- หน้าแรก
- ข้าคือปรมาจารย์แห่งเต๋า หนึ่งเดียวในใต้หล้า
- บทที่ 190 - การลงหลักปักฐาน
บทที่ 190 - การลงหลักปักฐาน
บทที่ 190 - การลงหลักปักฐาน
บทที่ 190 - การลงหลักปักฐาน
◉◉◉◉◉
“ย้ายอ่างอาบน้ำขึ้นไปชั้นสอง แล้วเติมน้ำให้ได้เจ็ดส่วน” จางเยี่ยนสั่งองครักษ์หญิงที่ตามเข้ามาโดยไม่ไว้หน้า หลังจากที่เขาได้ปรับส่วนผสมยาให้เข้ากับน้ำหนักตัวขององค์หญิงชิงหลิงและใส่ลงในถังใบใหม่เรียบร้อยแล้ว
องครักษ์หญิงเหลือบมองจางเยี่ยนแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกใช้งานเยี่ยงทาสรับใช้ แถมคำสั่งนั้นยังไม่ได้มาจากองค์หญิงชิงหลิงโดยตรง แม้จะรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่นางก็รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญต่อองค์หญิงเพียงใด จึงไม่กล้าสร้างปัญหาใดๆ ขึ้นมา
ระหว่างที่องครักษ์หญิงไปตักน้ำ จางเยี่ยนก็ได้อธิบายข้อควรปฏิบัติในการอาบโอสถเย็นให้ฟังอย่างละเอียด เขาย้ำเป็นพิเศษว่าห้ามสวมใส่เสื้อผ้าใดๆ แม้แต่ชั้นใน และต้องกลั้นหายใจจุ่มตัวลงไปให้มิดทั้งร่างพร้อมกับโคจรพลังยุทธ์ไปพร้อมกัน
เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ จางเยี่ยนก็เดินลงจากชั้นบน ปล่อยให้องค์หญิงชิงหลิงและองครักษ์ของนางได้มีพื้นที่ส่วนตัว ส่วนเขาก็ลงมานั่งอ่านหนังสือที่เก้าอี้ด้านล่างดังเดิม
แม้จะบอกว่าใช้เวลาหนึ่งชั่วยามครึ่ง แต่ความจริงแล้วนั่นคือเวลาที่โจวหยุนใช้ องค์หญิงชิงหลิงกลับใช้เวลาไปกว่าสองชั่วยามจึงจะลงมาได้ ตอนที่ลงมาใบหน้าของนางยังคงแดงระเรื่ออยู่ แสดงให้เห็นว่านางดูดซับสรรพคุณยาได้ไม่เร็วเท่าโจวหยุน
“อาจารย์จาง ดูเหมือนว่าวิธีนี้จะได้ผลจริงๆ” ใบหน้าขององค์หญิงชิงหลิงยังคงมีสีแดงจางๆ แม้ท่าทีจะยังคงไว้ซึ่งความสูงศักดิ์เช่นเคย แต่แววตาของนางกลับฉายประกายแห่งความตื่นเต้นที่เก็บซ่อนไว้ไม่อยู่
ไม่เพียงแต่องค์หญิงจะสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ด้วยตนเอง แม้องครักษ์ที่คอยระแวดระวังจางเยี่ยนอยู่ไม่ห่างก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองเขาด้วยความประหลาดใจ ในความทรงจำของนาง ไม่เคยมีวิชาเสริมสร้างร่างกายด้วยการอาบยาเช่นนี้มาก่อน ถึงตอนนี้ นางจึงต้องยอมรับในใจว่าอาจารย์หนุ่มผู้นี้มีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ
“องค์หญิงโปรดวางพระทัย หากวิธีนี้ไม่ได้ผล ท่านผู้อำนวยการคงไม่ทรงอนุญาตให้ข้าเปิดสอนเป็นแน่ แต่นี่เป็นเพียงครั้งแรก ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะค่อยๆ ปรากฏในภายหลัง หลังจากนี้ทุกสามวันองค์หญิงสามารถเสด็จมาได้อีก ข้าจะปรับปริมาณยาตามสภาพร่างกายของพระองค์ และต้องขอเตือนอีกครั้งว่ายิ่งนานวัน ความเจ็บปวดจากการอาบยาก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น วันนี้อาจเป็นเพียงความรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงผิวหนัง ครั้งหน้าอาจจะเหมือนถูกแปรงเหล็กขัดถู และครั้งต่อไปก็อาจจะร้อนราวกับถูกเหล็กนาบ ขอให้องค์หญิงทรงเตรียมพระทัยรับมือกับความเจ็บปวดเหล่านี้ไว้ด้วย”
