่ใช่แค่เพราะสภาพแวดล้อมกระมัง” อวี๋เฉินผินหน้าเล็กน้อย เสียงเขาเปล่งเบา ขณะยื่นมือขึ้นดีดเบาๆ ดวงดาวชะตาที่หล่นอยู่บนพื้นลอยมาสู่มือของเขา

ในขณะกำลังพินิจลวดลายฟุ้งแสงอยู่ภายในนั้น เสียงของชิงหนี่ว์พลันดังสะท้อนขึ้นในหูของเขา

“ฝ่าบาท จากที่หม่อมฉันเห็น…นี่น่าจะเป็นตราอาคมบางอย่าง ฝังลึกอยู่ในวิญญาณ ใช้เพื่อเสริมพลังหรือปิดผนึกความคิดบางประการ”

“น่าจะเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากสงครามเทียนเหรินในอดีตกาล เมื่อเซียนโบราณตระหนักว่าการปล่อยให้วิถีแห่งมนุษย์เจริญงอกงามต่อไปจะกลายเป็นภัยใหญ่ 

จึงฝังตราเหล่านี้ไว้ในจิตวิญญาณของสรรพชีวิตแห่งสามสิบหกแดน แม้จะยังเปิดกว้างให้มีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลงอยู่บ้าง 

ทว่าเพียงแนวคิดแห่งการต่อต้านกลับถูกผนึกอย่างแน่นหนา…และที่นางน้อมรับคำของท่านได้อย่างง่ายดายนั้น ก็หาใช่เพียงเพราะถูกเปิดโลก หากเป็นเพราะ…ตนตายไปแล้ว ทำให้ตรานั้นเสื่อมสลาย”

อวี๋เฉินฟังพลันพยักหน้าเล็กน้อย ถอนลมหายใจยาว

เขาโบกมือขับไล่เรื่องดวงดาวชะตาไปชั่วคราว แล้วหันไปทางชายผู้มีใบหน้าซีดเผือดอยู่ด้านข้าง เซิ่งหลงจื่อ

“ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย! โปรดไว้ชีวิตด้วย! ข้าแค่ปฏิบัติตามคำสั่ง! หากข้าไม่ทำ ก็มีแต่ตายสถานเดียว!” จากที่เมื่อครู่ยังเปี่ยมด้วยโทสะหมายสังหาร บัดนี้เซิ่งหลงจื่อกลับอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง เอาแต่คุกเข่าขอความเมตตา

อวี๋เฉินมองเขาเย็นชา ไม่เอ่ยวาจาใด เพียงสะบัดมือเดียว…ก็โยนเขาลงสู่นรกโลกันต์

ในเมื่อเขากล่าวว่าโดนบีบบังคับ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร กระจกพิพากษาธรรมจะพิสูจน์ทุกสิ่ง

ทุกผู้ทุกคนต้องรับผลจากการกระทำของตน…ไม่ว่าจะเป็นรางวัลหรือการลงโทษ

“พักเสียก่อน เจ้านั่นอาจมีข้อมูลอีกมากเกี่ยวกับเก้าชั้นฟ้า” อวี๋เฉินเอ่ยเรียบๆ

แต่ในใจของจางเสียนจือ ยังรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน…คำพูดเมื่อครู่

ของอวี๋เฉิน ช่างเหลือเชื่อเกินไป คล้ายลวงตากับความจริงสลับกัน

“เจ้าไม่เชื่อหรือ?” อวี๋เฉินถาม

นางเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบาๆ

“ก็ช่างเถอะ เดิมทีข้าคิดจะส่งเจ้าเข้าสู่วงเวียนเวียนวัฏแล้ว แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ก็ตามข้าไปก่อนก็แล้วกัน…ดูด้วยตาตนเอง ว่าโลกกินคนใบนี้…จะถูกจบสิ้นเช่นไร” 

ขณะกล่าว อวี๋เฉินโบกมือหนึ่งที ร่างเปล่าเปลือกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ สำหรับรองรับจิตวิญญาณของนาง

จากนั้นเขาก็นั่งลงกับพื้น หลับตาเข้าสู่สมาธิ เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น…ข่าวก็ส่งมาจากนรกโลกันต์

เซิ่งหลงจื่อ…ถูกพิพากษาให้ตกสู่นรกเพราะความผิดอันใหญ่หลวง และยังไม่ทันผ่านไปครึ่งเค่อก็เผยความลับทั้งหมดออกมา

ด้วยคำให้การของเขา อวี๋เฉินจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับโลกนี้มากขึ้นอีกระดับ

