- หน้าแรก
- โลกนี้...ไม่ใช่แค่เกมส์
- ตอนที่ 116: กลับเข้าสู่ศาลาว่าการ
ตอนที่ 116: กลับเข้าสู่ศาลาว่าการ
ตอนที่ 116: กลับเข้าสู่ศาลาว่าการ
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ห้องของหยางซีมีเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบาดังลอดออกมา
ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดผางออก เด็กหญิงเฉียนฟางจากข้างบ้าน ดวงตาแดงก่ำ ร้องไห้วิ่งพรวดออกมาจากในห้อง
“หยางซี เธอนี่มันใจแคบสุด ๆ! ก็แค่มีดเล่มเดียว ฉันแค่อยากหยิบขึ้นมาดูเฉย ๆ ไม่ได้จะเอาไปซะหน่อย เธอก็ผลักฉันแรงขนาดนั้น แถมยังทำตาดุใส่อีก! ฉันกับเธอก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรกันนี่! จากนี้ไปฉันจะไม่เล่นกับเธออีกแล้ว!”
“เฉียนฟาง...” หยางซีรีบวิ่งตามออกมา พยายามจะคว้ามือของอีกฝ่าย แต่กลับถูกสะบัดใส่อย่างแรง
เฉียนฟางร้องไห้วิ่งออกจากลานบ้านไป ส่วนหยางซีก็รีบวิ่งตามออกไปติด ๆ
เซียวจือหันมองมุมกล้อง เหลือบไปเห็นว่ามือของหยางซีกำแน่นอยู่กับมีดสั้นสีดำเล่มหนึ่ง
นั่นคืออาวุธของพี่ชายเธอ หยางซวี่ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากนั้น หยางซีก็ไม่เคยปล่อยมันให้ห่างตัว
เมื่อเห็นภาพนั้น เซียวจือก็อดถอนหายใจในใจไม่ได้
นั่นคือของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายที่พี่ชายของเธอทิ้งไว้ให้ในโลกใบนี้
แม้ว่าเวลาจะช่วยเยียวยาความเจ็บปวดไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะลืมพี่ชายของเธอ เพียงแค่เก็บเขาไว้ลึกที่สุดในใจเท่านั้น
ในใจของทุกคน ล้วนมีจุดที่ไม่อาจแตะต้องได้
และสำหรับหยางซี จุดนั้นก็คือหยางซวี่
มีดสั้นสีดำที่หยางซวี่ทิ้งไว้ ถูกหยางซีมองว่าเป็นของล้ำค่าที่สุดในโลก และเป็นสิ่งที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่สัมผัสได้ แม้แต่เซียวจือเองก็ไม่สามารถแตะต้องได้
หลังจากนั้นไม่นาน หยางซีก็กลับมา ตาแดง ๆ มือยังกำมีดเล่มนั้นแน่นไม่ยอมปล่อย
เซียวจือหยุดการฝึก จิตของเขาเข้าสู่โลกของ ‘โลกแห่งสรรพชีวิต’ อีกครั้ง
เขาเดินเข้าไปลูบศีรษะของหยางซีเบา ๆ
“พี่ชาย... เฉียนฟางบอกว่าเกลียดหนูแล้ว เธอบอกว่าไม่อยากเล่นกับหนูอีก...” หยางซีเงยหน้าขึ้นมองเซียวจือ ดวงตาแดงกล่ำ เผยความเศร้าในใจออกมา
เห็นได้ชัดว่าเธอโกรธที่เฉียนฟางแตะต้องของของพี่ชาย แต่เมื่ออารมณ์สงบลงก็รู้สึกเสียใจ เธอไม่อยากเสียเพื่อนคนนี้ไป
