- หน้าแรก
- โลกนี้...ไม่ใช่แค่เกมส์
- บทที่ 748: วางแผนไว้ล่วงหน้า
บทที่ 748: วางแผนไว้ล่วงหน้า
บทที่ 748: วางแผนไว้ล่วงหน้า
‘ขนาดหลี่จ้งที่มีกายวิญญาณ ยังมองไม่เห็นเขาในโหมดล่องหน’ มุมปากของเซียวจือยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มออกมา
ความรู้สึกที่ได้ข่มขวัญศัตรูด้วยเลเวลที่ห่างชั้นกันขนาดนี้มันดีจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะหรือกายวิญญาณ เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่ต่างระดับกันอย่างสิ้นเชิง ก็พลันกลายเป็นสิ่งไร้ความหมายไปในบัดดล
ระดับทารกแรกกำเนิด เมื่อเทียบกับระดับแก่นทองคำแล้ว มันแข็งแกร่งกว่ากันคนละมิติเลย
เซียวจือทำแบบเดียวกับตอนที่แกล้งจ้าวเหยียน เขาเดินวนรอบตัวหลี่จ้ง แล้วยื่นมือไปแตะที่ไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ
เขาคิดว่าหลี่จ้งจะสะดุ้งโหยงเหมือนจ้าวเหยียน แต่ผิดคาด หลี่จ้งแค่หันกลับมามอง ไม่ได้มีปฏิกิริยาตื่นตกใจอะไรมากนัก แถมยังเอ่ยปากทัก "พี่จือ มาแล้วเหรอครับ"
เซียวจือดึงมือกลับ ไม่ได้พูดอะไร
ผ่านไปสองสามวินาที หลี่จ้งที่กวาดตามองไปรอบๆ ก็พูดขึ้นอีกครั้ง "พี่จือ ผมรู้ว่าเป็นพี่นั่นแหละ เลิกแกล้งกันได้แล้ว รีบออกมาเถอะครับ"
เห็นเขาเป็นเด็กสามขวบหรือไง...ยังจะมาบอกว่าเลิกแกล้งอีก...
เซียวจือได้ยินแบบนั้นก็อดจะหน้าแดงเล็กน้อยไม่ได้ เขาจึงคลายสภาวะซ่อนเทวะ ร่างกายก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
"พี่จือ! ในที่สุดก็เจอตัวสักที! ยินดีด้วยนะครับที่ทะลวงสู่ระดับทารกแรกกำเนิดได้สำเร็จ ขอให้เส้นทางแห่งพลังรุ่งโรจน์ ระดับเทวะอยู่ใกล้แค่เอื้อม!" ใบหน้าของหลี่จ้งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาเดินเข้ามาหาอย่างดีใจ
"ขอบใจ" เซียวจือยิ้มตอบ เขามองหลี่จ้งแล้วถาม "หลี่จ้ง ทำไมนายถึงแน่ใจว่าเป็นฉัน?"
หลี่จ้งยิ้ม "เมื่อวานวีรกรรมของพี่น่ะ จ้าวเหยียนเล่าให้ผมฟังหมดแล้ว..."