แม้จางเสียนจือจะรู้ไม่น้อย แต่เดิมนางเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา

แม้สุดท้ายจะรับช่วงมรดกของปีศาจร้าย สั่งสมฝึกฝนจนถึงระดับเสินไถ แต่ต่อเรื่องราวของโลกการกลั่นชี่ในเก้าชั้นฟ้า กลับรู้เพียงผิวเผิน

ต่างจากเซิ่งหลงจื่อ แม้จะอยู่ล่างสุดของเก้าชั้นฟ้า แต่ก็คลุกคลีอยู่ในนั้นมานาน ปีนป่ายดิ้นรนผ่านยุคสมัยที่ย่ำแย่ที่สุด จึงรู้เรื่องราวของชั้นฟ้าที่สูงขึ้นได้บ้าง

ก่อนอื่น…ในสามปีหลังจากที่ “ยุคโทษสวรรค์” เริ่มต้น เก้าชั้นฟ้าทั้งหมดได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ “หกผู้ยิ่งใหญ่” แห่งชั้นฟ้าที่เก้า

ทั้งหกผู้นั้นแต่เดิมก็เป็นจ้าวสูงสุดแห่งเก้าชั้นฟ้า ก่อนที่ยุคโทษสวรรค์จะเริ่มต้น พวกเขาตั้งมั่นอยู่ในสามชั้นฟ้าสูง ไม่แม้แต่จะแลตามองมายังชั้นฟ้ากลางหรือชั้นฟ้าล่าง

แต่หลังจากยุคโทษสวรรค์เปิดฉาก และ “ชีวิต” กลายเป็นทรัพยากรและสกุลเงิน ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป พวกเขาและกลุ่มอำนาจภายใต้การบัญชาก็เคลื่อนไหวในชั่วพริบตาเดียว ครอบงำทั้งเก้าชั้นฟ้า

เซิ่งหลงจื่อ…คือผู้ใต้บัญชา ของผู้ใต้บัญชา ของหนึ่งในหกจ้าวนั้น

ดวงดาวชะตาที่เก็บรวบรวม…เกือบทั้งหมดถูกส่งต่อขึ้นไปสู่หกจ้าวผู้ยิ่งใหญ่

แน่นอนว่า…หกจ้าวนั้นเป็นตัวตนเช่นไร สูงส่งเพียงไหน พลังลึกล้ำถึงระดับใด เซิ่งหลงจื่อ…ไม่มีแม้แต่สิทธิ์รู้ชื่อ

และอีกสิ่งหนึ่ง…สิ่งที่ขัดแย้งกับคำของจางเสียนจือ…ก็คือ

“ไม่ใช่ทุกคนในเก้าชั้นฟ้าที่ไร้ความคิดต่อต้าน”

มีบางคน…มีบางกลุ่มที่ “มี” พวกเขาขนานนามตนเองว่า “เทียนฉี่”

กลุ่มลับขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังยุคโทษสวรรค์เปิดฉาก มีเป้าหมายคือการปฏิเสธเทพเจ้า ปฏิเสธโลกใบนี้

พวกเขาเชื่อว่าโลกทั้งผืนคือเรือนจำขนาดยักษ์ ส่วนเทพเจ้าก็เป็นเพียงผู้คุมต่ำทราม

พวกเขา…ต้องการล้มล้างทุกสิ่ง พวกเขา…ต้องการสังหารเทพเจ้า

พวกเขา…ปรารถนาอิสรภาพที่แท้จริง

ก่อนหน้ายุคโทษสวรรค์จะเริ่ม กลุ่มนี้ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อ แต่เมื่อยุคเริ่มต้น…พวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ในสามชั้นฟ้าสูง

แน่นอนว่าเซิ่งหลงจื่อไม่เคยไปถึงสามชั้นฟ้านั้น ข้อมูลเหล่านี้ก็เพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ไม่ได้ยืนยันชัดเจน

ทั้งหมดนี้…คือสิ่งที่เซิ่งหลงจื่อสารภาพออกมา และดูจากที่เขาทนความเจ็บปวดในนรกได้ไม่ถึงครึ่งเค่อ ก็คงเป็นความจริงทั้งหมด

อวี๋เฉินกวาดตามองไปยังเหล่าผู้คุมวิญญาณที่คุกเข่าอยู่ในนรกโลกันต์ สายตาเขานิ่งเรียบ ขณะเอ่ยขึ้นเบาๆ

“แล้วเฟิ่งอินเต้าเหรินเล่า…เขาสารภาพหรือไม่?”

