- หน้าแรก
- โลกนี้...ไม่ใช่แค่เกมส์
- ตอนที่ 53 : ที่แท้นายก็เป็นสุดยอดราชันย์!
ตอนที่ 53 : ที่แท้นายก็เป็นสุดยอดราชันย์!
ตอนที่ 53 : ที่แท้นายก็เป็นสุดยอดราชันย์!
สิ่งที่หลี่ผิงเฟิงพูดมานั้น เซียวจือไม่เคยคาดคิดมาก่อน
เขายังประเมินสถานการณ์ไม่รอบด้านพอ
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เขาคงไม่เปิดเผยเรื่องที่ตัวเองกลายเป็นนักสู้หลังกำเนิดขั้นสูงสุดให้หลี่ผิงเฟิงรู้แต่แรก
แต่ตอนที่ทะลวงระดับได้สำเร็จ จิตสำนึกของเขาถูกดึงเข้าไปในโลกแห่งเหล่าสรรพชีวิต เขาตกใจมากจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แสดงท่าทีแปลก ๆ ออกไป ซึ่งหลี่ผิงเฟิงไม่ใช่คนโง่ ตรงกันข้าม เขาฉลาดมาก ย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติแน่
เพราะงั้นจะปิดบังก็คงไม่ง่ายแล้ว
ในเมื่ออีกฝ่ายเดาได้แล้ว ไม่สิ... น่าจะเรียกว่า ‘มั่นใจเต็มที่’ ว่าเขาคือผู้เล่นคนแรกที่กลายเป็นนักสู้หลังกำเนิดขั้นสูงสุด การปฏิเสธก็คงไม่มีความหมายอะไรอีก
“ใช่ ฉันเป็นผู้เล่นคนแรกที่กลายเป็นนักสู้หลังกำเนิดขั้นสูงสุดในโลกแห่งเหล่าสรรพชีวิต” เซียวจือตอบอย่างตรงไปตรงมา “ที่ไม่อยากพูดออกไป ก็แค่ไม่อยากสร้างปัญหาให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น”
“ยิงนกตัวที่โผล่หัวขึ้นมาก่อน” หลี่ผิงเฟิงยิ้ม “ฉันเข้าใจดีนะ จริง ๆ แล้วฉันก็ไม่ชอบความวุ่นวายเหมือนกัน”
เซียวจือคีบข้าวเข้าปากอีกคำ “ว่าแต่หลี่เส้า เรื่องนี้พวกนายคงไม่ได้ป่าวประกาศไปทั่วใช่มั้ย?”
สีหน้ายิ้ม ๆ ของหลี่ผิงเฟิงเปลี่ยนเป็นจริงจัง “แน่นอนอยู่แล้ว ฉันบอกแค่พ่อฉันคนเดียว คนอื่นไม่ได้พูดถึงเลย เรื่องนี้เป็นความลับของนาย ฉันไม่มีวันเอาไปพูดต่อเด็ดขาด”
เซียวจือโล่งใจในใจ
“แล้วเงินสองล้านนั่น...”
“ก็แค่ของขวัญแสดงความยินดีที่นายเป็นผู้เล่นคนแรกในระดับนี้ ไม่มีเจตนาอื่น” หลี่ผิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ “จริง ๆ ฉันตั้งใจจะให้แค่แสนหรือสองแสนก็พอ แต่พ่อฉันว่าฉันงกเกินไป เลยบังคับให้ฉันโอนให้ถึงสองล้าน เงินนี่ก็เพิ่งโอนมาจากพ่อฉันเมื่อกี้เลย”
“คุณลุงต้องการให้ฉันช่วยอะไรหรือเปล่า?” เซียวจือถามอย่างระแวดระวัง
“เปล่าเลย เขาแค่เห็นว่านายมีแวว ก็อยากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้เท่านั้นเอง ตามคำพูดของเขา เขาแค่อยากมี ‘บุญสัมพันธ์’ กับนายไว้สักเส้น” หลี่ผิงเฟิงตอบ “เขาอยากให้นายช่วยดูแลฉันเท่าที่จะทำได้ และถ้ามีข่าวสำคัญจากฝั่งรัฐบาล เขาก็จะส่งต่อให้นายทันทีด้วย”
“แค่ได้คุณลุงให้ความสำคัญ ฉันก็รู้สึกเกรงใจมากแล้ว เรื่องดูแลนายไม่ต้องห่วง เราเป็นเพื่อนกัน ต่อไปก็ช่วยเหลือกันไปเถอะ”
“ฮ่า ๆ ดีเลย ช่วยเหลือกันไป” หลี่ผิงเฟิงหัวเราะ “งั้นรับเงินนั่นไปเถอะ สำหรับพ่อฉัน มันไม่ใช่เงินจำนวนใหญ่หรอก นายไม่ต้องคิดมาก”
“โอเค งั้นฉันก็ไม่เกรงใจแล้ว” เซียวจือกดรับเงินด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ในใจพองโต
สองล้าน สำหรับคนธรรมดาแบบเขา มันคือเงินก้อนโตที่สุดในชีวิต
ต่อให้เป็นเมืองหลวงอย่างเซ่า หากไปหาทำเลดี ๆ ยังสามารถซื้อคอนโดเงินสดได้หนึ่งห้องเลยด้วยซ้ำ