วีรกรรม... คำนี้ฟังแล้วทำไมมันทะแม่งๆ? มุมปากของเซียวจืออดที่จะกระตุกไม่ได้
หลี่จ้งพูดต่อ "ในกำแพงมิติอากาศนี้ ผมมั่นใจว่าถ้าใช้เนตรพันมายาของผม จะไม่มีใครสามารถล่องหนต่อหน้าผมได้โดยที่ไม่ถูกจับได้แน่นอน มีแค่พี่จือคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น ยังไงซะพี่ก็เป็นยอดฝีมือระดับทารกแรกกำเนิด มันคนละชั้นกัน ถ้าพี่ยังอยู่แค่ระดับแก่นทองคำ สกิลล่องหนของพี่ก็รอดพ้นสายตาผมไปไม่ได้หรอกครับ"
ตอนที่พูดประโยคนี้ หลี่จ้งก็ใช้นิ้วชี้ไปที่ดวงตาทั้งสองข้างที่สาดประกายแสงอ่อนๆ ของตนเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เขามีสิทธิ์ที่จะมั่นใจ เพราะสิ่งที่เขาครอบครองคือกายวิญญาณ พลังจิตของเขาแข็งแกร่งกว่าผู้เล่นระดับเดียวกันถึงสองเท่ามาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะใช้สกิลอะไร ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมทรงพลังกว่าผู้เล่นระดับเดียวกันอยู่หลายขุม
เซียวจือได้ยินแบบนั้นก็ไม่ปฏิเสธ เขาพูด "เอาล่ะ ไม่ต้องพูดเยอะ พลังปราณในตัวฉันมีจำกัด ยังคงเป็นไปตามข้อตกลงเดิม ในกำแพงมิติอากาศ นายพาฉันบิน พอออกไปแล้ว ฉันจะพานายบินเอง"
"ไม่มีปัญหาครับ" หลี่จ้งยิ้มรับ
ม้วนภาพภูผาวารีม้วนหนึ่งลอยออกมาจากร่างของหลี่จ้ง มันขยายใหญ่ขึ้นกลางอากาศ ดูคล้ายกับพรมวิเศษ ลอยอยู่เหนือพื้นดินประมาณหนึ่งจั้ง
หลี่จ้งกระโดดขึ้นไปบน 'พรมวิเศษ' ก่อน ส่วนเซียวจือเพียงร่างไหววูบ ก็ขึ้นไปอยู่บนนั้นแล้ว
"ไปทางไหนครับ?" หลี่จ้งหันมาถาม
"ทางนี้" เซียวจือที่นั่งอยู่บน 'พรมวิเศษ' ดวงตาทั้งสองข้างสว่างวาบด้วยแสงสีทอง เขากวาดตามองไปรอบๆ หนึ่งรอบแล้วจึงยื่นมือชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
ทันใดนั้น 'พรมวิเศษ' ก็พาทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังทิศที่เซียวจือชี้ ลอยไปอย่างรวดเร็ว
เซียวจือที่นั่งขัดสมาธิอยู่บน 'พรมวิเศษ' ก้มลงมองม้วนภาพภูผาวารีขนาดใหญ่นี้แล้วพูดขึ้น "ภาพวาดนี่ไม่ใช่ของปลอม แต่เป็นของจริง นี่น่าจะเป็นศาสตราวุธวิญญาณสินะ?"
"ใช่ครับ นี่คือศาสตราวุธวิญญาณ ชื่อว่า 'ภาพวาดภูผาวารีพันมายา' เป็นไอเทมเฉพาะของสำนักพันมายา ท่านบรรพชนพันมายามอบให้ผมเอง" หลี่จ้งตอบ
ก่อนหน้านี้ เวลาที่เขาพูดถึงบรรพชนพันมายา จะเรียกว่า 'ท่านปรมาจารย์' แต่ตอนนี้ เขากลับทำตัวเหมือนคนนอก เรียกชื่อโดยตรง เห็นได้ชัดว่าการกระทำของบรรพชนพันมายาตอนที่แย่งชิงโสมผลนั้น ทำให้หลี่จ้งซึ่งเป็นศิษย์เอกของสำนักรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
