- หน้าแรก
- ข้ามีคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต
- บทที่ 311 – พลังพิสดารเทพผี ใช้หยางเสริมหยิน
บทที่ 311 – พลังพิสดารเทพผี ใช้หยางเสริมหยิน
บทที่ 311 – พลังพิสดารเทพผี ใช้หยางเสริมหยิน
ท้องฟ้ายามรัตติกาลเริ่มโรยตัว
ทันทีที่อวี๋เฉินกลับถึงสุสานปู๋กุย ความโกลาหลก็พลันระเบิดขึ้นในวงการกลั่นชี่ทั่วนครหลวง
และต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งปวงนั้น มิใช่ที่ใดอื่น หากแต่เป็นเขากูซู ที่อยู่ห่างจากสำนักเต๋าเทียนหยวนออกไปหลายสิบลี้
ในฐานะตลาดผีที่ใหญ่ที่สุดของวงการกลั่นชี่ทั่วนครหลวง ไม่ว่าจะเป็นผู้กลั่นชี่จากสำนักต่างๆ หรือกลุ่มผู้ฝึกตนที่ไม่ได้สังกัดสำนักใดๆ ที่ระหกระเหินทั่วหล้า ล้วนไม่มีผู้ใดไม่รู้จักนามของเขากูซู
และเบื้องหลังของเขากูซูก็คือสำนักเต๋าเทียนหยวน แม้จะไม่เคยออกมายอมรับอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นความลับที่ทุกผู้ทุกคนล้วนทราบกันดี
ทว่าในวันนี้เอง
เขตภายในของตลาดผีกูซู ที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ก้อนโตที่ทำกำไรได้มหาศาล กลับสลายหายไปในพริบตา
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกจากปากของผู้กลั่นชี่ที่ประจำอยู่บนเขากูซู ผู้กลั่นชี่ส่วนใหญ่ล้วนไม่เชื่อถือ
เขากูซูมีสำนักเต๋าเทียนหยวนหนุนหลัง จะมีใครกล้าสั่นคลอน? เว้นเสียแต่ราชสำนักแห่งนครหลวงจะลงมือจัดการเอง หาไม่แล้วในวงการกลั่นชี่ทั่วหล้านี้ สำนักเต๋าเทียนหยวนกล่าวคำใดย่อมศักดิ์สิทธิ์ไร้ผู้ต่อต้าน
ทว่าจนกระทั่งยามดึก สำนักเต๋าเทียนหยวนกลับออกประกาศกฎห้ามอย่างเป็นทางการ สั่งให้ปิดเขตภายในของตลาดผีทุกแห่งในนครหลวงภายในสามวัน
สินค้าที่ฝ่าฝืนฟ้าดิน มนุษยธรรม ทั้งหลายเหล่านั้นล้วนต้องถูกกำจัดและห้ามมิให้ปรากฏในการซื้อขายที่ตลาดผีอีกต่อไป
ทันทีที่ประกาศนี้ออกมา ผู้คนทั้งหลายจึงตระหนักในภายหลัง และต่างตกตะลึงงุนงงไปตามๆ กัน
สำนักเต๋าเทียนหยวนกำลังคิดอะไรกันแน่ ถึงได้ทำเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา?
ใช่!
ของพวกนั้นมันผิดศีลธรรมจริงอยู่ แต่ก็ดำรงอยู่มาอย่างสงบสุขนานนับร้อยปี แล้วเหตุใดจึงสั่งห้ามโดยกะทันหันเช่นนี้?
สำนักเต๋าเทียนหยวนเสียสติไปแล้วหรือ ถึงตัดเส้นทางทำมาหากินของตนเอง?
ในขณะที่ทุกผู้ทุกคนต่างตกตะลึง งุนงง และไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร ข่าวอีกสายหนึ่งก็ส่งตรงมาจากเขากูซู
ถ้อยคำมิได้มากความ แต่ผู้ที่ได้ยินล้วนสูดลมหายใจเย็นเยียบ
เทียนหยวนเหล่าจู่ พ่ายแพ้แล้ว
แม้จะไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาพ่ายแพ้แก่ผู้ใด อีกทั้งรายละเอียดของการต่อสู้ก็ยังเป็นปริศนา แต่ในยามบ่ายที่ผ่านมา ผู้กลั่นชี่นับไม่ถ้วนล้วนได้เห็นเทพวิญญาณอันใหญ่โตอลังการของเทียนหยวนเหล่าจู่ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย และหลังจากนั้นก็มีข่าวปิดเขตภายในประกาศออกมา
เหตุการณ์สอดคล้องกันถึงเพียงนี้ เพียงครุ่นคิดเล็กน้อยก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
ค่ำคืนนี้ ผู้กลั่นชี่นับไม่ถ้วน ต่างมิอาจข่มตาหลับ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้จากธุรกิจสีเทาเหล่านั้น ต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนแทบแตก พวกเขาย่อมไม่ยอมละทิ้งธุรกิจที่สร้างกำไรมหาศาลนี้ไปง่ายๆ
สำนักเต๋าเทียนหยวนไม่ทำแล้วงั้นหรือ?
