- หน้าแรก
- ข้าคือปรมาจารย์แห่งเต๋า หนึ่งเดียวในใต้หล้า
- บทที่ 90 - เงามืด
บทที่ 90 - เงามืด
บทที่ 90 - เงามืด
บทที่ 90 - เงามืด
◉◉◉◉◉
ตอนที่อยู่ในขอบเขตชักนำปราณ สิ่งที่จางเยี่ยนสามารถใช้ลูกแก้วหมื่นลักษณ์เปลี่ยนได้ อย่างมากก็เป็นเพียงของธรรมดาที่ดูมีพลังวิญญาณอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตชีพจรเร้นลับแล้ว สิ่งที่ลูกแก้วหมื่นลักษณ์สามารถเปลี่ยนได้ก็แตกต่างออกไปแล้ว เช่น โล่สีแดงขนาดใหญ่ที่ช่วยเขาป้องกันพลังทำลายล้างเก้าส่วนของการระเบิดวิญญาณในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายเมื่อครู่นี้ เฉียนคุน
เฉียนคุนถือเป็นศาสตราวุธแล้ว หากนับอย่างเคร่งครัดก็จัดเป็นของชั้นเลิศในบรรดาศาตราวุธชั้นต่ำ มีผลป้องกันการโจมตีโดยตรง หรือการโจมตีประเภทวิญญาณและพลังงานได้เป็นอย่างดี
จริงๆ แล้วกระบี่ไม้ท้อที่จางเยี่ยนใช้มาตลอดจนคล่องมือก็พอจะนับเป็นศาสตราวุธประเภทหนึ่งได้ อาศัยความพิเศษของวัสดุของมัน แต่เมื่อเทียบกับศาสตราวุธจริงๆ แล้ว ในด้านการปรับตัวยังคงด้อยกว่า เหตุผลที่จางเยี่ยนยังคงใช้อยู่ในตอนนี้ ก็เพราะยังหาศาสตราวุธหลักที่เหมาะสมกับเขามาเปลี่ยนไม่ได้ชั่วคราว
โล่เฉียนคุนก็เป็นสิ่งที่จางเยี่ยนไปเจอเข้าในบันทึกเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับการหลอมศาสตราวุธของลูกแก้วหมื่นลักษณ์ตอนที่กำลังมองหาศาสตราวุธหลักอยู่ เพราะหน้าโล่ที่ใหญ่โตของมันจึงทำให้จดจำได้อย่างลึกซึ้ง ไม่คิดว่าตอนนี้กลับต้องอาศัยของสิ่งนี้ช่วยชีวิตตัวเองไว้
“ซี๊ด” จางเยี่ยนขดตัวอยู่ ผ่านไปสิบกว่าลมหายใจเมื่อไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกจากอีกฟากของโล่ในมือแล้วถึงจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง พลันรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้าง และด้านหลังก็ยิ่งปวดแสบปวดร้อน เมื่อครู่แรงกระแทกซัดเขาปลิวไปไกลหลายจ้าง ตกลงมากระแทกกับหินก้อนหนึ่งพอดี คาดว่าตอนนี้ด้านหลังคงจะเขียวช้ำไปทั้งแผ่นแล้ว
ไม่เพียงแต่ความไม่สบายทางร่างกายเท่านั้น พลังปราณในร่างกายก็ถูกโล่เฉียนคุนสูบไปถึงสี่ส่วนในชั่วไม่กี่ลมหายใจเมื่อครู่นี้ เพื่อเปิดใช้งานผลป้องกันสูงสุดต้านทานพลังทำลายล้างของการระเบิดวิญญาณ
จริงๆ แล้วจางเยี่ยนก็แอบคิดในใจว่าโชคดี เพราะดวงจิตของภูตเด็กตนนั้นไม่ได้รวมตัวกันเหมือนกับวิธีการระเบิดวิญญาณที่บันทึกไว้ในตำราของภูเขาหลงหู่ แต่กลับกระจัดกระจายอย่างมาก จนทำให้พลังทำลายล้างของการระเบิดวิญญาณไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง นี่จึงทำให้เขาที่ไม่ทันได้เตรียมตัวรอดมาได้อย่างค่อนข้างจะปลอดภัย
เก็บโล่เฉียนคุนแล้วก็ลุกขึ้นจากพื้น สิ่งที่เห็นคือหลุมดินที่ถูกพลังระเบิดพลิกขึ้นมา ไม่เห็นเงาของภูตเด็กตนนั้นอีกเลยแม้แต่น้อย
จางเยี่ยนหน้าตาเย็นชา ไม่ได้อยู่ต่อที่นี่ แต่รีบออกจากที่นี่อย่างรวดเร็ว และยังคงใช้ยันต์ซ่อนไอเพื่อปกปิดกลิ่นอายบนร่างกายของตนเองต่อไป
แต่จางเยี่ยนก็ไม่ได้ไปไกลนัก แต่เลือกซ่อนตัวอยู่ในป่าเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเส้นทางที่ต้องผ่านจากเมืองหลางหยวนไปยังสุสานรวม ก็อยากจะดูว่าหลังจากที่ภูตเด็กตนนั้นระเบิดวิญญาณไปแล้ว ในเมืองจะมีการตอบสนองอะไรตามมาหรือไม่
