- หน้าแรก
- แฟนตาซีเหนือฟ้า : ข้าคือเซียนบัฟ
- บทที่ 346 สำนักอสูรเดือด
บทที่ 346 สำนักอสูรเดือด
บทที่ 346 สำนักอสูรเดือด
### บทที่ 346 สำนักอสูรเดือด
“ใช่แล้ว ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว”
จากสีหน้าสามารถมองออกได้ว่าอาวุโสมู่ค่อนข้างลังเล แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างนางก็ยังคงตอบตกลง
อาวุโสมู่หันไปมองเจียงลี่และเสิ่นซานชิวฮว่า
“ชิวฮว่า เจ้าอยู่กับประมุขพันธมิตรเจียงไปก่อน แม่จะไปพบสหายเก่า”
มู่ฉุนเฮ่าเดิมทีอยากจะพาเสิ่นซานชิวฮว่าเข้าไปด้วย แต่เมื่อได้ยินคำพูดของอาวุโสมู่ก็ไม่ได้บังคับ
ก่อนหน้านี้ระหว่างทางมา นางก็ได้กำชับไว้แล้วว่าให้เสิ่นซานชิวฮว่าติดต่อกับคนตระกูลมู่ให้น้อยเข้าไว้ ไม่รู้ว่านางมีความคิดคำนึงอะไรอยู่บ้าง
มู่ฉุนเฮ่ามองเจียงลี่ที่ดูคุ้นเคยกับคนทั้งสองเป็นอย่างดี ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
ได้ยินมาว่าเขตเขาต้าจงได้ก่อตั้งพันธมิตรขึ้นมา ใครเลยจะคาดคิดว่าผู้ที่เป็นประมุขพันธมิตรกลับเป็นชายหนุ่มเช่นนี้
“ประมุขพันธมิตรเจียงแห่งพันธมิตรแห่งขุนเขาช่างหนุ่มแน่นมีความสามารถจริง ๆ งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม น้องชายเจียงสามารถพาน้องสาวชิวฮว่าเข้าไปนั่งในเรือนชั้นในก่อนได้”
“คนหนุ่มสาวจากสำนักต่าง ๆ ในดินแดนบูรพาล้วนอยู่ที่นั่น ทำความรู้จักกันไว้ ภายภาคหน้าก็จะได้มีสหายเพิ่มขึ้นอีกคน ยังสามารถเข้าร่วมเล่นเกมเล็ก ๆ ข้างในได้อีกด้วย ของรางวัลก็ค่อนข้างดีทีเดียว”
เขายิ้มแล้วพูดจบ ก็เดินเข้าไปในส่วนลึกของป่าท้อพร้อมกับอาวุโสมู่
เหลือเพียงดอกท้อสองกิ่งไว้ให้คนทั้งสอง
ตามคำพูดของมู่ฉุนเฮ่า เพียงติดดอกท้อนี้ไว้ที่ปกเสื้อหรือแขนเสื้อ ก็จะสามารถเข้าไปในเรือนชั้นในซึ่งเป็นวงสังคมที่สูงขึ้นไปอีกระดับได้
ผู้ที่สามารถมารวมตัวกันที่นั่นได้ โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นผู้ฝึกตนจากกองกำลังที่เป็นสมาชิกของวิหารเทพปกปัก สถานะแตกต่างจากคนข้างนอกเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง
อย่างน้อยคนข้างในก็คงไม่ประจบประแจงคุณชายใหญ่ตระกูลมู่ถึงเพียงนั้น
ในฐานะประมุขพันธมิตรแห่งขุนเขา การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสำนักอื่น ๆ ก็ถือเป็นหน้าที่ของเขา
หลังจากกล่าวอำลาเถ้าแก่เจียงแห่งเหมิงยาวังซวนชั่วคราว เขาก็นำดอกท้อสองกิ่งติดไว้ที่ปกเสื้อและแขนเสื้อ ชั่วครู่ต่อมาภาพเบื้องหน้าของพวกเขาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
ท่ามกลางทะเลป่าท้อที่รกทึบเบื้องหน้า ปรากฏทางเดินเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าทอดไปทางใด