ดี!
เช่นนั้นพวกเราก็ตั้งตลาดขึ้นมาเอง!
ในคืนเดียวกันนั้นเอง ทันทีที่เขตภายในของตลาดผีสำนักเต๋าเทียนหยวนถูกปิดลง ตลาดมืดอีกมากมายก็ต่างผุดขึ้นราวกับเห็ด
ทว่าพวกเขากลับประเมินความมุ่งมั่นของสำนักเต๋าเทียนหยวนต่ำเกินไป และยิ่งประเมินความต้องการเอาตัวรอดของเทียนหยวนเหล่าจู่ต่ำไปอีก
ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น สำนักเต๋าเทียนหยวนก็ออกกวาดล้างธุรกิจสีเทาเหล่านี้อย่างหนัก หากถูกจับได้แม้เพียงรายเดียว โทษสถานเดียวคือประหารชีวิต!
มีแม้กระทั่งสำนักเต๋าแห่งหนึ่งที่มิใช่เล็กๆ อาศัยศาสตร์มนต์ดำและสิ่งชั่วร้ายอย่างศพเดินได้เป็นพื้นฐาน แม้อยู่ภายใต้คำสั่งห้ามของสำนักเต๋าเทียนหยวน แต่กลับยังดำเนินการตามปกติ
ผลคือ เทียนหยวนเหล่าจู่ลงมือด้วยตนเอง ใช้เพียงฝ่ามือเดียวก็ถล่มสำนักนั้นจนราบคาบ
ศิษย์สำนักนับร้อยนับพัน ล้วนถูกสังหารจนสิ้น
เชือดไก่ให้ลิงดู!
นับจากนั้นเป็นต้นมา ผู้กลั่นชี่ทั่วนครหลวงล้วนเข้าใจอย่างชัดแจ้งแล้วว่า สำนักเต๋าเทียนหยวนเอาจริง
ในเวลาเพียงไม่นาน ธุรกิจสีเทาเหล่านั้นก็ลดลงอย่างมหาศาล แต่เรื่องเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องภายหลัง มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับอวี๋เฉินแล้ว
ในค่ำคืนนี้ ณ สุสานปู๋กุย
ในขณะที่เขากำลังเปิดรายชื่อที่สำนักเต๋าเทียนหยวนมอบให้ นกกระดาษที่เขาทิ้งไว้ที่นครหลวงก็บินกลับมาพร้อมข่าวกรองสำคัญ
เฉาอวี้อัน เสนาบดีกระทรวงโยธา กลับจากวังหลวงแล้ว ในเวลาเดียวกัน อวี๋เฉินก็พลิกรายชื่อขึ้นมาอ่าน
ภายในนั้นบันทึกชื่อของผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าแต่ละชิ้นในงานประมูลอย่างชัดเจน
มีทั้งภาพวาดของผู้ขายที่สัมพันธ์กับสินค้าที่นำมาขาย รวมถึงราคาประมูลและข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดครบถ้วน
และผู้ขายของหญิงสาวในกล่อง ที่ทำจากศีรษะของหวงเหยียนซู ก็คือชายหนุ่มท่าทางเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนผู้หนึ่ง
ในตอนที่เขาลงทะเบียนกับชินโหลวนั้น เขาแจ้งว่าตัวเองคือซ่านซิว(ผู้ผึกตนอิสระ) จากเขตจูเชวี่ยแห่งนครหลวง
แต่อวี๋เฉินเดาได้ไม่ยาก ว่าตัวตนนี้น่าจะเป็นของปลอมอย่างแน่นอนเดิมทีเขายังคิดจะใช้สารพัดวิธีตามหาตัวคนผู้นี้ให้พบ แต่มาตอนนี้
เฉาอวี้อัน เสนาบดีกระทรวงโยธา ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ได้พบหวงเหยียนชู กลับมาถึงแล้ว เช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้นอีก อวี๋เฉินจัดเตรียมสัมภาระเล็กน้อย
เก็บรายชื่อเอาไว้ แล้วลุกขึ้นยืน กล่าวทักทายซื่อโถว อวี๋โย่วอวี๋ และซิ่วหลัว ก่อนจะลงจากเขา สำหรับซื่อโถวนั้นไม่เท่าไหร่ เพราะเขาคุ้นเคยกับการที่อวี๋เฉินออกไปตอนค่ำ กลับมาในตอนเช้าตรู่จนเป็นปกติอยู่แล้ว