พร้อมกันนั้นในใจของจางเยี่ยนก็กำลังเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนี้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเรื่องไม่คาดฝันมากเกินไป เขาจำเป็นต้องไตร่ตรองทุกเรื่องในคืนนี้ให้ดีๆ
มองเผินๆ แล้วคืนนี้จางเยี่ยนขาดทุนย่อยยับ ไม่เพียงแต่จะเสียภูตผีเร่ร่อนไปหนึ่งตนยังเสียวิญญาณร้ายไปอีกหนึ่งตน บุญกุศลที่ควรจะได้จากผีทั้งสองตนเขาก็ไม่ได้มาเลยแม้แต่น้อย ได้แต่ยืนมองอีกฝ่ายวิญญาณสลายไปต่อหน้าต่อตา และยังเสียพลังปราณไปสี่ส่วน แถมยังบาดเจ็บเล็กน้อยอีกด้วย แต่ความจริงแล้วเล่า หากมองภาพรวมทั้งหมดแล้วก็ไม่แน่ว่าจะขาดทุน อย่างน้อยก็ขาดทุนไม่มากนัก
อย่างแรกเลย เพราะเรื่องไม่คาดฝันต่อเนื่องในคืนนี้ทำให้จางเยี่ยนค้นพบสาเหตุที่เป็นไปได้หนึ่งประการที่ทำให้ภูตผีปีศาจรอบเมืองหลางหยวนมีน้อย นั่นก็คือภูตผีปีศาจที่นี่ไม่ก็ถูกสามตนในคฤหาสน์อู๋ล่าจนหมด ไม่ก็ส่วนใหญ่หนีไปแล้ว เพราะที่นี่อันตรายเกินไปจริงๆ
และสภาพการณ์เกี่ยวกับภูตผีปีศาจในเมืองหลางหยวนในสายตาของจางเยี่ยนนั้นไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติอย่างแน่นอน แต่จะต้องมีพลังเชิงกลยุทธ์ที่เป็นฝ่ายกระทำอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน นั่นก็คือวิญญาณร้ายสามตนที่ซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์อู๋ พวกมันกระทั่งยังสืบเสาะทุกแง่มุมที่สามารถก่อให้เกิดภูตผีปีศาจรอบเมืองหลางหยวนได้อย่างชัดเจน ราวกับเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่นามาเก็บเกี่ยวเป็นประจำ และยังรู้เวลาประหารนักโทษประหารอย่างชัดเจน รอคอยอยู่ที่นั่นแต่เนิ่นๆ
อย่างที่สอง ก็คือประโยคสุดท้ายที่ภูตเด็กตนนั้นทิ้งไว้
“มันพูดถึง”ราชา“นี่หมายถึงคนแซ่หวังคนใดคนหนึ่ง หรือเป็นเพียงความหมายตามตัวอักษร” จางเยี่ยนหาคาคบไม้ที่ค่อนข้างจะใกล้กับถนนหลวงในป่า ปีนขึ้นไปนอนพิงแขน ในสมองกำลังขบคิดถึงประโยคครึ่งๆ กลางๆ ที่ภูตเด็กทิ้งไว้
หากเป็นความหมายแรก นั่นหมายความว่าในโลกนี้ยังมีวิชาบำเพ็ญเพียรที่สามารถสื่อสารกับภูตผีปีศาจได้เหมือนกับจางเยี่ยนอย่างนั้นรึ
หากเป็นความหมายหลัง นั่นก็แสดงว่ามีราชาผีตนหนึ่งกำลังควบคุมภูตเด็กตนนั้นอยู่ รวมถึงวิญญาณร้ายอีกสองตนที่ซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์อู๋ไม่ได้ออกมาก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สำหรับจางเยี่ยนแล้วล้วนเป็นการเปิดแนวคิดใหม่ สำหรับภูตผีปีศาจในแดนรกร้างสวรรค์ก่อนหน้านี้เขามักจะมองว่าเป็นพวกไร้สังกัดอยู่เสมอ ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะคิดง่ายเกินไปแล้ว
ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรและวิชาของจางเยี่ยนในตอนนี้ เขาพอจะรับมือกับวิญญาณร้ายไม่กี่ตนได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องเจอกับราชาผี นั่นก็ไม่แน่แล้ว จะต้องอาศัยวิชาเทพประทับเอาชีวิตเข้าแลกทุกครั้งไปรึ ชีวิตน้อยๆ ของจางเยี่ยนตอนนี้แลกไม่ได้กี่ครั้งหรอก
