เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่18 ตื่นตะลึง

ตอนที่18 ตื่นตะลึง

ตอนที่18 ตื่นตะลึง


ตอนที่18 ตื่นตะลึง

ม่อไป๋พาสามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานตรงเข้ามายังตระกูลเย่ ซึ่งระหว่างทาง สีหน้าของสามพี่น้องก็เริ่มแปรเปลี่ยนดูมืดมนลงเรื่อยๆ เนื่องจากจากโรงน้ำชา ร้านอาหาร และแผงลอยขายของต่างๆ ที่พวกเขาเดินผ่าน แทบทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เย่เจวี๋ยแข็งแกร่งปานใด ถึงขนาดกล่าวกันว่า หนึ่งต่อร้อยยังหาใช่คู่มือของเขาไม่

นอกจากนี้ยังมีนักเล่าเรื่องเปิดโรงละครหุ่นกระบอกขนาดย่อม เล่นแสดงเกี่ยวกับเหตุการณ์ล้างบางตระกูลหยางในวันนี้บนลานประลองยุทธ์ ซึ่งทุกคนที่จับกลุ่มกันนั่งฟังล้วนแล้วรู้สึกเพลิดเพลิน

ม่อไป๋เองก็มีความคิดความอ่านที่เฉียบคมไม่น้อย ถ้าทวงถามเรื่องสัญญาเดิมพันตอนนี้ มีหวังถูกฆ่าตายแน่นอน ดังนั้นจึงเล่นคำกล่าวกับทั้งสามไปว่า หากยังไม่เชื่อ เดี๋ยวเขาพาไปไถ่ถามถึงตระกูลเย่ หากเย่เจวี๋ยหรือพวกตระกูลรู้ว่าสามคนนี้เป็น สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซาน กลุ่มโจรโฉดชั่วที่ดักปล้นผู้ด้านนอกเมือง มีหรือจะปล่อยไว้?

กล่าวได้ว่า ม่อไป๋กำลังพาพวกเขาให้มาติดกับดักโดยไม่ให้รู้ตัวอยู่!

สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานที่ได้ยินดังนั้นก็สั่งให้ม่อไป๋รีบพาไปหาเดี๋ยวนี้ พวกเขาเป็นถึงโจรเลื่องชื่อ สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซาน จะมาลดตัวทำเรื่องน่าอัปยศกับคนชั้นต่ำได้อย่างไร? ดังนั้นพวกเขาต้องสืบเสาะเรื่องนี้จนถึงที่สุดเพื่อเฟ้นหาคาวมจริงมาให้จงได้

“พวกเจ้าคือใครมาจากไหน?”

ด้านนอกประตูทางเข้าตระกูลเย่ มีองครักษ์คอยเฝ้าอยู่ พอเห็นพวกสามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานเดินเข้ามา องครักษ์คนดังกล่าวก็รีบก้าวย่างมาขว้างและเอ่ยถามขึ้นทันที

“ไสหัวไป!”

หยินต้าซงคำรามใส่เสียงหนึ่ง และคว้าคมหอกขององครักษ์ด้วยมือเปล่าในพริบตา! องครักษ์เฝ้ายามตื่นตระหนักขึ้นโดยพลัน แต่ขณะที่กำลังจะเคลื่อนไหว เขากลับถูกหยินต้าซงใช้ดีชะนีทะลวงจุดตันเถียนไปเสียก่อน พร้อมเสียงระเบิดดังปัง องครักษ์คนดังกล่าวนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ปราศจากลมหายใจเสียแล้ว

เมื่อไร้ซึ่งอุปสรรคเข้ามาขวางกัน สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานก็เปิดประตูทางเข้าตระกูลเย่ ก้าวย่างเดินเข้ามาโดยไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด กลิ่ยอายยอดฝีมืออาณาจักรก่อกายาระดับสิบแผ่ซ่านออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ พวกเขาทั้งสามช่างแข็งแกร่งเกินจินตนาการ ถึงขนาดที่ว่าความรุนแรงของรัศมีแรงกดดันเทียบชั้นยอดฝีมืออาณาจักรนภาม่วงได้แล้ว!

