- หน้าแรก
- ข้ามีคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต
- บทที่ 313 – ตะวันแรงกล้า กับซากเสนาบดีในกล่องไม้
บทที่ 313 – ตะวันแรงกล้า กับซากเสนาบดีในกล่องไม้
บทที่ 313 – ตะวันแรงกล้า กับซากเสนาบดีในกล่องไม้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เฉาอวี้อันก็เดินอยู่บนเส้นทางที่มนุษย์ทั่วไปมิอาจเข้าใจได้ และยิ่งนานวันก็ยิ่งถลำลึกลงไปจนเกินจะถอยกลับ
การกระทำพิสดารเหล่านั้น ก็ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นเวลานอนยังต้องกอดสตรีในกล่องไม้เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แม้แต่ยามออกไปข้างนอก ก็ยังต้องนำติดตัวซ่อนไว้ในช่องลับของรถม้า โดยอ้างว่าช่วยขจัดภัยร้าย ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
กระทั่งครั้งหนึ่งยังเคยกระทำเรื่องต่ำทรามอันมิอาจเอ่ยได้กับศีรษะในกล่องนั้นอีกด้วย
แม้แต่พ่อบ้านเฒ่าผู้เดียวที่สามารถกล่าวเตือนเฉาอวี้อันได้ เมื่อเห็นการกระทำเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าคนวิปริต ทั้งทอดถอนใจด้วยความอับจนหนทาง พยายามเกลี้ยกล่อมหลายครั้งหลายครา
ทว่าเฉาอวี้อันกลับหลงงมงายอย่างหนักจนมิอาจสำนึกผิด ไม่ยอมฟังคำเตือนใดๆ แม้แต่น้อย
ส่วนในช่วงไม่กี่ปีแรกที่หวงเยว่ได้รับจดหมายจากน้องสาวของตนนั้น แน่นอนว่าเฉาอวี้อันก็ให้คนปลอมแปลงขึ้นมา หวงเยว่จนถึงตอนตายก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า ตลอดแปดปีที่ผ่านมา ขณะที่เขาเดินทางมายังจวนเสนาบดีครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อสอบถามข่าวคราวของน้องสาวตนนั้น ศีรษะของหวงเหยียนซูที่กลายเป็นสตรีในกล่องไม้ กลับอยู่ในห้องหนังสือของจวนเสนาบดี ที่ห่างจากเขาเพียงกำแพงกั้นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!
เช่นนี้ เวลาก็ผ่านไปแปดปี
แท้จริงเรื่องราวล้วนผ่านไปโดยไม่มีเหตุผิดปกติอันใด หวงเยว่เองภายใต้การรับรองของเฉาอวี้อัน ก็เริ่มเชื่อแล้วว่าน้องสาวของตนแอบบำเพ็ญตนอยู่ในสำนักเต๋าแห่งหนึ่งจริงๆ
แต่ใครเล่าจะคาดคิด เมื่อราวครึ่งเดือนก่อน กลับเกิดเรื่องขึ้นเสียแล้ว!
วันนั้นเฉาอวี้อันได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงที่ภัตตาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเขตไป๋หู่ เขานั่งรถม้าเดินทางไป เมื่อถึงที่หมายก็ทิ้งสตรีในกล่องไม้ไว้บนรถ โดยมีพ่อบ้านเฒ่าระดับเสินไถขั้นต้นเฝ้าดูแลไว้ ทว่าไม่ทราบเป็นเพราะความสะเพร่าของพ่อบ้านผู้นั้น หรือเพราะเขาเบื่อหน่ายเต็มทนกับหัวศพนั่นแล้ว จึงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
สุดท้ายผ่านไปเพียงแค่เวลารับประทานอาหารมื้อเดียวเท่านั้น สตรีในกล่องไม้ก็ถูกขโมยไปเสียแล้ว!
โจรผู้นั้นเป็นนักบำเพ็ญอิสระที่ชำนาญการลักขโมยและกล้าบ้าบิ่นเป็นที่สุด บุกเข้าไปยังคอกม้าของงานเลี้ยง แล้วขโมยสตรีในกล่องไม้ที่ซ่อนอยู่ในช่องลับของรถม้าไปได้สำเร็จ
ตอนนั้นภาชนะที่บรรจุสตรีในกล่องไม้ไว้เป็นกล่องไม้เนื้อดีสวยงาม นักบำเพ็ญอิสระผู้นั้นยังนึกไปว่าเป็นของล้ำค่าหายากยิ่งนัก แต่แล้วเมื่อกลับไปยังที่ซ่อนของตนด้วยความกระวนกระวายใจ รีบเปิดกล่องไม้ขึ้นมาดู กลับพบของอัปมงคลสุดขีดเช่นนี้เข้า!