แม้จะเป็นถึงนักสู้ระดับไคหยวนขั้นต้น แต่ท้ายที่สุดแล้วนางก็ยังเป็นองค์หญิง ย่อมไม่อาจทนความเจ็บปวดได้เท่านักสู้ทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น ในตำราเกี่ยวกับการอาบยาของผู้ฝึกกายในระยะหลังๆ จางเยี่ยนมักจะเห็นคำว่า “เจ็บปวดสุดจะทานทน” อยู่เสมอ ซึ่งก็พอจะจินตนาการได้ว่ามันทรมานเพียงใด เขาจึงต้องย้ำเตือนให้นางเตรียมใจไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อาจารย์โปรดวางใจ ชิงหลิงจะกัดฟันสู้จนถึงที่สุด” นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง “แต่ไม่ทราบว่าหากเร่งรัดขั้นตอนให้เร็วกว่านี้ ในอีกสามเดือนข้างหน้าจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด”
จางเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “จากความเร็วในการดูดซับขององค์หญิงในวันนี้ ภายในสามเดือน ความยืดหยุ่นและความทนทานของร่างกายพระองค์น่าจะเพิ่มขึ้นได้ราวสองถึงสามส่วน”
“เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือ”
จางเยี่ยนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ผิดปกติขององค์หญิงชิงหลิงหลังจากที่นางได้ยินว่าร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นสองถึงสามส่วน เขาจึงรู้สึกสงสัยในใจ เหตุใดจึงต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้
“องค์หญิงอย่าได้รีบร้อนหวังผล วิชาหลอมโอสถชำระกายานี้แต่เดิมก็อาศัยคุณสมบัติที่ขัดแย้งกันของตัวยาเพื่อกระตุ้นร่างกาย สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการโลภในผลลัพธ์โดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดของร่างกาย หากฝืนทำไปโดยไม่ไตร่ตรอง ผลที่ตามมาจะร้ายแรงเกินกว่าจะคาดคิด” จางเยี่ยนตัดบทอย่างเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้องค์หญิงมีความหวังลมๆ แล้งๆ
แน่นอนว่าการที่องค์หญิงรีบร้อนเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลส่วนตัว แต่จางเยี่ยนก็ไม่ได้คิดจะสอดรู้สอดเห็น เขามีหน้าที่เพียงแค่ตั้งใจทำงานของตนเองเพื่อสร้างฐานที่มั่นคงในสถาบันการยุทธ์ให้ได้เท่านั้น เรื่องอื่นใดล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา
“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนอาจารย์จางแล้ว” แม้องค์หญิงชิงหลิงจะรู้สึกผิดหวังที่ไม่อาจเร่งรัดได้ แต่นางก็เข้าใจดีว่าไม่สามารถฝืนได้ ในขณะเดียวกัน การที่ร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นสองถึงสามส่วนในสามเดือนก็นับเป็นข่าวดีเกินคาดแล้ว นางจึงโค้งคำนับให้จางเยี่ยนอย่างสุดซึ้งเพื่อแสดงความขอบคุณ
จางเยี่ยนยิ้มรับคำขอบคุณนั้นโดยไม่หลีกเลี่ยง เพราะเขาสมควรได้รับมัน
ในช่วงครึ่งเดือนต่อมา ชีวิตของจางเยี่ยนก็ดำเนินไปตามปกติ เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ที่สถาบันการยุทธ์ตลอดเวลา เพียงแค่แวะไปทุกๆ สามวัน และทุกๆ สามครั้ง เขาก็จะร่วมกับเซียวซู่และหลิวเหรินชวนเพื่อตรวจสอบสภาพร่างกายของโจวหยุนและองค์หญิงชิงหลิง เพื่อให้แน่ใจว่าวิชาหลอมโอสถชำระกายานี้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงหรือมีผลเสียมากกว่าผลดี
เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งเดือน หลิวเหรินชวนและเซียวซู่ก็เริ่มแสดงความสนใจในวิชาใหม่ของจางเยี่ยนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่าเวลาโจวหยุนอาบยา พวกเขาทั้งสองจะมาเฝ้าดูด้วยความสงสัยว่ายาอาบน้ำนี้สร้างผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ได้อย่างไร น่าเสียดายที่หากจางเยี่ยนไม่ปริปากพูด ต่อให้พวกเขาเฝ้าดูอีกร้อยปีก็ไม่มีทางเข้าใจหลักการของมันได้ เพราะมันเป็นระบบความรู้ที่แตกต่างจากโลกแห่งแดนรกร้างสวรรค์โดยสิ้นเชิง