เหล่าผู้คุมวิญญาณตัวสั่นสะท้านทั้งร่าง รีบก้มศีรษะต่ำลงกว่าเดิม ตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “ฝ่าบาท…เฟิ่งอินเต้าเหริน…ไม่ยอมเอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว”

อวี๋เฉินฟังแล้ว ขมวดคิ้วแน่น

เฟิ่งอินเต้าเหรินผู้นี้ ตั้งแต่ต้นจนจบก็เป็นเพียงคนเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด เป็นคนประเภทที่ยอมสละทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ตน เขาจะทนทุกข์ทรมานเพื่อปกป้องความลับของเซียนโบราณได้จริงหรือ?

ไม่…ไม่มีทาง…เขาไม่ใช่คนเช่นนั้น

แม้แต่ต้นไม้เทพศักดิ์สิทธิ์อย่างต้นเซินอู๋ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามา…เขายังหักหลังได้อย่างไม่ไยดี แล้วจะยอมทนทุกข์เพื่อเผ่าพันธุ์ต่างเผ่าของเซียนโบราณไปเพื่ออะไร?

ขณะตกอยู่ในห้วงความคิด…สายตาอวี๋เฉินก็พลันสว่างวาบ บางที…เขาไม่ได้ปกป้องความลับเพื่อเซียนโบราณ…แต่เพราะเขายังเชื่อว่า…ตนเองยังมีความหวัง?

แม้เขาจะถูกอวี๋เฉินสังหาร ร่างวิญญาณถูกจองจำและทรมาน แต่เขาก็ยังฝากความหวังไว้กับเซียนโบราณในราชวงศ์แห่งวูถงโจว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง…เขาคิดว่าอวี๋เฉินไม่มีวันชนะเซียนโบราณองค์นั้นได้ เขาจึงปิดปากเงียบ รอคอยวันที่อวี๋เฉินพ่ายแพ้

แล้วค่อยไปแสดงความดีความชอบต่อเซียนโบราณ หวังว่าจะได้รับรางวัลให้ “เป็นเซียน” หรือแม้กระทั่ง “สำเร็จหนทางแห่งเทียนเหริน”

เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวี๋เฉินก็กระจายจิตสำนึกสู่ขุมนรกเก้าชั้นทันที…เห็นเฟิ่งอินเต้าเหรินที่ถูกล่ามไว้กับเสาทองแดง กำลังรับโทษทรมานอยู่

เขาเงยหน้าขึ้นมอง ทั้งที่ใบหน้าแสดงความเจ็บปวดบิดเบี้ยวจนแทบจำไม่ได้ แต่เมื่อเห็นอวี๋เฉิน…สายตาของเขากลับยังคงแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้

ก็เป็นไปตามที่อวี๋เฉินคาดไว้ คนผู้นี้ไม่ยอมเอ่ยความจริง ไม่ใช่เพราะภักดีต่อเซียนโบราณ แต่เพราะรู้ดีว่าหากเอ่ยออกไป…

สุดท้ายก็ถูกกรอกน้ำแกงแห่งความลืมแล้วเวียนวัฏใหม่อยู่ดี แต่หาก

ปิดปากเงียบ…ตราบใดที่ความลับของเซียนโบราณยังไม่ถูกเปิดเผย วูถงโจวก็ยังมีโอกาสพลิกกลับ เซียนโบราณแห่งราชวงศ์ก็จะมีวันที่มาช่วยเขาออกไป

“รออะไรอยู่?” อวี๋เฉินจ้องตาเขาแล้วกล่าว “รอให้เซียนโบราณองค์นั้นมาช่วยเจ้าหรือ?”

“ฝ่าบาทเฟิงตู หากเป็นท่านในสมัยรุ่งเรือง องค์นั้นไม่มีทางสู้ได้แน่แต่ข้าคาดไว้แล้ว ตอนนี้ของท่าน มีเพียงพลังเทียบเท่าเขตแดนเทียนเหรินเท่านั้น…มิใช่คู่มือ…ฮ่าฮ่าฮ่า…องค์นั้น…จะมาช่วยข้า…”

คำพูดขาดห้วงเป็นระยะเพราะความเจ็บปวดสาหัส แต่สีหน้าเขากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างยากจะเข้าใจ

“แล้วอย่างไรต่อ?” สิ่งที่เฟิ่งอินเต้าเหรินคาดไม่ถึงก็คือ อวี๋เฉินไม่ได้หักล้างคำพูดของเขาเลย เพียงแต่ย้อนถามกลับไป

เฟิ่งอินเต้าเหรินชะงัก

“เจ้าคิดบ้างหรือไม่” อวี๋เฉินมองเขาเหมือนตัวตลกในโรงละคร ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ว่าตระกูลเซียนโบราณนั้น…คือสิ่งใดกันแน่?”