ทะเลป่าท้อนี้เดิมทีถูกค่ายกลและวิชามายาชั้นสูงครอบคลุมไว้ มีเพียงติดของดูต่างหน้าเหล่านี้ไว้เท่านั้นถึงจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น
สายตาของเจียงลี่จับจ้องเล็กน้อย แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ได้สังเกตอย่างตั้งใจ แต่ค่ายกลนี้กระทั่งเขาก็ยังไม่พบเห็น นับว่าระดับของผู้สร้างค่ายกลนั้นสูงส่งนัก
ตระกูลมู่ดำเนินกิจการอยู่ที่นี่มานานหลายพันปี รากฐานที่ลึกซึ้งย่อมไม่ใช่สำนักธรรมดาจะเทียบได้ ระดับของค่ายกลเช่นนี้ ในเขตเขาต้าจงไม่มีใครสามารถทำได้
“พวกเราเข้าไปดูกันเถอะ”
สำหรับปรมาจารย์ค่ายกลอัจฉริยะแล้ว ความสนุกในการฝ่าค่ายกลนั้นไร้ที่สิ้นสุด
เมื่อเหยียบย่างสู่ทางเดินเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยว สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาข้างใน ล้วนเป็นสีชมพู
ต้องบอกว่า ทิวทัศน์ในค่ายกลนี้ก็ไม่เลวเลยทีเดียว หากจะให้คะแนนเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
การได้อยู่ตามลำพังกับเจียงลี่ในสภาพแวดล้อมที่งดงามเช่นนี้ ใบหน้าของเสิ่นซานชิวฮว่าก็แดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงสะท้อนของดอกท้อ หรือว่านึกถึงเรื่องน่าอายอะไรขึ้นมา
เพียงแต่ เด็กสาวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมกำลังคิดอะไรอยู่ ประมุขพันธมิตรเจียงหาได้สนใจไม่
ในฐานะปรมาจารย์ลายค่ายกลคนใหม่ ความสนใจทั้งหมดของเจียงลี่ล้วนอยู่ที่ต้นไม้ใบหญ้ารอบกาย
มองจากภายนอกไม่เห็นอะไรเลย ต้นไม้ทุกต้นดูเหมือนกันหมด จ้องนาน ๆ อย่าว่าแต่จะมองเห็นกฎเกณฑ์เลย แม้จะเกิดอาการวิงเวียนคลื่นไส้ขึ้นมาก็ไม่แปลก
กระทั่งเจียงลี่ยังสามารถรู้สึกได้ว่าค่ายกลผืนนี้มีชีวิต
จุดเชื่อมต่อค่ายกลใต้ดิน ดูเหมือนจะเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ต่อให้ปรมาจารย์ค่ายกลค้นพบกฎเกณฑ์ของค่ายกลแล้ว ไม่นานนักค่ายกลทั้งหมดก็จะเปลี่ยนโฉมไปโดยสิ้นเชิง ทำให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า
(ผู้แปลนึกว่าเกาะดอกท้อเถอะ)
เคยมีปรมาจารย์ค่ายกลมากมายมาท้าทายที่นี่ แต่ผู้ที่สามารถทำลายได้กลับมีน้อยนิด
นี่ก็คือค่ายกลที่สร้างขึ้นโดยใช้พืชวิญญาณเป็นพื้นฐาน ช่างลึกล้ำจริง ๆ
เพียงแต่ผิวหน้าของค่ายกลนี้ยังถูกบดบังด้วยวิชามายาอีกชั้นหนึ่ง นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด
เจียงลี่แอบยื่นมือเข้าไปในโลงศพ ผีสาวฉินชูม่านก็เคลื่อนตามมือของเขาเข้ามาในร่างกายของเขา
ด้วยความช่วยเหลือของฉินชูม่าน วิชามายาดอกท้อที่พร่ามัวชั้นหนึ่งก็สลายไปในทันที ทุกสิ่งเบื้องหน้าก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
และวิธีการทำลายค่ายกลของเจียงลี่ก็ไม่เหมือนคนอื่น เขาไม่จำเป็นต้องหาจุดเชื่อมต่อและกฎเกณฑ์ของค่ายกล ขอเพียงจับจ้องไปที่เส้นชีพจรปฐพีที่ค่ายกลอาศัยอยู่ก็พอแล้ว