ทว่าปกติแล้วในเวลาเช่นนี้ อวี๋โย่วอวี๋ สตรีปีศาจผู้นี้มักจะติดตามเขาออกไปด้วยเสมอ แต่ในเวลานี้ดูเหมือนนางจะมุ่งมั่นอยู่กับการสอนบำเพ็ญเพียรให้กับซิ่วหลัวสาวน้อย จึงมิได้ติดตามมาเป็นหางน้อยของอวี๋เฉินอย่างที่เคยทำเป็นประจำ
ราตรีกาลยิ่งมืดลึกลงไป บนสุสานปู๋กุย
มีผู้ลงจากเขา นครหลวงยังคงคึกคักดังเดิม โคมไฟบนแม่น้ำลั่วสว่างไสว บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้น อวี๋เฉินมิได้หยุดชะงัก เขาข้ามผ่านแม่น้ำลั่วที่เต็มไปด้วยเรือบุปผา
มุ่งหน้าไปยังเขตเมืองชั้นใน
ใช้วิชาปิดบังสายตา ผ่านกองทหารที่ลาดตระเวนและการปิดล้อมอย่างเข้มงวดไปได้อย่างง่ายดาย มุ่งหน้าตรงไปยังจวนเสนาบดีกระทรวงโยธา ระหว่างทางเขาพลันนึกถึงข่าวสารเกี่ยวกับเสนาบดีกระทรวงโยธาที่อยู่ในโคมหมุนของชายชราเหวินเซิ่ง
เสนาบดีกระทรวงโยธา แซ่เฉา นามอวี้อัน เป็นผู้สอบได้อันดับสองในการสอบขุนนางปีที่เก้าสิบแปด แห่งรัชศกซีหยวนตี้
ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่จักรพรรดิองค์ก่อนทรงครองราชย์ หลังสอบได้แล้ว เขาก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง เข้ารับตำแหน่งในกรมขนส่งทางน้ำ สังกัดกระทรวงโยธา
หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ไต่เต้าสูงขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็ได้รับตำแหน่งเสนาบดี ในการแย่งชิงบัลลังก์ของบรรดาองค์ชาย เขาเองก็มิได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน
เหมือนกับขุนนางส่วนใหญ่ที่คอยสังเกตการณ์ ซ้ายขวาโลเลไปมา โดยสรุปแล้ว ในหมู่ขุนนางราชสำนักทั้งหลาย เขาถือเป็นขุนนางประเภทที่ไม่มีอะไรโดดเด่น
แต่กลับเป็นคนประเภทนี้แหละที่มักจะมีชีวิตยืนยาวที่สุด และสาเหตุที่ชายชราเหวินเซิ่งยังจดจำเขาได้ มีอยู่สองข้อ
หนึ่งคือคนผู้นี้เคยไปศึกษาต่อที่สำนักจี้เซี่ย อีกหนึ่งคือก่อนหน้าที่เขาจะสอบขุนนาง มารดาของเขาเคยไปขอถุงผ้าปัก "เหวินชวีจิ่นหนาง"(ถุงอุ่นขจัดความชื้น-ขจัดพลังชี่ชื้นแลหยินเย็น) มาให้ลูกชาย แล้วหลังจากนั้นเขาก็เชื่อมั่นมาตลอดว่าสาเหตุที่ตนสอบได้อันดับสูงนั้น ล้วนเป็นเพราะถุงผ้าปักนั้นโดยแท้จริง
ดังนั้นเขาจึงเชื่อถือในเรื่องฮวงจุ้ย โชคชะตา และลมปราณอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้เองจึงเคยถูกอัครมหาเสนาบดีซ่งตำหนิติเตียนต่อหน้าผู้คนมาแล้วหลายครั้งหลายหน บอกว่าเป็นถึงขุนนางราชสำนักกลับไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภูตผีปิศาจไร้สาระเช่นนั้น และเรื่องราวนี้ เฒ่าจ้าวเหวินเซิ่งก็ได้รับรู้จากการสนทนาโดยบังเอิญกับอัครมหาเสนาบดีซ่ง