“พวกเจ้าเป็นใคร?! บุกเข้ามาแบบนี้มีจุดประสงค์อันใดกัน?!”

บูมมม!

“อย่าคิดอวดดี พวกเราองครักษ์ประจำตระกูลเย่อยู่ที่นี่แล้ว!”

บูมมม!

การบุกรุกเข้ามาอย่างผ่าเผยเช่นนี้ย่อมเรียกบรรดาผู้คนหลายหลาดเข้ามาทักทาย แต่สำหรับสามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานแล้ว ต่อให้มาอีกมายมายแค่ไหนก็แค่มดปลวกเท่านั้น เพียงคนละหนึ่งกระบวนแตะต่อยก็สามารถระเบิดจุดตันเถียน หักกระดูกของคนพวกนี้จนตายคาที่ได้ไม่ยาก

“รีบไปรายงานนายน้อยเร็ว! มีคนเข้ามาก่อปัญหา!”

ไม่รู้ว่าเสียงตะโกนดังกล่าวออกมาจากปากใคร แต่แล้วคนๆ นั้นกลับโดนหยินเอ๊อร์ซงบิดกระดูกคอจนแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา

“ไปเรียกเย่เจวี๋ยออกมาเดี๋ยวนี้! แค่เศษสวะอย่างพวกเจ้ามันไม่คนามือพวกเราสามพี่น้อง!”

หยินต้าซงแหปากตะโกนเสียงดังฟังชัด

........

ณ เรือนพักของเย่เจวี๋ย

“นายน้อยแย่แล้ว! แย่แล้ว! มีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาก่อปัญหา พวกมันเรียกแทนตัวเองว่า สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซาน!”

คนรับใช้ตระกูลเย่คนหนี่งรีบวิ่งเปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทีแสนร้อนใจ ทำให้เย่เจวี๋ยที่กำลังเข้าฌานอยู่ขมวดคิ้วแน่นทันที

สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซาน? เย่เจวี๋ยพลันตะลึงงันไปชั่วครู่ กลุ่มโจรผู้มีชื่อเสียงในแถบนอกเมืองหลงเยวี่ยอย่างงั้นรึ? กล่าวกันว่า พวกเขาทั้งสามสามารถบรรลุอาณาจักรก่อกายาระดับสิบซึ่งเป็นขั้นพิเศษได้ หากทั้งสามร่วมมือกันจะสามารถต่อกรกับยอดฝีมืออาณาจักรนภาม่วงขนานแท้ได้คนหนึ่ง แล้วพวกมันมาทำอะไรที่นี่? หรือว่า....

เย่เจวี๋ยเบนสายมองไปที่ดาบสะบั้นมังกรที่วางอยู่ข้างกาย และเขาก็เข้าใจทุกอย่างได้ในทันที นอกเหนือจากความเป็นไปได้นี้แล้ว เขาก็มั่นใจอย่างยิ่งว่า มันจะเป็นอื่นใดอีกไม่ได้แล้ว

ขณะนี้เอง ข่าวที่ว่าตัวเขาฟันหลงอ้าวเทียนจนขาดเป็นสองท่อนในดาบเดียวเป็นที่ลือเลื่องกันทั่วมั้งเมือง จะบอกว่าอาศัยเพียงความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ ผู้คนคงไม่ค่อยให้น้ำหนักเชื่อขนาดนั้น และคิดกันไปว่าคงเป็นเพราะดาบวิเศษเล่มนี้

สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานที่ได้รับข่าวจริงรีบเข้ามาในเมืองเพื่อแย่งชิงดาบวิเศษเล่มดังกล่าวไป ทั้งนี้เองยิ่งได้ฟังคำพรรณนาบรรยายความแกร่งกล้าของดาบเล่มนี้เท่าใด ในแววตาของพวกมันก็ยิ่งสาดแววความโลภออกมามากเท่านั้น

..........

สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานยังคงไล่ล่าสังหารคนของตระกูลเย่ไม่หยุดหย่อน เนื่องด้วยความห่างชั้นระหว่างความแข็งแกร่งที่มีมากเกินไป จนท้ายที่สุดทำเอาคนตระกูลเย่ตระหนักได้ว่า ขืนสู้ต่อไปก็ทำอะไรพวกมันไม่ได้ ก็เลยไม่มีใครกล้าเข้าใกล้พวกนั้นอีกแม้แต่ก้าวเดียว ปรากฏเป็นภาพฉากที่บรรดาผู้คนตระกูลเย่ยืนรุมล้อมสามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานอยู่รอบนอก พอพวกนั้นก้าวย่างขึ้นหน้าหนึ่งก้าว บรรดาผู้คนตระกูลเย่กลับร่นถอยหนึ่งก้าวแทน

ทั้งสองฝ่ายยืนปะทะคารมกันอบู่แบบนั้นระยะเวลาหนึ่ง จนท้ายที่สุดก็มีใครบางคนเข้ามาทำลายบรรยากาศดังกล่าวโดยสิ้นเชิงซึ่งนั้นก็คือ เย่เจวี๋ย

เมื่อเห็นดาบเล่มนั้น สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานก็เผยแววตาเปล่งประกายขึ้นมาทันที ภายในใจร้องอุทานคำแรกคือ ‘ดาบดีขนานแท้’ นี่สมแล้วที่เป็นดาบวิเศษล้ำค่า แม้คนอื่นจะมองไม่ออก แต่พวกเขาสามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานที่มีประสบการณ์ฆ่าฟันผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน กลับสามารถพูดได้ทันทีที่แรกเห็นว่า ดาบวิเศษเล่มนี้ชโลมเคลือบไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงมาก แถมตัวดาบยังมีรัศมีสีแดงเป็นชั้นอ่อนปกคลุมอยู่ราวกับไอโลหิตจางๆ เสมือนว่า มันยิ่งดูดเลือดไปมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งสำแดงความดุร้ายมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

“ท่านทั้งสามคงมาเพื่อดาบสะบั้นมังกรเล่มนี้ถูกต้องหรือไม่?”

เย่เจวี๋ยปราศจากท่าทางหวั่นเกรง ยืนดาบสะบั้นมังกรประจักษ์ตรงหน้าและเอ่ยกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“ถูกต้องแล้ว เจ้าคือนายน้อยตระกูลเย่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วทั้งเมืองกระมัง? ดาบสะบั้นมังกรเล่มนี้ช่างมีชะตาอาภัพ ต้องมีเจ้านายเป็นเด็กน้อยอย่างเจ้า สู้มอบให้พวกเราไม่ดีกว่าหรือ?”

“ให้พวกเราใช้งาน ล่อมสำแดงฤทธิ์เดชได้มากกว่าเป็นไหน”

“เย่เจวี๋ย ส่งดาบสะบั้นมังกรมาให้พวกเราเสีย เช่นนั้นแล้วพวกเราสามพี่น้องจะไว้ชีวิตเจ้า”

สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานเปล่งวาจาข่มขู่ขึ้น ความหมายค่อนข้างชัดเจนว่า พวกเขาต้องการดาบสะบั้นมังกรมากเพียงใด

“ฮ่าฮ่าๆๆ ... นี่ข้ากำลังฟังเรื่องตลกอยู่กระมัง?”

เย่เจวี๋ยระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นและกล่าวต่อว่า

“เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร เรามาเดิมพันกันหน่อยดีหรือไม่? หากข้าพ่ายแก่พวกเจ้า ดาบสะบั้นมังกรเล่มนี้ย่อมมอบให้แต่โดยดี ทว่ากลับเป็นพวกเจ้าที่พ่ายลง จะต้องยอมให้ข้าจับกุมพวกเข้าและพาไปส่งตำหนักเจ้าเมืองแต่โดยดี ว่าอย่างไร?”

“หึหึ เดิมพันก็เดิมพัน! อย่าอวดดีคิดว่า ตัวเจ้าที่ถือดาบวิเศษแล้วจะแกร่งกล้าไร้เทียมทานปานนั้น! เจ้าหนู ตัวเจ้านั้นช่างหยิ่งผยองเกินไป!”