เซียวจือยิ้ม "บรรพชนพันมายาดีกับนายซึ่งเป็นศิษย์เอกจริงๆนะ ศาสตราวุธวิญญาณล้ำค่าขนาดนี้ยังมอบให้ตรงๆ การมีสำนักใหญ่คอยหนุนหลังมันก็ดีแบบนี้นี่เอง"
"ดีที่ไหนกัน" หลี่จ้งแค่นเสียง "ตอนที่แย่งโสมผลกัน ผมถึงกับคุกเข่าขอให้เขาช่วยพี่ เขากลับไม่สนใจ ไม่ยอมลงมือเลยสักนิด ถ้าตอนนั้นเขายอมช่วย เรื่องวุ่นวายก็คงไม่เกิด พี่เองก็คงไม่ต้องมาติดแหง็กอยู่ในแดนอันตรายนี่ บรรพชนพันมายาน่ะเป็นพวกหัวดื้อ เชื่อแต่การตัดสินใจของตัวเอง ผมมันตัวเล็กเสียงเบา ไม่มีอิทธิพลต่อเขาเลยสักนิด"
เซียวจือยิ้มพลางส่ายหน้า "อย่าคิดแบบนั้น ในสายตาฉัน บรรพชนพันมายายังให้ความสำคัญกับนายมากนะ ถ้าไม่สำคัญจริง เขาไม่มอบศาสตราวุธวิญญาณชิ้นนี้ให้นายหรอก สำนักพันมายาก็ไม่ใช่สำนักเล็กๆ ศิษย์ก็ไม่ได้มีแค่นายคนเดียว ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่อยากได้ไอเทมชิ้นนี้ของนาย แต่สุดท้าย...เขาก็มอบมันให้นาย"
หยุดไปครู่หนึ่ง เซียวจือพูดต่อ "ตอนนั้นถ้าไม่ใช่นาย บรรพชนพันมายาอาจจะย้ายข้างไปแล้วก็ได้ ถ้าเขากับหยุนชางจื่อย้ายไปอยู่ฝั่งแคว้นเซวียนหมิง สถานการณ์ตอนนั้นคงจะควบคุมไม่อยู่แน่"
พูดถึงตรงนี้ เขามองหลี่จ้งแล้วพูดอย่างจริงจัง "หลี่จ้ง ไม่ใช่นายไม่มีอิทธิพลต่อบรรพชนพันมายา แต่เป็นเพราะอิทธิพลของนายยังไม่มากพอ พูดให้ถึงที่สุด ก็ยังเป็นเพราะพลังของนายยังไม่แกร่งพอ ถ้านายบรรลุกฎแห่งมายาจนเชี่ยวชาญต้นแบบเขตแดนได้เมื่อไหร่ อิทธิพลของนายที่มีต่อเขาย่อมต้องเพิ่มขึ้นมากแน่ แล้วถ้านายผ่านเคราะห์สวรรค์ กลายเป็นยอดฝีมือระดับทารกแรกกำเนิดได้ ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง บางที...นายอาจจะได้เป็นบรรพชนพันมายารุ่นต่อไปก็ได้"
"พี่จือ ที่พี่พูดมาผมก็เข้าใจครับ แต่การจะอัปเลเวลมันจะง่ายขนาดนั้นได้ยังไง" หลี่จ้งยิ้มขื่น "ไม่ต้องพูดถึงการผ่านเคราะห์สวรรค์กลายเป็นยอดฝีมือระดับทารกแรกกำเนิดเลย แค่จะให้บรรลุกฎแห่งมายาจนเข้าถึงต้นแบบเขตแดน ตอนนี้ผมยังห่างไกลอยู่มาก"
"ยังขาดอีกเยอะไหม?" เซียวจือถาม
"เยอะมากครับ ยังขาดอีกกว่าครึ่ง" หลี่จ้งส่ายหน้า ไม่ยอมพูดรายละเอียด
เซียวจือเห็นแบบนั้นก็ไม่ถามต่อ แต่กลับตบไหล่เขาเบาๆ แล้วพูดว่า "ไม่เป็นไร ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป รอให้เรื่องนี้จบลง นายก็ออกจากแดนสุเมรุแห่งสรรพชีวิตชั่วคราว ไปหาที่เก็บตัวเงียบๆ ในโลกแห่งสรรพชีวิตสักพัก นายมีกายวิญญาณมาแต่เกิด ตราบใดที่ตั้งใจเก็บตัวสักหน่อย การจะบรรลุกฎแห่งมายาจนเข้าถึงต้นแบบเขตแดนก็น่าจะไม่ใช่เรื่องยาก"