ทันใดนั้นเอง จิตใจของเขาแทบสั่นคลอน!
แต่ขึ้นชื่อว่าโจร มีหรือจะยอมกลับไปมือเปล่า ในเมื่อเสี่ยงชีวิตถึงขนาดนี้แล้วจะให้ไม่ได้อะไรเลยได้อย่างไร?
ดังนั้นนักบำเพ็ญอิสระผู้นี้จึงตัดสินใจส่งสตรีในกล่องไม้ไปยังการประมูลใต้ดินของเขตในตลาดผีกูซู เพื่อนำไปขายแลกเปลี่ยนเงินตราวิญญาณติดมือมาบ้าง
ในขณะเดียวกัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะสาปแช่งอยู่ในใจว่า ขุนนางในราชสำนักแต่ละคนล้วนเป็นเดรัจฉานสวมหน้ากากมนุษย์! ภายนอกทำตัวสูงส่งสง่างาม แต่ลับหลังกลับสะสมของอัปมงคลเยี่ยงนี้!
แน่นอนว่า นักบำเพ็ญอิสระผู้นี้ก็หาได้มีโชคดีไม่ เพราะยังไม่ทันได้รับเงินจากการประมูลเลยด้วยซ้ำ ก็ถูกเฉาอวี้อันที่โกรธจนแทบคลุ้มคลั่งจับตัวไปได้ก่อน จากนั้นก็ถูกทรมานด้วยโทษทัณฑ์อันเหี้ยมโหดจนต้องสารภาพความจริงออกมาทั้งหมด
เฉาอวี้อันเมื่อรู้ว่าสตรีในกล่องไม้ถูกส่งไปยังตลาดผี ก็บันดาลโทสะจนแทบบ้า สั่งเฉือนร่างโจรผู้นั้นออกเป็นพันชิ้น ทั้งยังทำลายห้องหนังสือของตนจนพังพินาศหมดสิ้น!
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังมิได้มีความกล้าหาญถึงขั้นอวี๋เฉินที่จะบุกไปยังสำนักเต๋าเทียนหยวนเพื่อขอดูรายชื่อผู้ซื้อสตรีในกล่องไม้ ได้แต่ยอมตัดใจไปแต่โดยดี
แต่เรื่องบังเอิญกลับเกิดขึ้น เมื่อสตรีในกล่องไม้ผู้นั้นกลับถูกหวงเยว่พบเห็นเข้าโดยบังเอิญ เขาจึงซื้อมาแล้วนำกลับไปยังจวนเฉาอวี้อันเพื่อสอบถามความจริง!
เช่นนี้เอง หลังจากผ่านเรื่องราวหลายตลบ สตรีในกล่องไม้จึงได้กลับมายังมือของเฉาอวี้อันอีกครั้ง
และเมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้ เฉาอวี้อันก็รู้แล้วว่าไม่สามารถปิดบังต่อไปได้ เขาจึงสั่งให้พ่อบ้านเฒ่าลงมือสังหารหวงเยว่ จากนั้นก็โยนความผิดให้กับอันธพาลกลุ่มหนึ่ง คิดว่าตนเองวางแผนได้อย่างแนบเนียนไม่มีช่องโหว่
แต่คิดคำนวณไปพันหมื่นตลบ เขาจะนึกถึงได้อย่างไร ว่าความตายนั้นมิใช่จุดจบ!
หวงเยว่ตายตาไม่หลับ ทิ้งปณิธานวิญญาณไว้ให้แก่อวี๋เฉินได้พบเจอ จึงนำไปสู่เรื่องราวมากมายในภายหลัง
ดังนั้นหากจะพูดในอีกแง่หนึ่ง แม้เฉาอวี้อันจะมิได้ล่วงรู้ด้วยซ้ำ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะตัวเขานั่นเองที่ทำให้วงการกลั่นชี่ใต้ดินในนครหลวงต้องถูกปิดตัวลงทั้งหมดโดยทางอ้อม
หลังจากสารภาพทุกอย่างออกมาอย่างละเอียดหมดจดแล้ว เฉาอวี้อันทั่วร่างโชกไปด้วยเหงื่อผสมโลหิตไหลนองเต็มพื้น สีหน้าเจ็บปวดซีดเผือด สายตาจับจ้องมองไปยังผู้พิพากษาผีเทพ ริมฝีปากไร้สีเลือดสั่นเทาอย่างไม่หยุดยั้ง!