“พวกเจ้าหลีกไป”

เย่เจวี๋ยหันมาโบกมือให้ผู้คนตระกูลเย่ให้ขยับขยายวงออก จนกลายมาเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับประลองยุทธ์ต่อสู้

แต่ละคนต่างจับจ้องการแสดงตรงหน้าด้วยความตื่นอกตื่นเต้น

ในสายตาของพวกเขาเหล่านี้ เย่เจวี๋ยที่สามารถยอดฝีมืออาณาจักรนภาม่วงได้ภายในดาบเดียว กับแค่โจรกระจอกอาณาจักรก่อกายาระดับสิบ ยังนับเป็นอันใด? ภายในใจพวกเขาได้ตัดสินศึกครานี้ไปแล้วว่า สามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซานต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย

“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ดาบสะบั้นมังกร แค่มือเปล่าก็เพียงพอแล้ว”

สิ้นเสียงเย่เจวี๋ย เขาปักดาบสะบั้นมังกรคาพื้นอยู่แบบนั้น ปลายคมดาบจมลงในผิวดินกว่าสามนิ้วเห็นจะได้

‘อันใด? ไม่ใช้ดาบสะบั้นมังกร?’

เมื่อได้ยินเย่เจวี๋ยลั่นวาจาออกไปแบบนั้น บรรดาผู้คนตระกูลเย่ต่างเบิกตาโตเกิดความโกลาหลทันที ในสายตาของพวกเขา ถึงแม้เย่เจวี๋ยจะแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่หากไม่ใช่ดาบสะบั้นมังกร แล้วจะไปมีปัญญารับมือยอดฝีมืออาณาจักรก่อกายาระดับสิบถึงสามคนได้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่ควรจำคือ ดาบสะบั้นมังกรเล่มนี้เป็นสิ่งเดียวที่สามารถชดเชยความแตกต่างระหว่างระดับขั้นพลังที่ห่างกันขนาดนี้ได้

ภายใต้สถานการณ์ที่ไร้ซึ่งดาบสะบั้นมังกร ท้ายที่สุดแล้วก็หนีความจริงไม่พ้นที่ว่า เย่เจวี๋ยมีพลังอยู่เพียงอาณาจักรก่อกายาระดับห้าขั้นสุดเท่านั้น หากต้องสัประยุทธ์กับสามยอดฝีมืออาณาจักรก่อกายาระดับสิบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังรนหาที่ตายชัดๆ

ความภาคภูมิใจและหยิ่งผยองมันพองใหญ่จนบดบังวิสัยทัศน์ของเย่เจวี๋ยไปหมดแล้วงั้นรึ? ทุกคนนต่างร้องโอดครวญทันที หากนายน้อยเย่เกิดถูกสังหารฆ่าตายขึ้นมา พวกเขาจะเอาหน้าที่ไหนไปบอกกับประมุขตระกูล?

“อะไร? ไม่ใช้ดาบสะบั้นมังกรอย่างงั้นรึ?”

หยินต้าซงที่ได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะเช่นกัน หากเย่เจวี๋ยเป็นอย่างที่พวกชาวเมืองพูดจริงๆ นั้นหมายความได้ว่า เขาก็พอมีฝีมืออยู่ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไร้ซึ่งดาบสะบั้นมังกรในมือ ก็เป็นได้แค่เจ้าเด็กน้อยอาณาจักรก่อกายาระดับห้าทั่วไปไม่ใช่รึไง? ระดับชั้นเพียงแค่นี้หากให้พวกเขาสามคนรุมพร้อมกันคงโดนหาว่ารังแกเด็กกระมัง

“เหอะ เหอะ แม้พวกเราจะไม่รู้ว่าแกกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ในเมื่อรนหาที่ตายถึงปานนั้น ก็อย่าหาว่าเราสามพี่น้องไร้ซึ่งจิตเมตตา!”