เจียงลี่กระทั่งสามารถอาศัยพรสวรรค์เปลี่ยนแปลงเส้นชีพจรปฐพีโดยตรงได้ ถึงตอนนั้นค่ายกลที่ล้ำเลิศเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
ในตอนนี้ ที่ศาลสูงแห่งหนึ่งไม่ไกลนัก กลุ่มคนหนุ่มสาวกำลังคุยโวโอ้อวด ชี้แนะบ้านเมืองกันอยู่
บางคนบอกว่าตนเองเพิ่งจะได้อาวุธเทพชั้นเลิศมาหนึ่งชิ้น บางคนบอกว่าตนเองสังหารอสูรที่แข็งแกร่งไปหลายตัวอย่างกล้าหาญ ยังมีบางคนบอกว่าธิดาคนโตของตระกูลเล็ก ๆ ตระกูลไหนมาสวามิภักดิ์ต่อเขา
พวกเขาคือกลุ่มทายาทรุ่นสองของสำนักที่คุ้นเคยกับตระกูลมู่ การที่คนกลุ่มนี้มาเล่นด้วยกัน ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสำนักต่าง ๆ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น พลังบำเพ็ญและกลิ่นอายของแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา อย่างน้อยที่สุดก็อยู่ระดับสร้างแก่นขึ้นไป
ในวัยเดียวกัน คนหนุ่มสาวในเขตเขาต้าจง เทียบกับพวกเขาแล้วมีเพียงไม่กี่คนจริง ๆ
กระทั่งพลังบำเพ็ญของฉู่หยุนเสวียน ในหมู่พวกเขาก็ถือว่าธรรมดาเท่านั้น
คนกลุ่มหนึ่งในตอนนี้กำลังล้อมรอบกระดานหมากกระดานหนึ่งอยู่ เฝ้าดูการประลองของคนสองคนในนั้น
เมื่อตัวหมากบนกระดานบนโต๊ะเคลื่อนไหวหนึ่งครั้ง ในกระดานหมากขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านล่างศาลสูงก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
เพียงแต่ ในกระดานหมากขนาดใหญ่นั้น ตัวหมากไม่ใช่ตัวหมาก แต่ถูกเปลี่ยนเป็นสัตว์อสูรและสัตว์เลี้ยงวิญญาณของแต่ละคน
เมื่อตัวหมากชนกัน สัตว์อสูรในช่องเดียวกันก็จะต่อสู้กัน ผู้ชนะอยู่ต่อผู้แพ้เสียตัวหมาก
การประลองหมากเช่นนี้ กุญแจสำคัญไม่ใช่ทักษะและสติปัญญาอีกต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพของ “ตัวหมาก”
หากมีตัวหมากคุณภาพสูงหนึ่งตัว กระทั่งสามารถกินตัวหมากทั้งสิบหกตัวของฝ่ายตรงข้ามได้ในคราวเดียว
การประลองด้วยวิธีนี้ ก็ยิ่งสอดคล้องกับความสนใจของทายาทรุ่นสองของสำนักเหล่านี้
ในตอนนี้บนกระดาน ฝ่ายหนึ่งคือหมีเงินยักษ์สิบหกตัวที่มีขนสีเงินขาว ร่างใหญ่เท่าช้าง
และอีกฝ่ายหนึ่ง เหลือเพียงเสือดาวสองตัวที่กำลังดิ้นรนอย่างสุดกำลัง หลังจากผ่านไปอีกสองรอบ ก็ทำได้เพียงยอมแพ้อย่างจนใจ
ระดับการควบคุมสัตว์ของสำนักอสูรเดือดโดดเด่นอย่างยิ่ง ในกระดานหมากเช่นนี้ก็ยิ่งได้เปรียบ
เมื่อการประลองจบลง ทุกคนต่างก็แสดงความยินดีกับผู้ฝึกตนที่มีรูปร่างเหมือนหมีคะนองตนนั้น
พวกเขากำลังจะเริ่มกระดานต่อไป ในตอนนี้แผ่นค่ายกลที่ไม่ไกลจากพวกเขาแผ่นหนึ่งก็พลันมีปฏิกิริยาขึ้นมา
ทุกคนต่างก็เกิดความสนใจขึ้นมา
“โอ้? มีคนมาอีกแล้ว”
“คุณชายฉุนคง ครั้งนี้ใครมา?”