เวลานี้เขากระจ่างแล้ว ผู้พิพากษาผีเทพมาเพราะเรื่องสตรีในกล่องไม้ผู้นั้น!
"เจ้านี่มัน...ขยะสวะโดยแท้จริง!"
หลังจากฟังทุกอย่างจนจบ อวี๋เฉินจึงทอดสายตามองเฉาอวี้อันที่แขนขาขาดสิ้น พร้อมทอดถอนใจเอ่ยว่า "อาจารย์ของสองพี่น้องสกุลหวงช่วยชีวิตเจ้าไว้ ทว่าเจ้าเพียงเพื่อคำกล่าวหลอกลวงอันเลื่อนลอย กลับสังหารศิษย์เพียงสองคนของเขาอย่างโหดเหี้ยม"
เฉาอวี้อันที่นอนคว่ำอยู่กับพื้นบิดกายดิ้นรนราวตัวหนอน เลือดผสมฟองน้ำลายไหลออกจากปากพร่ำขอชีวิตอย่างไม่หยุดยั้ง
"ข้าผิดไปแล้ว...ข้าสำนึกผิดแล้ว...ข้าเลวทรามต่ำช้า...ข้าไม่ควร...ข้าไม่ควรเนรคุณ...หากย้อนเวลากลับไปได้...ขอเพียงมีโอกาสอีกสักครั้ง..."
อวี๋เฉินลุกขึ้นยืน ตัดบทอีกฝ่ายในทันที
“เจ้าไม่ได้สำนึกผิดหรอก เจ้าเพียงแค่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย”
เขาก้าวเข้ามาหาเฉาอวี้อัน คว้าจับเส้นผมบนศีรษะเขา แล้วยกขึ้นอย่างไม่ปรานี
“อีกอย่างหนึ่ง เจ้าไม่มีโอกาสนั้นแล้ว”
ฉัวะ!
ด้านหลัง อสูรวิญญาณนายหนึ่ง ยกเคียวขึ้นตวัดลงในทันใด
เฉาอวี้อันเพียงรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิว เหลือเพียงแค่ศีรษะลอยอยู่ แต่ด้วยชี่แห่งฟ้าดินอันเข้มข้นของอีกฝ่ายที่ห่อหุ้มอยู่ เขาจึงไม่ตายในทันที
จากนั้น เขาได้ยินน้ำเสียงของผู้พิพากษาดังขึ้น คล้ายเสียงพึมพำของภูตผีร้ายที่ลอดผ่านขึ้นมาจากเก้าขุมปรโลก
“เจ้ามิใช่ชอบกล่องใบนี้นักหรือ? ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ลงไปอยู่ในนั้น ลิ้มรสชาติมันดูสักหน่อยเถอะ”
เมื่อสิ้นเสียงลง
เฉาอวี้อันก็เห็นผู้พิพากษาเปิดกล่องของหวงเหยียนชูออกมา ในกล่องนั้นมีศีรษะมนุษย์ที่งดงามวิจิตรใบหนึ่ง กำลังเผยรอยยิ้มอันหอมหวานแต่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์เย้ายวนแปลกประหลาด
ยามอรุณรุ่งมาเยือน สรรพสิ่งฟื้นคืนชีวิต
นครหลวงอันกว้างใหญ่ กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง ภายในจวนเสนาบดีกระทรวงโยธา สาวใช้ชุ่ยหงพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากอาการสลบไสล
เมื่อนางหันไปมองเห็นแสงอาทิตย์สดใสที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา หญิงสาวพลันตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง!
ในฐานะสาวใช้คนสนิทที่ดูแลเรื่องส่วนตัวของเฉาอวี้อัน นางมีหน้าที่ดูแลเรื่องการเป็นอยู่ทั้งหมดของเขา
ทั้งอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าแปรงฟัน ล้วนอยู่ในหน้าที่ของนาง
เป็นเช่นนี้มาตลอดสามปี
แต่วันนี้ ไม่รู้ทำไม นางกลับนอนหลับเลยเวลาไปเสียนี่ สาวใช้ชุ่ยหงลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล พลางยกมือกุมศีรษะที่ปวดตุบๆ ไว้
เมื่อนึกย้อนถึงเรื่องเมื่อคืน ตอนนั้นนางกำลังจัดเตรียมเสื้อผ้าอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นมาเพียงครั้งเดียว
จากนั้นนางก็หมดสติไปในทันที
และพอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตะวันก็ลอยอยู่กลางฟ้าแล้ว!