เฟิ่งอินเต้าเหรินชะงักอีกรอบ

เซียนโบราณคืออะไร? เซียนโบราณ…ก็คือเซียนโบราณไม่ใช่หรือ?

พวกมันดำรงชีวิตด้วยการเผาผลาญกลิ่นควันวิญญาณ เป็นศัตรูโดยกำเนิดของทุกสรรพชีวิตในสามภพ

มีอะไรต้องพูดอีก?

เขารู้เรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว และถึงจะรู้…เขาก็ยังเลือกจะหักหลังอยู่ดี

“ความจริงอาจจะโหดร้าย…แต่”

อวี๋เฉินยิ้มกว้างอย่างเปล่งประกาย จนเฟิ่งอินเต้าเหรินรู้สึกขนลุกซู่

“ทว่า…สำหรับเจ้าแล้ว นี่ต่างหาก…คือนรกที่แท้จริง”

ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็ยื่นมือออกไปชี้ตรงหน้าผาก ถ่ายโอนความทรงจำทั้งมวลราวกับสายน้ำเชี่ยวกรากเข้าสู่จิตของเฟิ่งอินเต้าเหรินโดยตรง

ต้าเยวียน…โลกก่อนหน้า…การเวียนวัฏของมหายุค…การมีอยู่ของไท่ชู่ต้นกำเนิดของเซียนโบราณ…ห้วงสุดท้ายแห่งกาล…

ทุกสิ่งทุกอย่าง ถูกเทลงสู่จิตของเฟิ่งอินเต้าเหรินในพริบตาเดียว ราวกับกระแสน้ำทะลักทลายสติทั้งหมด

ในทันใดนั้น เสียงกรีดร้องน่าสะพรึงก็ดังกระหึ่มจากปากเขา

แต่อวี๋เฉินมิได้คิดว่าเสียงร้องนี้เกิดจาก “ความเจ็บปวด” จากการถ่ายโอนความทรงจำ เพราะเขายังทนได้แม้กระทั่งความทรมานจากสิบแปดขุมนรก จะเป็นเพราะเพียงความเจ็บปวดนี้ได้อย่างไร?

ต้นเหตุที่แท้…น่าจะเป็น “ความจริง” ที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลอันมหาศาลเหล่านั้น

มันได้ล้มล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยเชื่อ! แท้จริงแล้ว ก่อนจะมีสามภพ ยังมีอารยธรรมอันรุ่งโรจน์เจิดจ้าเหนือกว่าทุกสิ่งอยู่ก่อนแล้ว!

แท้จริงแล้ว…เซียนโบราณมิใช่สิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดเองตามธรรมชาติ…แต่เป็น “อาวุธ” ที่ถูกสร้างขึ้นมา!

เป้าหมายสุดท้ายของพวกมัน ไม่ใช่เพื่อปกครองมนุษย์ แต่เพื่อทำหน้าที่บุกเบิก “ห้วงสุดท้าย” ทำลายล้างทุกสิ่งที่เรียกว่า “การมีอยู่”!

กระทั่ง…รวมถึงตัวมันเอง! เมื่อทำลายมหายุคได้สำเร็จ…พวกมันจะลบเลือนตนเองไปโดยสิ้นเชิง!

กระทั่งกว่าที่โลกใหม่จะถือกำเนิด กว่าที่มันจะก้าวเดินถึงปลายทาง…เซียนโบราณใหม่จึงจะถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง…ในฐานะ “อาวุธ” ชิ้นใหม่

วัฏเวียนวน…ไร้จุดจบ

เช่นนั้น…ทั้งหมดที่ทำไป…มีความหมายอันใด? การที่เขาทรยศต่อมนุษย์ ทรยศต่อเซินอู๋ เข้าร่วมกับเซียนโบราณ…มีความหมายอันใด?

สุดท้าย…ก็มิเหลืออะไรเลย นอกจาก “ความตาย”!

สำเร็จเทียนเหรินอย่างนั้นหรือ? กลายเป็นเซียนโบราณอย่างนั้นหรือ?

ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นจาก “ห้วงสุดท้ายแห่งการสิ้นสูญ”!