เหมือนกับลวดลายค่ายกลที่สลักไว้ในอ่างอาบน้ำอย่างเปิดเผย หากปราศจากพลังปราณของจางเยี่ยนคอยหล่อเลี้ยง ต่อให้หลิวเหรินชวนและเซียวซู่จะมองเห็นและจดจำมันได้ ก็ไม่มีทางที่จะศึกษาวิจัยอะไรออกมาได้อย่างแน่นอน
ในช่วงครึ่งเดือนนี้ คนที่ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดไม่ได้มีเพียงหลิวเหรินชวนและเซียวซู่เท่านั้น แต่ที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือโจวหยุนและองค์หญิงชิงหลิงผู้สูงศักดิ์ที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ
โจวหยุนซึ่งอยู่ในระดับชุ่ยถี่จิ้งอันเป็นขั้นเริ่มต้นของการบำเพ็ญยุทธ์นั้น มีเป้าหมายหลักคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย จึงเป็นช่วงที่เห็นผลลัพธ์ของวิชาหลอมโอสถชำระกายาได้ชัดเจนที่สุด ประกอบกับพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาของเขา เพียงครึ่งเดือนร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นเกือบสองส่วน แม้จะดูเหมือนก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเพราะระดับพลังที่ยังต่ำ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้ทั้งตัวเขาและโจวชางผู้เป็นบิดาต้องตกตะลึง
หลังจากที่โจวหยุนเข้ารับการอาบยาครั้งที่สองจนเจ็บปวดแทบสิ้นสติและกลับบ้านไปด้วยความตื่นเต้น โจวชางก็ได้นำของกำนัลล้ำค่ามามอบให้จางเยี่ยนถึงบ้านพร้อมกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ หากไม่ใช่เพราะจางเยี่ยนคอยบ่ายเบี่ยงอยู่เสมอ ในคำพูดของโจวชางยังแฝงความนัยที่จะส่งลูกชายของตนมาเป็นศิษย์ของจางเยี่ยนอีกด้วย
นักเรียนกับศิษย์นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว จางเยี่ยนจะไ่ม่รู้ได้อย่างไร พรสวรรค์ของโจวหยุนนั้นอยู่ในสายการต่อสู้ ซึ่งแตกต่างจากวิชาอาคมและวิถีเทพที่เขาฝึกฝนโดยสิ้นเชิง เขาสามารถอาศัยความรู้จากตำราของสำนักหลงหู่ซานให้คำแนะนำได้บ้าง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าอาจารย์นัก เขาจึงไม่ยอมรับข้อเสนอนี้เด็ดขาด
นอกจากนี้ จางเยี่ยนยังได้ทราบข่าวคราวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในแวดวงขุนนางของเมืองหลางหยวนจากโจวชางอีกด้วย แม้โจวชางจะไม่ได้พูดอย่างละเอียด แต่คำเปรียบเปรยที่ว่า “ฟ้าจะเปลี่ยนสี” ก็เพียงพอที่จะทำให้จางเยี่ยนรู้ได้ว่าเหล่าผู้มีอำนาจในเมืองหลางหยวนครั้งนี้คงจะรอดไปได้ไม่กี่คน
ส่วนนักเรียนอีกคนอย่างองค์หญิงชิงหลิงนั้น ท่าทีของนางเปลี่ยนไปยิ่งกว่าโจวหยุนเสียอีก เพราะโจวหยุนเชื่อมั่นในตัวจางเยี่ยนตั้งแต่แรก แต่องค์หญิงกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและความเย็นชาในตอนต้น ตอนนี้แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่น่าตกใจเท่าของโจวหยุน แต่ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างต่อเนื่อง นางจึงโค้งคำนับและเรียกจางเยี่ยนว่าอาจารย์ทุกครั้งที่พบหน้า
และองค์หญิงชิงหลิงก็ได้แสดงให้จางเยี่ยนเห็นถึงความมุ่งมั่นที่นางเคยกล่าวไว้ โดยเฉพาะในการอาบยาครั้งที่ห้า ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของช่วงแรก สรรพคุณยาจึงรุนแรงเป็นพิเศษ และยังมีการใช้ท่อนไม้ทุบตีเป็นครั้งแรกอีกด้วย โดยมีการกำหนดแรงที่ใช้ในการทุบตีอย่างเข้มงวด หากให้โจวหยุนบรรยายก็คงจะเป็น “ข้าคิดว่าข้าจะเจ็บจนตาย” แต่ถึงกระนั้น องค์หญิงชิงหลิงก็ยังทนได้ เพียงแต่เสียงกรีดร้องนั้นไม่อาจเก็บไว้ได้อีกต่อไป ทำเอาจางเยี่ยนที่อยู่ชั้นล่างถึงกับเหงื่อตกแทน
[จบแล้ว]