หลี่จ้งพยักหน้า "อืม ผมเข้าใจแล้วครับ"
เซียวจือไม่พูดอะไรมากอีก สั่งให้หลี่จ้งเดินทางต่อ ครั้งนี้ในกำแพงมิติอากาศ ก็ไม่ได้เจอผู้เล่นฝ่ายแคว้นเซวียนหมิงอีก อย่างไรเสีย โลกในกำแพงมิติอากาศก็ใหญ่โตขนาดนี้ ในสภาพที่ทัศนวิสัยถูกจำกัดอย่างรุนแรง ถ้าไม่ตั้งใจไปตามหาจริงๆ การจะบังเอิญเจอผู้เล่นสักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
วันนี้ เมื่อออกจากกำแพงมิติอากาศแล้ว เซียวจือก็เลือกทิศทางการสำรวจใหม่
ประมาณสามชั่วโมงต่อมา ท่ามกลางม่านหมอกดำที่หนาทึบ เขาก็พบภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งที่ถูกหมอกดำห่อหุ้มไว้ เขาไม่ได้เข้าไปใกล้ แต่กลับชี้ไปยังภูเขาลูกนั้นแต่ไกลๆ แล้วพูดกับหลี่จ้ง "ข้างหน้ามีจุดเกิดของผู้เล่น พวกเราอ้อมไปดีกว่า"
"เข้าไปดูใกล้ๆ ได้ไหมครับ? นอกจากจุดเกิดของผู้เล่นโลกเซวียนหมิงแล้ว ผมยังไม่เคยเห็นจุดเกิดของโลกอื่นเลย" หลี่จ้งพูดอย่างสงสัย
เซียวจือลังเลเล็กน้อย "ไว้โอกาสหน้าเถอะ จุดเกิดของผู้เล่นนอกกำแพงมิติอากาศ ข้างในไม่แน่ว่าจะมีตัวโหดๆ อยู่ โดยเฉพาะผู้เล่นระดับเทพอสูร ยิ่งน่ากลัวจนเหลือเชื่อ ต่อหน้าผู้เล่นระดับนั้น ต่อให้ระยะไกลก็แล้วไป ถ้าเข้าไปใกล้ๆ สกิล 'ซ่อนเทวะ' ของฉันก็ไม่มีผลอะไรแล้ว ถ้าถูกพวกเขาเจอเข้า พวกเราก็จบเห่แน่ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำภารกิจ ‘สังหารขุนพล’ ให้สำเร็จ พวกเราอย่าไปหาเรื่องใส่ตัวเลย"
บนใบหน้าของหลี่จ้งเผยความผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้า "ก็ได้ครับ ภารกิจสำคัญที่สุด พวกเราอ้อมไปก็ได้"
วันนี้ก็นับว่าราบรื่น นอกจากเจอจุดเกิดของผู้เล่นแห่งหนึ่งแล้ว ก็ไม่ได้เจออะไรอื่นอีก ทั้งวันเซียวจือช่วยหลี่จ้งล่าแต้มสรรพชีวิตไปได้ทั้งหมด 123,300 แต้ม เมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้ว ก็ยังล่าได้มากกว่า 10,000 แต้ม
เมื่อทำภารกิจ ‘พาเพื่อนล่าแต้ม’ เสร็จสิ้นแล้ว เซียวจือก็กลับสู่โลกแห่งความจริง
กลับมาได้ไม่นาน เซียวจือกำลังนอนเล่นอยู่บนโซฟาในห้องนอน เลื่อนมือถือดูข่าวล่าสุดพลางรออาหาร แต่แล้วอาหารที่เขาสั่งยังไม่ทันมาส่ง โทรศัพท์ของเขาก็สั่นเล็กน้อย มีข้อความเข้ามา
เซียวจือหยิบมือถือขึ้นมาดู เป็นหลี่จ้งส่งข้อความมาหาเขา เหมือนกับจ้าวเหยียนเมื่อวาน เนื้อหาก็เป็นการขอบคุณ
เซียวจือคุยตามมารยาทกับเขาสองสามประโยคแล้วก็พิมพ์ถาม "ตอนนี้นายมีแต้มสรรพชีวิตทั้งหมดเท่าไหร่?"