ระหว่างที่คิดพิจารณาอยู่นั้น เผลอแวบเดียวอวี๋เฉินก็มาถึงหน้าประตูจวนเสนาบดีกระทรวงโยธาแล้ว จวนแห่งนี้ไม่มีความพิเศษอันใดเลยสักนิด ไม่ต่างจากจวนของขุนนางคนอื่นๆ มากนัก หากจะมีอะไรโดดเด่นบ้าง ก็คงเป็นที่หน้าประตูแขวนโคมไฟสีแดงสองดวง
ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยมีความหมายเพื่อรวมรวมพลังหยาง อวี๋เฉินก้าวเท้าออกไป ร่างก็หายวับไปในพริบตา ข้ามผ่านกำแพงสูงสีแดงนั้นเข้าสู่ลานด้านใน เพียงชั่วขณะหนึ่ง เขากลับรู้สึกว่าอาจจะเดินมาผิดที่เสียแล้ว
จวนตระกูลเฉานี้ภายนอกดูเรียบง่ายไร้ความโดดเด่น แต่ด้านในกลับติดยันต์และคาถาต่างๆ เอาไว้เต็มไปหมด สร้างศาลเทพและแท่นบูชาไว้ทุกหนทุกแห่ง ลานบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปเทียน
อีกทั้งบ่าวไพร่หญิงชายที่เดินไปมา ต่างก็มิได้สวมเสื้อผ้าธรรมดา กลับเป็นชุดพิเศษสีแดงเพลิงที่เต็มไปด้วยลวดลายยันต์และอักขระประหลาดที่อวี๋เฉินไม่อาจเข้าใจได้เลย
หากบอกว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่จวนเสนาบดี กลับเป็นวัดวาอารามที่บูชาเทพเซียนพระพุทธ อวี๋เฉินยังจะเชื่อเสียมากกว่า ดูท่าที่ชายชราเหวินเซิ่งแสดงภาพผ่านโคมเงาวิญญาณ บอกว่าเฉาอวี้อัน หลงงมงาย ศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น ยังถือว่าสำรวมเกินไปเสียด้วยซ้ำ นี่มันไหนเลยเรียกว่าแค่หลงงมงาย นี่มันเข้าสู่ขั้นวิปลาสเสียแล้ว
พลางทอดถอนใจ พลางก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ยื่นมือไปฉุดองครักษ์หน้าลายงิ้วคนหนึ่ง ระฆังวิญญาณสั่นไหวเล็กน้อย อีกฝ่ายพลันบอกกล่าวอย่างเหม่อลอยว่าเฉาอวี้อันอยู่ที่ใด
ตามคำของเขากล่าวว่า ท่านเสนาบดีผู้นี้เพิ่งกลับมาถึง คงอยู่ในห้องหนังสือกระมัง อวี๋เฉินไม่รีรออะไรทั้งสิ้น ตรงไปที่ห้องนั้นทันที แลเห็นตัวเรือนทอดยาวออกไป ห้องหับหลังหนึ่งสว่างโร่ไปด้วยแสงไฟ
ท่ามกลางห้องหนังสือ เฉาอวี้อันกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนบางสิ่ง บนโต๊ะวางแผนภาพขนาดมหึมาหนึ่งแผ่น ส่วนข้างกายเขามีชายชราท่าทางคล้ายพ่อบ้านอายุประมาณห้าสิบปีผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วยมือทั้งสองที่ปล่อยลงต่ำ แม้จะชราภาพแล้วแต่กลับแผ่รัศมีหนาแน่นซึมลึกออกมาโดยรอบ
เพียงแค่มองก็ทราบแล้วว่ามิใช่คนธรรมดา ตรงบริเวณแขนเสื้อของเขานั้น ยังแวบวาบด้วยแสงสีทองจางๆ เฉาอวี้อันจ้องมองภาพวาดอยู่นานถึงค่อยละสายตากลับมา พ่นลมหายใจยาวแล้วกล่าวถามว่า
“ข้าเข้าวังเข้าเฝ้าจักรพรรดิหลายวันนี้ เรื่องของหวงเยว่เจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
ชายชราผู้มีลักษณะเป็นพ่อบ้านผู้นั้นพยักหน้ารับ “เหล่าเย่วางใจเถิด ข้าน้อยเป็นผู้ลงมือส่งเขาไปปรโลกด้วยตัวเอง อีกทั้งยังจัดคนรับผิดแทนเรียบร้อย คดีความตัดสินไปแล้ว ไม่มีทางเชื่อมโยงมาถึงท่านได้อย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ดี” เฉาอวี้อันพยักหน้าลง