“ไม่เป็นไรหรอก นี่มันแค่เรื่องเล็ก ๆ เดี๋ยวผ่านไปสักพัก หนูก็ซื้อของที่เธอชอบไปให้เธอ เดี๋ยวเธอก็หายโกรธเอง” เซียวจือปลอบใจเธอ
“จริงเหรอ? เธอยังอยากเล่นกับหนูอยู่ไหม?” หยางซีถามด้วยความหวัง
“แน่นอนสิ พี่เคยโกหกหนูไหมล่ะ?” เซียวจือยิ้มตอบอย่างอบอุ่น
หลังจากทำด็กหญิงให้ใจเย็นลงได้แล้ว เซียวจือก็พูดถึงเรื่องสำคัญ “ไปกันเถอะ พี่จะพาไปที่ดี ๆ แห่งหนึ่ง”
“ที่ไหนเหรอ?” หยางซีถาม
“เดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง” เซียวจือตอบ
“งั้นหนูขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ!” หยางซีพูดจบก็รีบวิ่งเข้าห้องของเธอทันที
เซียวจือได้แต่ยืนเงียบ ๆ กับตัวเอง เด็กคนนี้ถูกเฉียนฟางชักนำจนเสียคนแล้ว อายุยังไม่ถึงสิบสองด้วยซ้ำ แต่กลับใส่ใจเรื่องภาพลักษณ์ขนาดนี้
ตอนอยู่หมู่บ้านสันติสุขไม่ใช่แบบนี้เลยสักนิด
ไม่นานนัก เซียวจือก็จูงมือหยางซีมายังหน้าประตูศาลาว่าการเมืองหลินอู่
ช่วงกลางวัน ศาลาว่าการจะเปิดประตูไว้เสมอ มีทหารยืนเวรยามสวมเกราะหนังและถือดาบยืนเฝ้าอยู่หลายคน
เซียวจือหยิบ ‘ตราจ้าวเมือง’ ของตนออกมา โบกให้เหล่าทหารดู ก่อนจะจูงมือหยางซีเตรียมจะเดินเข้าไป
หยางซีดูเกร็ง ๆ อย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเหลือบมองไปทั่วอย่างระแวดระวัง
ในโลกนี้ ผู้คนต่างมีความรู้สึกยำเกรงต่อสถานที่ราชการโดยสัญชาตญาณ และหยางซีก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ปกติเวลาที่เธอไปเที่ยวกับเฉียนฟาง ก็จะเลี่ยงไม่เข้าใกล้ศาลาว่าการอยู่เสมอ
ถ้ารู้ก่อนว่าพี่ชายจะพามาที่นี่ เธอคงไม่ยอมมาแน่
ระหว่างที่กำลังจะเดินเข้าไป ทหารนายหนึ่งยกมือขึ้นห้าม “ขออภัย ศาลาว่าการถือเป็นพื้นที่สำคัญ ห้ามพาเด็กเข้าไปครับ”
ในเมืองหลินอู่ ‘ตราจ้าวเมือง’ ไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรนัก มีทั้งผู้ฝึกยุทธหลังกำเนิดและพ่อค้าใหญ่ที่สามารถซื้อหรือบริจาคเพื่อให้ได้ตรานี้มา
แม้จะถูกขัดขวาง เซียวจือก็ไม่แสดงอาการไม่พอใจ กลับตอบด้วยเสียงราบเรียบ “ข้าคือผู้ฝึกยุทธกำเนิดฟ้าขั้นหก เซียวจือ”
ขณะพูด ร่างของเขาเริ่มแผ่กลิ่นอายสีขาวจาง ๆ ความกดดันของผู้แข็งแกร่งระดับกลางของขั้นกำเนิดฟ้าระลอกออกมาอย่างรุนแรงเหมือนคลื่นทะเล โหมกระหน่ำใส่ทหารเบื้องหน้า