หลี่จ้งตอบกลับ "รวมกับ 120,000 แต้มที่วันนี้ล่ามาได้ ตอนนี้ผมมีทั้งหมด 410,000 แต้มครับ"
"เยอะขนาดนี้เลย?" เซียวจืออดที่จะประหลาดใจไม่ได้
หลี่จ้งตอบกลับ "ผมก็เก็บมานานแล้วครับ ถึงได้มีแต้มขนาดนี้"
เซียวจือคิดอยู่ครู่หนึ่ง พิมพ์ถามว่า "กองทัพสรรพชีวิตให้นายเก็บไว้เหรอ?"
หลี่จ้งตอบกลับ "ใช่ครับ ตั้งแต่ผู้เล่นโลกเซวียนหมิงไม่ได้จุติมาที่โลกแห่งความจริงอีกต่อไป ผมก็เริ่มเก็บแต้มแล้ว เดิมทีผมตั้งใจจะใช้ 200,000 แต้มไปสร้างค่ายกลหกทิศม่วงสวรรค์ที่เมืองหลวงบ้านเกิดผม เพื่อคุ้มครองความสงบสุข ถือเป็นการทำประโยชน์ให้บ้านเกิด แต่คำขอของผมไม่ผ่าน ถูกกองทัพปฏิเสธไป พวกเขาบอกให้ผมเก็บแต้มพวกนี้ไว้ อย่าเพิ่งใช้ รอให้ถึงเวลาจำเป็นค่อยใช้ ถ้าผมดึงดันจะสร้างค่ายกลที่นั่นจริงๆ พวกเขาอนุญาตให้ผมสร้างได้แค่ค่ายกลสี่บรรจบเมฆาเขียว"
สำหรับผู้เล่นระดับท็อปอย่างเซียวจือและหลี่จ้ง ในโลกแห่งความจริงปัจจุบันมีสถานะที่สูงมาก แต่หากพวกเขาต้องการจะใช้แต้มสรรพชีวิตอันล้ำค่าไปทำอะไร ก็ต้องยื่นคำขอต่อกองทัพสรรพชีวิต ได้รับการอนุมัติแล้วถึงจะทำได้ เรื่องนี้เซียวจือก็เข้าใจดี เพราะอย่างไรเสีย ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาพิเศษ ไม่ต้องพูดถึงหลี่จ้ง แม้แต่เขาซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับทารกแรกกำเนิด ก็ไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ ต้องฟังคำสั่งเช่นกัน
หลังจากคุยกับหลี่จ้งในวีแชทสองสามประโยค เซียวจือก็ส่งข้อความไปหาจ้าวเหยียนอีก "จ้าวเหยียน ตอนนี้นายมีแต้มสรรพชีวิตทั้งหมดเท่าไหร่?"
จ้าวเหยียนไม่ตอบ น่าจะยังไม่สะดวก
ในตอนนี้ อาหารที่เซียวจือสั่งก็ถูกพนักงานเข็นรถเข้ามาส่งในห้องนอนแล้ว
ขณะที่เซียวจือกำลังกินข้าวอยู่ จ้าวเหยียนก็ตอบข้อความมา "490,000 แต้ม"
เมื่อเทียบกับหลี่จ้งแล้ว แต้มสรรพชีวิตที่จ้าวเหยียนเก็บมายังมากกว่าอีก ถึงระดับที่น่าตกใจถึงสี่แสนเก้าหมื่นแต้ม!