ในศาลสูงที่อยู่กับพวกเขา คือมู่ฉุนคงที่เจียงลี่เคยพบมาก่อนหน้านี้
คุณชายผู้นี้ก่อนหน้านี้ได้รับข่าว ก็ได้เดินทางไปยังบริเวณแม่น้ำปาจูในเขตเขาต้าจงหนึ่งรอบ
แม้จะสังเกตเห็นกลิ่นอายของไม้เก้าห้วงนรกอยู่บ้าง แต่ก็เป็นอย่างที่เจียงลี่พูด เวลาผ่านไปนานเกินไปแล้ว หลังจากค้นหาอยู่รอบหนึ่งก็ยังคงไม่ได้อะไรกลับมา
อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่งานเลี้ยงท้ออายุวัฒนะเก้าปีครั้งกำลังจะเริ่มขึ้น เขาก็เลยรีบกลับมาก่อน
เพียงแต่น้องชายของเขา มู่ฉุนหยาง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวใด ๆ ทำให้ตระกูลเกิดความสงสัยขึ้นมาบ้าง สงสัยว่าพวกเขาอาจจะเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ
“ให้ข้าดูหน่อย”
มู่ฉุนคงใช้นิ้วลูบป้ายคำสั่งที่เอว จากนั้นก็แตะลงบนแผ่นค่ายกล ภาพในค่ายกลดอกท้อก็ปรากฏขึ้นบนแผ่นค่ายกล
ชายหญิงหนึ่งคนที่สวมชุดปักลายขุนเขาและชุดศิษย์ซู่ซาน กำลังเดินทางอยู่ในป่าท้อ
มู่ฉุนคงที่เพิ่งจะเคยพบเจียงลี่เมื่อไม่นานมานี้ ย่อมจดจำได้ในทันที
“เป็นพวกเขา”
“พวกเขาเป็นใคร? ในหมู่คนรุ่นเยาว์ ดูเหมือนจะไม่เคยเห็นพวกเขา?”
“แต่ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นก็มีรูปโฉมงดงามไม่น้อย คุณชายฉุนคงไม่ลองแนะนำให้พวกเรารู้จักหน่อยหรือ”
คนอื่น ๆ ค่อนข้างสงสัย ดินแดนบูรพาแห่งนี้ จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าไม่ใหญ่ ในวงสังคมของพวกเขาก็เคยพบหน้ากันมาบ้างไม่มากก็น้อย
นาน ๆ ทีจะมีคนใหม่มา ก็มีคนแนะนำ นี่พวกเขากลับไม่เคยได้ยินชื่อคนสองคนนี้มาก่อน
“ไม่ใช่คนมีชื่อเสียงอะไร พวกเขามาจากกองกำลังเล็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล พวกเจ้าไม่รู้จักก็เป็นเรื่องธรรมดา”
“ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลข้า ถือเป็นน้องสาวข้า”
คนอื่น ๆ เข้าใจแล้ว ก็เกิดความคิดขึ้นกับเสิ่นซานชิวฮว่าที่มีหน้าตาน่ารักอยู่บ้าง ส่วนเจียงลี่ ก็ค่อนข้างจะดูแคลน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ได้ยินมาว่าผู้ฝึกตนในที่เล็ก ๆ ไม่มีฝีมืออะไร พวกเจ้าทายสิว่าพวกเขาจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะมาถึงที่นี่ได้?”
“ข้าว่าอย่างน้อยก็ต้องห้าชั่วยาม ดูท่าทางของคนคนนั้นแล้ว คงจะไม่เคยเห็นค่ายกลแบบนี้”
“เฮ้ ต่อให้ติดกิ่งดอกท้อแล้ว การมองเห็นเก้าตำหนักเปลี่ยนจำนวนของค่ายกลดอกท้อก็เป็นพื้นฐาน ถ้าทำไม่ได้ ก็ปล่อยให้พวกเขาอยู่ในนั้นไปเถอะ”
“ฮ่าฮ่า คุณชายเฉิงพูดถูก ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถมาคบค้าสมาคมกับพวกเราได้”
คนกลุ่มหนึ่งทะนงตน มีเพียงไม่กี่คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไร บางคนมองใบหน้าของเจียงลี่ สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่
“เอ๊ะ...เดี๋ยวก่อน ไม่ถูก เขาเหมือนกำลังมองพวกเราอยู่?”
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยหัวเราะกันอยู่ หนึ่งในผู้ฝึกตนหญิงก็พบว่า เจียงลี่ในภาพพลันเงยหน้าขึ้น สายตาที่มองมานั้น ดูเหมือนจะมองมาทางพวกเขา
เจียงลี่ใช้นิ้วทำสัญลักษณ์สองครั้ง ต้นท้อที่ไม่ไกลต้นหนึ่งก็สั่นสองครั้ง ภาพบนแผ่นค่ายกลนั้นก็พลันสลายไป
กระทั่งแผ่นค่ายกลทั้งหมดก็เริ่มสั่นไหวอย่างไม่ฟังคำสั่ง
มู่ฉุนคงตกใจ เขายังไม่เคยเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
จากนั้นไม่กี่ลมหายใจต่อมา ต่อหน้าทายาทรุ่นสองของสำนักกลุ่มนี้ ค่ายกลดอกท้อก็สั่นสะเทือนพร้อมกัน
ดอกท้อที่อุดมสมบูรณ์แยกออกไปสองข้าง จากทางเดินเล็ก ๆ เก้าตำหนักที่คดเคี้ยว กลายเป็นถนนใหญ่ที่ตรงแหน่ว
มองไปแวบเดียว ที่ปลายสุดของถนนดอกท้อนั้น จะเป็นใครไปได้เล่า หากไม่ใช่เจียงลี่และเสิ่นซานชิวฮว่าที่พวกเขาเพิ่งจะเห็นผ่านค่ายกลเมื่อครู่นี้
กลุ่มคนหนุ่มสาวมองหน้ากัน นี่มันเป็นการกระทำแบบไหนกัน?