หลังใช้ชีวิตอยู่ใน ‘โลกแห่งสรรพชีวิต’ มานาน เซียวจือก็เข้าใจดีว่า ในโลกนี้ ‘พลัง’ คือสิ่งที่ทรงอำนาจที่สุด
ในเมืองหลินอู่ มีผู้ฝึกวิถีเต๋าเปิดเผยตัวเพียงคนเดียวคือ เว่ยหยูไห่ผู้ว่าการ ส่วนผู้ฝึกยุทธกำเนิดฟ้าขั้นสูงก็มีเพียงไม่กี่คน
ด้วยพลังของเขาที่อยู่ในระดับกำเนิดฟ้าขั้นหก ตราบใดที่เขาไม่ก่อเรื่อง ไม่ฆ่าคนอย่างเปิดเผย เขาก็สามารถเดินไปที่ใดก็ได้ในเมืองนี้
ทหารนายดังกล่าวเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธหลังกำเนิดขั้นกลาง พอถูกกดดันจากกลิ่นอายของเซียวจือ ใบหน้าก็ซีดเผือดทันที
“ที่แท้ท่านคือยอดฝีมือขั้นกำเนิดฟ้า!” ทหารค้อมตัวคารวะอย่างเคารพ แล้วรีบหลีกทางให้
นี่คือความยำเกรงของผู้อ่อนแอต่อผู้แข็งแกร่ง
เซียวจือพยักหน้าเบา ๆ แล้วจูงมือหยางซีเข้าไปยังศาลาว่าการเมืองหลินอู่
ณ หอหน้าศาลา
เซียวจือประสานมือกับเจ้าหน้าที่ในชุดข้าราชการ “ข้าคือผู้ฝึกยุทธกำเนิดฟ้าขั้นหก เซียวจือ มีเรื่องต้องเข้าเฝ้าผู้ว่าการเมือง”
ข้าราชการวัยกลางคนคนหนึ่งในนั้น แรกเริ่มสีหน้าเย็นชา แต่เมื่อได้ยินระดับพลังของเขา สีหน้านั้นก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มทันที “อ้อ ที่แท้ก็ท่านผู้ฝึกยุทธระดับสูง ขออภัยด้วยจริง ๆ แต่ตอนนี้ท่านผู้ว่าการไม่อยู่ในศาลาครับ”
“ไม่อยู่หรือ?” เซียวจือขมวดคิ้วเล็กน้อย “แล้วเขาไปที่ใด?”
“อันนี้ข้าไม่ทราบจริง ๆ” ข้าราชการผู้นั้นส่ายหน้า
ว่าเขาไม่รู้จริง หรือแค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ เซียวจือก็ไม่แน่ใจนัก
“งั้นข้าขอพบแม่ทัพเฉินโหยวซง”
ข้าราชการคนเดิมมองหน้าเขาแล้วส่ายหัว “ท่านเฉินก็ไม่อยู่เช่นกัน”
เซียวจือเริ่มขมวดคิ้วลึกขึ้น “ถ้าอย่างนั้น... ข้าขอพบแม่ทัพเหอเฉิง”
“ท่านเหออยู่ครับ ข้าจะไปแจ้งให้เดี๋ยวนี้” เจ้าหน้าที่พยักหน้าแล้วรีบออกไป
ไม่นานนัก เซียวจือก็ได้พบกับแม่ทัพเหอเฉิง
เมื่อพบหน้า เขาเฉิงยิ้มอย่างเป็นมิตรและกล่าวว่า “โอ้ ท่านเซียวจือ ไม่เจอกันแค่ไม่นาน ก็ขึ้นมาถึงขั้นกำเนิดฟ้าระดับกลางแล้วหรือนี่? ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!”
ตามปกติแล้ว ความก้าวหน้าเร็วเช่นนี้ถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เจ้าหน้าที่ระดับสูงควรจะแสดงความตกตะลึง แต่น้ำเสียงและท่าทีของเหอเฉิงกลับเรียบง่ายราวกับไม่มีอะไร
นั่นแสดงให้เห็นว่า ‘ระบบของเกม’ นั้นน่าจะเป็นผู้ควบคุมเบื้องหลังทุกอย่าง