สิ่งหนึ่งที่หยินต้าซงและทุกคนโดยรอบไม่รู้ก็คือ ถึงเย่เจวี๋ยจะอยู่ในอาณาจักรก่อกายาระดับห้าก็จริง แต่หากกล่าวถึงพละกำลังของเขา มันมหาศาลจนเปรียบได้กับกระทิงคลั่งสามสิบหกตัว

ขณะที่หยินต้าซงเอ่ยกล่าว เย่เจวี๋ยก็ย่างสามขุมเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาโดยปราศจากความเกรงกลัวใดๆ เอ่ยกล่าวเสียงบางขึ้นว่า

“เข้ามาพร้อมกันสามคนนั้นแหละ”

“หึ แค่สังหารเจ้า ข้าคนเดียวก็เกินพอแล้ว ฮ่าฮ่าๆๆ”

หยินต้าซงกล่าวสบประมาทคำโตพร้อมระเบิดหัวเราะเยาะเสียงดังนั้น ราวกับจะขาดอากาศหายใจให้ได้

จากที่เย่เจวี๋ยย่างสามขุมตรงเข้าหาอย่างแช่มช้า กลายมาเป็นความเร็วสุดขีดประดุจสายฟ้าในเสี้ยวพริบตา เขาพุ่งทะยานติดประชิดร่างของหยิงต้าซงพร้อมยกกำปั้น ระเบิดพลังอาณาจักรก่อกายาระดับห้าขั้นสุดเข้าใส่เต็มกำลังสูบ ปฏิกิริยาตอบสนองของหยินต้าซงเองก็มิได้เชื่องช้า คู่ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกหนึ่งส่วน รีบยกมือทั้งสองขึ้นมาปัดป้องบังไว้ตรงหน้า

บูม! เสียงระเบิดพลังดังขึ้น หยินต้าซงรู้สึกราวกับถูกค้อนยักษ์นับหลายสิบตันทุบเข้าใส่อย่างจัง ขุมพลังมหาศาลส่งผ่านจากกำปั้นทะลวงการป้องกันของเขาได้ในพริบตา

เนื่องด้วยความเจ็บปวดเดินพรรณนาโฉบแลบสะท้านไปทั่วทั้งร่าง หยินต้าซงไม่สามารถคงท่าร่างกระบวนรับมือใดๆ ได้อีก เย่เจวี๋ยจึงฉวยโอกาสนั้นซัดเข่ากระทุ้งท้องน้อย อัดเข้าจุดตันเถียนเต็มแรง เสี้ยวอึดใจต่อมา หยินต้าซงร่างปลิวลอยละล่องกระเด็นออกไปไกล ขณะลอยค้างกลางอากาศ แววตาคู่นั้นยังคงเปี่ยมล้นความตื่นตะลึงไม่มีเสื่อมคลาย

นี่มันขุมพลังที่เด็กน้อยอาณาจักรก่อกายาระดับห้าควรมีงั้นรึ?!

หลังจากสบถในใจไปคำหนึ่ง ร่างของหยินต้าซงก็พุ่งติดกำแพงหินสูง เสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้อง กำแพงดังกล่าวโค่นถล่มพังราบเป็นหน้ากลอง เศษหินเศษฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

เย่เจวี๋ยเพิ่งอัดร่างของพี่ใหญ่จนกระเด็นออกไปในพริบตาเดียว ทั้งหยินเอ๊อร์ซงและหยินซานซงต่างเบิกตาโตเท่าไข่ห่านจับจ้องภาพฉากตรงหน้าด้วยความตกตะลึงและโกรธในเวลาเดียวกัน ส่วนทางเย่เจวี๋ยก็เหลือบมองพวกเขาเช่นกัน แต่ช่างเป็นสายตาที่เฉยเมยอะไรเช่นนี้ ประหนึ่งว่าอีกสองคนที่เหลือมันไม่สามารถเป็นคู่มือของเขาได้เลย

ไม่รีรอให้เย่เจวี๋ยเปิดฉากโจมตีเข้ามาก่อน หยินเอ๊อร์ซงและหยินซานซงชักดาบใหญ่ที่เอวออกมาและพุ่งเข้าโจมตีเย่เจวี๋ย ขนาบข้างทั้งซ้ายและขวาโดยพร้อมเพรียง