หนทางที่เขาเลือก…การทรยศที่เขาทำ…ไม่ได้มุ่งสู่หนทางอันรุ่งโรจน์ หรือสู่ความฝันที่รอคอย

แต่เป็น…ความว่างเปล่า

“ไม่…ไม่จริง…นี่มันเท็จ…มันเป็นไปไม่ได้…ไม่มีทางเป็นไปได้”

ท่ามกลางความทรมานจากสิบแปดขุมนรก เฟิ่งอินเต้าเหรินยังสามารถอดทนไม่ให้จิตแตกได้

ทว่า…เมื่อได้รับรู้ “ความจริง”…จิตแห่งเต๋าของเขากลับพังทลายสิ้น!

แม้ปากจะเอ่ยปฏิเสธว่า “นี่ไม่จริง”…ว่า “ไม่มีทาง”…แต่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ เขารู้…สิ่งนี้…คือความจริง

เพราะในฐานะจ้าวแห่งหนึ่งในสามสิบหกแดนของเซียนโบราณ

เขาเอง ก็ ทราบความเปลี่ยนแปลงภายในแดนศักดิ์สิทธิ์เซียนโบราณตลอดช่วงปีที่ผ่านมาอยู่บ้าง เช่น การตายของเหล่าผู้หยั่งรู้

การล่มสลาของเซียนโบราณ การปิดด่านของจ้าวลัทธิต้นกำเนิด

การล่มสลายของแดนจิ่วจิ่ง…

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นข้อมูลลับเฉพาะที่มีเพียงคนในเซียนโบราณเท่านั้นที่รู้ แต่ในความทรงจำของอวี๋เฉินกลับมีอยู่ครบถ้วน…และแต่ละเรื่องยังสอดคล้องกับที่เขารู้มาโดยไม่ผิดเพี้ยน

เช่น…ผู้หยั่งรู้ตายอย่างไร จ้าวลัทธิปิดด่านเพราะอะไร แดนจิ่วจิ่งล่มสลายเช่นไร…อวี๋เฉินล้วนอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด!

แม้เฟิ่งอินเต้าเหรินจะแยกไม่ออกว่าสิ่งที่อวี๋เฉินกล่าวถึงเกี่ยวกับ

ต้าเยวียน ไท่ชู่ หรือแหล่งกำเนิดของเซียนโบราณนั้นเป็นจริงหรือไม่…

แต่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้…เขารู้ดีว่าคือเรื่องจริง ความทรงจำของอวี๋เฉิน…ยืนยันความจริงทุกข้อ

นั่นหมายความว่า เขาหรือเป็นพวกเดียวกับเซียนโบราณ หรือไม่ก็…ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เขาประสบมาด้วยตนเอง!…เป็นความจริงที่ทั้งโหดร้ายและน่าสะพรึง!

และในยามนี้ อวี๋เฉินก็นำเอา “ศิลากู้ฟ้า” ออกมากระตุ้นอีกครั้ง เปิดมุมหนึ่งของห้วงความลับขึ้นมา

เฟิ่งอินเต้าเหรินได้เห็น แวบเดียวเท่านั้นเขาก็ได้เห็น…ไท่ชู่อันยิ่งใหญ่เกินพรรณนา…รวมถึง…ฝูงเซียนโบราณหน้าตาน่าสะพรึงที่แสนนับไม่ถ้วน…อยู่บนชายหาด!

แค่เพียงเสี้ยววินาที…เขาก็รู้สึกว่าตนเองกำลังแตกสลาย! ไม่เหลือความลังเลใดอีก อวี๋เฉินเก็บศิลากู้ฟ้ากลับเข้าไป

จากนั้นก็มองเขาด้วยแววตาเวทนา

“เช่นนั้น ยังคิดจะดิ้นรนอีกหรือไม่? แม้ข้าจะแพ้ แม้เซียนโบราณองค์นั้นจะชนะ เจ้าก็ไม่อาจสำเร็จเทียนเหริน มิอาจกลายเป็นเซียนโบราณ สิ่งที่รอเจ้าอยู่มีเพียง การสูญสลาย…ไม่ใช่เวียนวัฏ ไม่ใช่สูญสิ้นทั้งร่างและวิญญาณ…แต่คือ ‘หายไป’ อย่างแท้จริง”

ผาง!

เสียงหนึ่งราวกับอะไรบางอย่างแตกสลาย

นั่นคือ…ความหวังสุดท้ายในใจของเฟิ่งอินเต้าเหริน…ที่พังทลายสิ้น

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 944 – ความจริงอันโหดร้าย สติวิปลาส

คัดลอกลิงก์แล้ว