ชุ่ยหงตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ! ต้องรู้ว่า สาวใช้อย่างพวกนางก็ไม่ต่างอะไรกับทรัพย์สินส่วนตัวของนายท่าน
และเสนาบดีเฉาอวี้อันผู้นี้เป็นคนเข้มงวดเรื่องเวลาอย่างที่สุด จะเร็วหรือช้าไปเพียงนาทีเดียวก็ไม่ได้เด็ดขาด!
แต่วันนี้นางกลับตื่นสายเสียเอง จนละเลยหน้าที่รับใช้การเป็นอยู่ของนายท่าน ยังไม่รู้เลยว่าจะมีผลลัพธ์ร้ายแรงเพียงใด!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ชุ่ยหงก็รีบลุกลนวิ่งออกไปจากห้อง เพื่อไปขอรับโทษโดยทันที!
ทว่าเมื่อเปิดประตูออกไป กลับพบว่าทั่วทั้งจวนเสนาบดีเงียบสงัดราวกับไร้สิ่งมีชีวิต
มองไปรอบบริเวณ ในลานบ้านมีเหล่าองครักษ์นอนระเกะระกะกระจัดกระจายอยู่ บางคนก็เริ่มได้สติขึ้นมาแล้ว แต่ล้วนมีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน
ชุ่ยหงไม่อาจใส่ใจเรื่องพวกนี้ได้อีก นางรีบร้อนวิ่งไปยังห้องนอนของนายท่าน แต่กลับไม่พบผู้ใด
จากนั้นจึงวิ่งไปยังห้องหนังสือ
ทว่าทันทีที่มาถึงหน้าประตูห้องหนังสือ นางกลับชะงักค้างไปเสียอย่างนั้น ประตูห้องหนังสือเปิดแง้มอยู่ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเข้มข้นโชยมาจากภายใน
หัวใจของชุ่ยหงพลันกระตุกวูบ นางไม่กล้าเข้าไปโดยลำพัง รีบร้อนเรียกองครักษ์ที่เพิ่งฟื้นสติขึ้นมาอีกสองสามคนให้มาด้วย จึงค่อยรวบรวมความกล้าผลักประตูเข้าไป
แต่ทันทีที่ทุกคนเปิดประตูเข้าไปแล้ว ก็พลันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว!
ชุ่ยหงถึงกับกลั้นไว้ไม่อยู่ อาเจียนออกมาทันที!
เมื่อมองไปยังภายในห้องนั้น พื้นทั้งพื้นถูกปกคลุมด้วยสีแดงเข้ม ราวกับเต้าหู้ที่ทำจากโลหิตสดทั้งก้อน
ท่ามกลางแอ่งเลือดนั้น เกลื่อนกลาดไปด้วยแขนขาขาดกระจุยกระจายอยู่ทุกแห่งหน!
หัวของพ่อบ้านเฒ่าแห่งจวนเสนาบดีที่ผู้คนต่างหวาดกลัว กลิ้งตกอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาเบิกโพลง ภายในแววตานั้นคือความหวาดกลัวและสิ้นหวังที่มิอาจบรรยายได้
แต่ท่านเสนาบดีเฉาอวี้อัน กลับไร้ร่องรอยใดๆ
“กรี๊ดดด—!!”
เสียงกรีดร้องแหลมเล็กเสียงหนึ่ง พลันทำลายความเงียบสงบในจวนเสนาบดีลงอย่างสิ้นเชิง
องครักษ์จำนวนมากมายวิ่งกรูกันมาเมื่อได้ยินเสียงร้องนั้น ทุกคนล้วนรู้ดีว่า เหตุร้ายได้เกิดขึ้นแล้วอย่างแน่นอน!
ทว่า...ท่านเสนาบดีอยู่ที่ใด? องครักษ์บางคนรีบเร่งออกจากประตูจวนไปแจ้งทางการ! ส่วนที่เหลือก็เริ่มออกค้นหาในห้องหนังสือที่ไม่ต่างจากขุมนรกบนดินแห่งนี้
แต่ค้นหาเท่าไร ก็ไม่พบแม้เงาของท่านเสนาบดี!