“ช่วงเวลานี้เป็นยามวิกฤติ สถานการณ์สั่นคลอน จะประมาทแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้ หากปล่อยให้ใครจับหลักฐานสำคัญไปได้ ไม่รู้ว่าวันใดจะกลายเป็นใบมีดฟันคอของเราเอง”
หยุดนิ่งไปชั่วขณะ เขาจึงพึมพำกับตนเองว่า “หวงเยว่นี่ก็เหมือนกัน แท้จริงแล้วสามารถใช้ชีวิตสงบสุขสบายๆ จนแก่เฒ่า แต่กลับไปใส่ใจชีวิตความตายของหวงเหยียนชู เสียชีวิตอย่างไร้ค่า ข้าปฏิบัติต่อเขาดีไม่น้อยในหลายปีนี้ ก็ถือว่าชดใช้บุญคุณช่วยชีวิตข้าในอดีตไปแล้ว”
“ใช่ เหล่าเย่กล่าวได้ถูกต้องแล้ว” ชายชราท่าทางเป็นพ่อบ้านกล่าวเสริมตาม ต่อจากนั้น เฉาอวี้อันพลันลุกขึ้นยืน เดินไปที่ตู้เก็บของแล้วหยิบ "เซียงจงหนี่ว์"(หญิงที่ถูกเลือก) ที่ทำขึ้นจากศีรษะของหวงเหยียนชูออกมา ทอดสายตามองดูอย่างลุ่มหลง พลางเอ่ยกับตนเองอย่างแผ่วเบาว่า
“หลายปีมานี้ ล้วนเป็นเพราะเจ้าแท้ๆ อาศัยหยางเสริมหนุนหยิน ใช้ความเป็นระเบียบแก้ความโกลาหล หยินหยางผสมผสาน ถึงสามารถทำให้ข้าได้ตำแหน่งใหญ่โตเช่นทุกวันนี้ แต่จะว่าไปแล้วก็ช่างประหลาดนัก แม้แต่ตอนที่ข้าสะเพร่าปล่อยให้เจ้าถูกพวกโจรขโมยไป โชคชะตากลับยังพัดพาเจ้ากลับมาถึงมือข้าได้อีกครั้ง ตอนนั้นท่านอาจารย์ผู้นั้นกล่าวไว้ถูกต้องที่สุดจริงๆ ตัวข้าเกิดปีหยิน เดือนหยิน วันหยิน ยามหยิน จำต้องได้พบเจ้า ผู้เกิดปีหยาง เดือนหยาง วันหยาง ยามหยางเท่านั้น ถึงจะสามารถก้าวสู่ความสำเร็จ ชีวิตรุ่งเรืองไร้ทุกข์กังวล มองเช่นนี้แล้ว อาจารย์ของพวกเจ้านับว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อข้ายิ่งนัก นอกจากช่วยชีวิตข้าไว้ในอดีตแล้ว ผ่านไปหลายปียังส่งเจ้ามาให้ข้า ผสมผสานหยินหยาง อาศัยความเป็นระเบียบแก้ไขความโกลาหล กฎแห่งสวรรค์และโชคชะตา แท้จริงแล้ว...ช่างลึกล้ำเกินจะพรรณนา!”
ชายชราผู้เป็นคนรับใช้นั้นยืนฟังอยู่ด้านข้าง มิได้กล่าวคำใด เห็นได้ชัดว่าเขาคุ้นชินกับท่าทางของเหล่าเย่ตัวเองเป็นอย่างดี เฉาอวี้อันกล่าวต่อไปอีกว่า
“จากนี้ไป ก็ให้เราอยู่ด้วยกันไปเช่นนี้เถอะ หยินหยางเสริมหนุน ขอให้ข้าได้เลื่อนขึ้นสูงอีกขั้น!”
ขณะที่พูดพลาง เขาก็เอื้อมมือกดกลไก ของเซียงจงหนี่ว์อย่างเบามือ ส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ ประตูเล็กๆ นั้นเปิดออก ศีรษะอันงดงามสมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นต่อสายตาของเฉาอวี้อัน ภายใต้อักขระคำสาปของเซียงจงหนี่ว์ ศีรษะหญิงสาวนั้นแสดงรอยยิ้มแข็งทื่อออกมา
เฉาอวี้อันไม่ลังเลแม้แต่น้อย จูบลงไปอย่างไม่แยแส สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาอีกครั้ง ใบหน้าเผยความเคลิบเคลิ้มหลงใหล
(จบบท)