สำหรับนักเขียนออนไลน์เต็มเวลาที่รายได้เฉลี่ยเดือนละหมื่นแบบเขา จะเก็บเงินให้ได้สองล้านนี่ ต่อให้ไม่มีรายจ่ายเลย ยังต้องใช้เวลาถึง 20 ปี
การที่เขารู้สึกลังเล มันก็เพราะกลัวว่านี่จะเป็นเงินที่มาพร้อมพันธะหรือข้อแลกเปลี่ยน
แต่ถ้าเป็นเพียงน้ำใจจากผู้ใหญ่ที่อยากผูกมิตรด้วย เขาจะปฏิเสธไปก็ไม่รู้จะโง่ทำไม
สองล้านนี้จะทำให้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในโลกจริงอีกต่อไป และสามารถมุ่งหน้าเข้าสู่โลกแห่งเหล่าสรรพชีวิตได้เต็มที่
และหากวันหนึ่ง เขาเกิดเป็นอะไรไปจริง ๆ อย่างน้อยก็ยังมีเงินสองล้านไว้ให้พ่อแม่ใช้ในบั้นปลายชีวิต
เซียวจือคิดพลางตักข้าวกินต่อไปเรื่อย ๆ
ระหว่างนั้นก็ยังพูดคุยกับหลี่ผิงเฟิงอยู่
“ว่าแต่นะ หลี่เส้า ก่อนหน้านี้คุณลุงไม่เคยเห็นด้วยให้นายเล่นเกมนี่ไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้วเหรอ?” เซียวจือถามอย่างสงสัย
“เปล่าเลย พ่อฉันยังคงไม่เห็นด้วยเหมือนเดิม เขายังคิดว่ามันเสี่ยงเกินไป แต่ฉันดื้อไง เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ฉันเป็นลูกคนเดียว เขาจะตีฉันตายก็คงไม่ไหวล่ะนะ” หลี่ผิงเฟิงพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ
เซียวจือได้ยินแล้วก็ถอนใจในใจ ‘พ่อแม่ก็เป็นแบบนี้ทุกคนจริง ๆ’
“แล้วตอนที่นายกลายเป็นคนแรก ได้โบนัสรากฐานมากี่แต้ม?” หลี่ผิงเฟิงถามอย่างอยากรู้
“ห้าแต้ม” เซียวจือตอบทันที เพราะไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องปิดบัง
“เห็นว่ารากฐานส่งผลกับความสามารถในการฝึกฝน นายรู้สึกอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม?”
“ก็... ไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่” เซียวจือคิดอยู่พักหนึ่งก่อนตอบ
“อีกคำถามนะ เซียวจือ สาบานว่าจะไม่เอาไปพูดต่อแน่นอน” หลี่ผิงเฟิงพูดจริงจัง
“ถามมา” เซียวจือตอบง่าย ๆ โดยไม่ลังเลเลย ด้วยบุญคุณสองล้านนั้นน่ะนะ
“คนแรกที่กลายเป็นนักสู้ในเกม เป็นนายนี่ใช่ไหม?”
เซียวจือนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ใช่ ตอนนั้นก็ได้โบนัสรากฐานมาอีกห้าแต้มเหมือนกัน นายมีอะไรอยากถามอีกไหม?”
“ตอนนี้ยังไม่มีละ” หลี่ผิงเฟิงถอนหายใจเบา ๆ “ไม่น่าเชื่อเลยว่า นายจะซ่อนฝีมือไว้เก่งขนาดนี้ ฉันนึกว่านายก็แค่ระดับแพลตินั่มธรรมดา ๆ ที่ไหนได้ กลายเป็นสุดยอดราชันย์ไปแล้ว!”
“จะว่าเก่งก็คงไม่ใช่หรอก ฉันก็แค่พยายามมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย แล้วก็มีโชคช่วยด้วย นายก็เห็นอยู่แล้วว่าฉันฝึกหนักขนาดไหน”
“นั่นก็จริง นายเป็นคนที่ทุ่มเทที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย” หลี่ผิงเฟิงพูดอย่างจริงใจ
ยามค่ำมาเยือน ดวงจันทร์ขาวสว่างลอยเด่นกลางฟ้า ทอดแสงเงินส่องไปทั่วโลกแห่งเหล่าสรรพชีวิต
หลังจากคุยกันอีกพักหนึ่ง เซียวจือก็ขอตัวไปซ้อมต่อ
เขาบังคับตัวละครให้เดินจากไปท่ามกลางแสงจันทร์
หลี่ผิงเฟิงยังคงฝึกฝนคัมภีร์พลังวัวเก้าตัวต่อไป
เซียวจือเดินไปเคาะประตูบ้านหวังจี๋ เพื่อกลับไปฝึกฝนต่อกับเขาอีกครั้ง
ในห้องเช่า แอร์ยังคงทำงานอยู่ เซียวจือนอนอยู่บนเตียง ห่มผ้าเรียบร้อย มือถืออยู่ในมือ
เขาจ้องหน้าจอเกมไม่กี่วินาที จากนั้นแววตาก็ว่างเปล่า สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นไร้จิตวิญญาณ