จนกระทั่งสายตาเฉียบคมของชุ่ยหงเหลือบไปเห็นกล่องไม้ที่วิจิตรสวยงามวางอยู่บนโต๊ะหนังสือ ของชิ้นนี้ คนในจวนเสนาบดีล้วนรู้จักกันเป็นอย่างดี แม้จะไม่เคยเห็นของด้านใน แต่ก็มักจะเห็นท่านเหล่าเย่กอดไว้แนบอกด้วยความรักใคร่เสมอมา
บ่าวรับใช้ผู้ชาญฉลาดเหล่านี้ล้วนคาดเดาได้ทันทีว่า ในกล่องนี้จะต้องเป็นสมบัติสำคัญล้ำค่าของท่านเหล่าเย่อย่างแน่นอน!
ทว่าตอนนี้ ชุ่ยหงกลับเห็นกล่องนั้นมีเลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาไม่หยุด นางกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น ไม่รู้ด้วยเหตุใด นางกลับรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมา
เพียงเปิดกล่องนี้ออกมา อาจจะได้พบร่องรอยของท่านเหล่าเย่ก็เป็นได้ความรู้สึกนี้ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง แม้แต่ตัวนางเองยังคิดว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด แม้ท่านเหล่าเย่จะไม่ใช่บุรุษร่างสูงใหญ่ปานยักษ์ แต่ก็ยังเป็นชายชาตรีสูงเจ็ดฉื่อ จะสามารถอยู่ในกล่องไม้เล็กๆ เช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่นางก็ยังมีลางสังหรณ์อันลึกเร้นอยู่ภายใน ว่าภายในกล่องนี้ อาจมีเบาะแสการหายตัวไปของท่านเหล่าเย่ซุกซ่อนอยู่! ดังนั้น ชุ่ยหงจึงย่องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปแตะกล่องนั้นเบาๆ
เสียงลั่นเอียดอาดของไม้เสียดสีกันดังขึ้น ตามด้วยสองบานประตูเล็กเปิดออกช้าๆ ราวกับประตูนรกถูกผลักออก เผยให้เห็นของที่อยู่ภายในนั้น
“กรี๊ดดดดด!!!”
ชุ่ยหงมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน พลันกรีดร้องเสียงแหลมก่อนที่นัยน์ตาจะเหลือกขึ้นแล้วหมดสติล้มลงไปทันที! ทุกคนที่กำลังค้นหาอยู่ต่างตกตะลึงกับเสียงร้องนี้ จึงรีบหันหน้ากลับมาทันที
พลันพบภาพที่พวกเขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต! เพราะภายในกล่องไม้นั้น หัวชราหัวหนึ่งถูกยัดเข้าไปอย่างโหดเหี้ยมทารุณ! เส้นผมยุ่งเหยิงแห้งกรอบ ใบหน้าเปรอะเปื้อนเลือดสกปรก ลำคอถูกตัดขาดสะอาด ก่อนจะถูกยัดเข้าไปในกล่องไม้ใบเล็กนั้นอย่างหยาบช้า!
“เหล่า...เหล่าเย่?”
องครักษ์คนหนึ่งเอ่ยอุทานเสียงสั่น ทุกคนชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระส่ำระสายโกลาหลกันไปหมด!
ผู้ใดจะคาดคิด?
เสนาบดีหนึ่งในหกกรมใหญ่ ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชสำนัก กลับถูกตัดหัวในจวนของตนเอง แล้วยัดใส่กล่องไม้ใบเล็กๆ อย่างไร้ปรานี!
แต่นี่ยังมิใช่จุดจบ...ท่ามกลางความตกตะลึงอลหม่าน มีบางคนที่กล้าและใจเย็นสังเกตเห็น...
ท่านเหล่าเย่ยังพูดอยู่ได้!
ริมฝีปากเปรอะเลือดของเฉาอวี้อันขยับเบาๆ อย่างอ่อนแรง ส่งเสียงแผ่วเบาราวเสียงยุงบินแทบไม่ได้ยิน
ทุกคนพลันนิ่งเงียบ กั้นลมหายใจฟังอย่างตั้งใจที่สุด แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงจากกล่องนั้นจริงๆ!
เสนาบดีกระทรวงโยธาผู้นี้ ก่อนจะสิ้นลมหายใจ ยังคงพร่ำพูดเพียงว่า...
“ผิดแล้ว...ผิดแล้ว...ข้าผิดไปแล้ว...”
(จบบท)