เซียวจือพิมพ์ "มีเยอะขนาดนี้เลย มากกว่าฉันซะอีก"
จ้าวเหยียนตอบกลับ "ฮ่าๆ กองทัพให้ผมเก็บไว้น่ะครับ ผมก็เก็บมาลำบากเหมือนกัน แต้มพวกนี้ผมไม่เคยแตะเลย"
เซียวจือคิดอยู่ครู่หนึ่ง พิมพ์ถามว่า "กองทัพเริ่มให้นายเก็บตั้งแต่เมื่อไหร่?"
จ้าวเหยียนตอบกลับ "อืม...ขอนึกแป๊บนะครับ น่าจะหลังจากที่พี่เชี่ยวชาญต้นแบบเขตแดนได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ที่ดูแลผมก็เสนอให้ผมทำแบบนี้"
หลังจากที่ฉันเชี่ยวชาญต้นแบบเขตแดนได้ไม่นานงั้นเหรอ...
ในชั่วขณะนั้นเอง เซียวจือก็คิดถึงเรื่องต่างๆ มากมาย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของเขา...บางที แผนการ ‘สังหารขุนพล’ นี้ อาจจะไม่ได้เพิ่งถูกเสนอขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันนี้ บางที...ตั้งแต่ตอนนั้น กองทัพสรรพชีวิตก็แอบวางแผนปฏิบัติการครั้งนี้แล้ว ถึงได้ให้หลี่จ้งและจ้าวเหยียนเก็บแต้มสรรพชีวิตให้ได้มากที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เขาคิดอย่างละเอียดแล้ว รู้สึกว่าความเป็นไปได้นี้สูงมาก สำหรับประเทศชาติแล้ว การวางแผนล่วงหน้า การเตรียมการไว้ก่อนสำหรับเรื่องบางอย่าง เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เซียวจือก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง การวางแผนไว้ล่วงหน้าย่อมดีกว่าแผนการที่เพิ่งคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบ มันให้ความรู้สึกมั่นคงกว่ากันมาก
ในพริบตา หนึ่งวันก็ผ่านไป เวลาก็มาถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2021
วันนี้ ในแดนสุเมรุแห่งสรรพชีวิต ภารกิจพาคนล่าแต้มของเซียวจือ ก็เปลี่ยนจากผู้เล่นระดับท็อปของประเทศเซี่ย เป็นผู้เล่นระดับท็อปของประเทศอื่น วันนี้...เขาต้องพาทีมคืออาเรสแห่งประเทศแคนาดา
มนุษย์หมาป่าอาเรส คือผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดของแคนาดา มีพลังระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุด เขามีความสามารถพิเศษในการระเบิดพลังเมล็ดพันธุ์ เมื่อใช้แล้ว พลังในเวลาอันสั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยามที่เขาระเบิดพลัง แม้แต่จ้าวเหยียนที่มีกายวิญญาณมาแต่กำเนิดก็ยังต้องหลีกเลี่ยง
ตอนที่มนุษย์หมาป่าอาเรสปรากฏตัวขึ้นมา ก็เคยได้รับการโปรโมตอย่างใหญ่โตจากรัฐบาลแคนาดา ท้าทายเซียวจืออย่างเปิดเผย เพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ‘ผู้เล่นอันดับหนึ่งของโลก’ ตอนนั้น เซียวจือรู้สึกไม่ค่อยดีกับอาเรสคนนี้เท่าไหร่ แต่ต่อมา เขากับอาเรสก็ได้ร่วมรบกันหลายครั้ง ความรู้สึกของเขาต่ออาเรสจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป
เมื่อเผชิญหน้ากับอาเรสในครั้งนี้ เซียวจือก็ไม่ได้คิดจะเล่นอะไรแผลงๆ อีกต่อไป เมื่อบินเข้าใกล้แล้ว เขาก็คลายสภาวะซ่อนเทวะโดยตรง ร่างไหววูบ ก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
"คุณเซียวจือ มาแล้วสินะครับ" ดวงตาของอาเรสเป็นประกาย เขายิ้มแล้วเดินเข้ามาหา