อย่างไรเสีย เพียงแสงประกายสาดสะท้อนจากคมดาบใหญ่วาบเดียวเท่านั้น ดาบยักษ์ทั้งสองพลันหยุดชะงักลงทันใดราวกับพุ่งเข้าไปชนแท่งเหล็กหนา ปรากฏเพียงนิ้วชี้ของเย่เจวี๋ยที่หยุดดาบยักษ์ทั้งสองเล่มไว้ได้โดยสมบูรณ์ จะให้ใช้ดาบสะบั้นมังกรในการต่อสู้ครั้งนี้รึ? ไม่ ไม่จำเป็น แค่มือเปล่าก็เกินพอแล้วจริงๆ ส่วนตอนนี้เย่เจวี๋ยใช้แค้นิ้วชี้นิ้วเดียวก็สามารถรับดาบยักษ์ทั้งสองเล่มได้แล้ว

บรรดาผู้คนตระกูลเย่หลายคนคิดว่าตังเองเห็นภาพหลอน จึงยกมือขยี้ตาอย่างแรง พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพลันพบว่านี่เป็นเรื่องจริง แต่ละคนอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบร่วงหลุดลงมา

นิ้วชี้ทั้งด้านมือซ้ายและขวายังคงนิ่งงัน ได้ยินเพียงเสียงแตกกร๊อบแกร๊กดังออกมาจากคมดาบยักษ์ทั้งสอง คมดาบยักษ์แตกเป็นเสี่ยงๆ คามือของพวกเขาทั้งคู่ในทันใด แต่ด้วยประสบการณ์การต่อสู้ของสามพี่น้องแห่งหุบเขาหยินซาน หยินเอ๋อร์ซงกับหยินซานซงไม่แสดงอาการแตกตื่นแม้สักนิด รีบทิ้งดาบในมือและเปลี่ยนท่วงท่าสำแดงเพลงหมัดสุดแกร่งกร้าวออกมาแทน และเข้าโจมตีใส่เย่เจวี๋ยอีกระลอกหนึ่ง

อย่างไรเสีย เย่เจวี๋ยยังคงใช้นิ้วปัดป้องเพลงหมัดที่ผสานจู่โจมของทั้งคู่ได้อย่างง่ายดาย

น่าทึ่งเกินไป! นี่มันไม่เกินจริงไปหน่อยรึ? บรรดาผู้คนตระกูลเย่แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ กับภาพฉากตรงหน้า ล้อเล่นรึเปล่า? ผู้ฝึกยุทธ์อาณาจักรก่อกายาระดับห้าต้านรับกระบวนสอดประสานของยอดฝีมืออาณาจักรก่อกายาระดับสิบถึงสองคนได้ราวกับกำลังเล่นสนุก?

นี่ยังกล่าวได้ว่า ยังมีความแตกต่างระหว่างพลังเข้ามาเป็นปัจจัยในการต่อสู้ได้อีกหรือไม่?

เย่เจวี๋ยจับกำปั้นของหยินเอ้อร์ซงและหยินซานซงไว้แน่น เพียงบิดข้อมือเล็กน้อยก็สามารถพลิกท่อนแขนของทั้งคู่ได้ฉับพลัน ส่งร่างของทั้งคู่ปลิวกระเด็นออกไป

เสียงกำแพงถล่มลงมาดังกึกก้องขึ้นมาอีกครา

นี่มันน่าตกตะลึงเกินไป ภายในใจของผู้คนตระกูลเย่ตอนนี้มีแต่ความตื่นตระหนกตกใจ เกินกว่าจะอธิบายอารมณ์ ณ ขณะนี้ได้แล้วจริงๆ เดิมทีพวกเขาคิดว่า ที่เย่เจวี๋ยแข็งแกร่งจนถึงขั้นฟันหลงอ้าวเทียนขาดครึ่งท่อนในดาบเดียวได้เป็นเพราะดาบสะบั้นมังกรเล่มนี้ แต่ตอนนี้พวกเขาค้นพบแล้วว่าตัวเองคิดผิด แท้ที่จริงแล้วเย่เจวี๋ยแทบไม่ได้พึ่งพาพลังของดาบเลยต่างหาก

หากให้พรรณนาคงเป็นดั่งว่า ราชสีห์ พยักฆ์ขาว หรือแม้แต่อินทรีเพลิง มันมีความเก่งกาจอยู่ภายในตัว ส่วนกรงเล็บอันแหลมคมเป็นเพียงสิ่งเพิ่มพูนความอันตรายเท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่18 ตื่นตะลึง

คัดลอกลิงก์แล้ว