และในท้ายประโยคนั้น น่าจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ราชา” ผู้นั้นกับตระกูลอู๋ ภูตเด็กทันได้พูดเพียงคำว่า “ข้า” เท่านั้น เสียงเพี้ยนไปบ้าง ตกลงแล้วเป็น “ข้า” หรือ “เพื่อน” นี่ก็พูดยากจริงๆ ในสมองของจางเยี่ยนคิดวนไปวนมาหลายรอบ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปที่เป็นไปได้สองอย่าง ไม่ก็เป็น “ข้ารับใช้” ไม่ก็เป็น “เพื่อน”
แต่ไม่ว่าจะเป็นข้ารับใช้หรือเพื่อน ก็ล้วนแสดงให้เห็นว่าตระกูลอู๋มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ “ราชา” ผู้นั้น และเพราะความสัมพันธ์นี้เอง ถึงได้ซ่อนวิญญาณร้ายสามตนนั้นไว้ในคฤหาสน์ของตนเอง กระทั่งพฤติกรรมต่างๆ ของวิญญาณร้ายสามตนนั้นมีความเป็นไปได้ว่าตระกูลอู๋เป็นผู้ให้เบาะแส เช่น เวลาและสถานที่ประหารนักโทษประหาร
“จึ๊ๆ นี่ก็นึกไม่ถึงจริงๆ ตระกูลอู๋ถึงกับมีความสัมพันธ์กับภูตผีปีศาจ และยังมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนลึกซึ้ง ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดา” จางเยี่ยนถอนหายใจในใจ
นี่จะถือเป็นจุดอ่อนของตระกูลอู๋ได้หรือไม่
ก็ใช่ และก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ เพราะของอย่างภูตผีปีศาจไม่ใช่ของดี เป็นศัตรูของสิ่งมีชีวิต คนตระกูลอู๋สมคบคิดกับภูตผีปีศาจอย่างไม่กระจ่าง ตามหลักของลัทธิเต๋านั่นก็คือเข้าสู่วิถีมาร ควรจะกำจัดเพื่อผดุงคุณธรรม แต่ที่นี่คือแดนรกร้างสวรรค์ สำหรับภูตผีปีศาจแล้ว ที่นี่แทบจะไม่มีแนวคิดเลย อย่างน้อยในระดับที่จางเยี่ยนสัมผัสได้ในตอนนี้ก็คือไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับภูตผีปีศาจเลย ดังนั้นจุดอ่อนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีประโยชน์ขนาดนั้น
แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีอยู่จุดหนึ่งที่จางเยี่ยนในตอนนี้แน่ใจแล้ว นั่นก็คือตระกูลอู๋ไม่ใช่ตระกูลขุนนางที่ดูธรรมดาอย่างแน่นอน ภายในยังซ่อนของชั่วร้ายอยู่
จางเยี่ยนสำหรับตระกูลอู๋นั้น มองว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตมาโดยตลอด ระหว่างพวกเขไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้เลย ตอนนี้ที่ดูเหมือนจะ “อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ” สาเหตุหลักก็มาจากการเข้ามาแทรกแซงของขุนนางรักษากรุงโจวชาง ตอนนี้พบว่าวิธีการของคนตระกูลอู๋ไม่ได้มีเพียงแค่ที่เห็นบนผิวเผินเท่านั้น จะมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ผีฆ่าคนหรือไม่ นี่ก็พูดยาก
จุดสุดท้าย ก็คือสภาพการณ์ตอนที่ภูตเด็กตนนั้นระเบิดวิญญาณ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ตัวมันเองริเริ่มหรือตัวมันเองอยากจะระเบิดวิญญาณ แต่เป็นผลมาจากแสงประหลาดสีแดงที่ปลุกปั่นขึ้นมาจากภายในร่างวิญญาณของมัน
จางเยี่ยนคาดเดาว่าแสงประหลาดสีแดงนั้นก็คือวิธีการบางอย่างที่ “ราชา” ผู้นั้นทิ้งไว้ในร่างของภูตเด็ก เมื่อใดที่ภูตเด็กไปแตะต้องสถานการณ์ที่กำหนดไว้ เช่น จะพูดเรื่องเกี่ยวกับ “ราชา” ผู้นั้นออกมา วิธีการนั้นก็จะระเบิดออก โดยมีเป้าหมายหลักคือการฆ่าปิดปาก และการฆ่าศัตรูเป็นเป้าหมายรอง
วิธีการเช่นนี้โดยพื้นฐานแล้วสามารถยืนยันได้ว่าจะไม่ใช่วิชาการต่อสู้ของนักสู้หรืออะไรทำนองนั้น
แต่ ตกลงแล้วเป็นวิชาอาคมหรือเป็นวิชาบำเพ็ญเพียรสายภูตกันแน่ จางเยี่ยนยังไม่สามารถยืนยันได้ในตอนนี้
[จบแล้ว]