คนคนนั้นกลับหาจุดอ่อนของค่ายกลป่าท้อพบ ทั้งยังทำลายมันได้อย่างง่ายดาย กระทั่งแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมมาเป็นของตนเอง
ระดับของค่ายกลดอกท้อตระกูลมู่ไม่ใช่ธรรมดา แม้ตอนนี้จะมีแขกมาเยือน จึงได้ลดความแข็งแกร่งของค่ายกลรอบนอกลง การทำได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าเกินจริงไปหน่อย
ระดับลายค่ายกลเช่นนี้ อีกฝ่ายมาจากกองกำลังเล็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลจริงหรือ?
มู่ฉุนคงจับป้ายคำสั่งในมือ ทั้งจิ้มทั้งแตะแผ่นค่ายกล แต่ค่ายกลป่าท้อเบื้องหน้าก็เหมือนกับติดขัด ไม่มีการตอบสนองแม้แต่น้อย
ท่าทางนั้นกลับดูค่อนข้างตลก
ตามถนนใหญ่ที่ปรากฏขึ้นนี้ เจียงลี่และเสิ่นซานชิวฮว่าก็เดินเข้ามาในศาลาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็โบกมือ ค่ายกลดอกท้อและแผ่นค่ายกลถึงได้กลับสู่สภาพเดิม
“ประมุขพันธมิตรเจียง...ช่างมีฝีมือดีจริง ๆ”
ควบคุมแผ่นค่ายกลหลักอยู่ แต่กลับสู้เจียงลี่ไม่ได้ ทำให้มู่ฉุนคงเสียหน้าอย่างยิ่ง
สีหน้าของทายาทรุ่นสองคนอื่น ๆ ก็ไม่ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ พวกเขาหลายคนเพิ่งจะผ่านค่ายกลเก้าตำหนักนี้มา ก็ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย เห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างอย่างมากกับเจียงลี่ในด้านค่ายกล
“นี่ไม่ใช่คุณชายฉุนคงหรอกหรือ ก่อนหน้านี้ได้รับความช่วยเหลือ ยังไม่ได้ขอบคุณท่านนับว่าพวกเราเสียมารยาทแล้ว คราวหน้าเชิญไปเป็นแขกที่พันธมิตรแห่งขุนเขาด้วย”
“ทุกท่าน ข้าน้อยเจียงลี่แห่งพันธมิตรแห่งขุนเขา”
เจียงลี่กล่าวทักทายมู่ฉุนคงอย่างเป็นทางการก่อน จากนั้นก็ประสานมือคารวะทุกคน ถือเป็นการทักทาย
คนส่วนใหญ่ในที่นั้น เพียงแค่พยักหน้า ในใจกำลังครุ่นคิดถึงที่มาที่ไปของคนแปลกหน้าอย่างเจียงลี่
แต่หนึ่งในนั้น ชายร่างสูงใหญ่ที่สูงกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด บนตัวสวมเสื้อคลุมหนังหมีสีเงิน กลับมองเขาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
“เจ้าเป็นคนของพันธมิตรแห่งขุนเขา? หึ นับว่าเจ้าโชคร้ายที่มาเจอข้าที่นี่”
“มีความกล้าพอที่จะมาประลองกับข้าสักตั้งหรือไม่? ทั้งตัดสินแพ้ชนะ และตัดสินความเป็นความตาย!”
คนคนนั้นเดินออกมาจากฝูงชน ยิ้มอย่างโหดเหี้ยม เผยให้เห็นเขี้ยวที่กระหายเลือดเต็มปาก
“ประลอง? ท่านคือผู้ใด?”
เจียงลี่ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ดูเหมือนว่าคนคนนี้ก่อนหน้านี้ไม่น่าจะรู้จักเขา
ทำไมพอได้ยินว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนของพันธมิตรแห่งขุนเขา ก็พลันจะมาหาเรื่องประลองกับเขาทันที
“หึ! ข้าคือบาโรซาแห่งสำนักอสูรเดือด”
“เจ้าไม่รู้จักข้า แต่เรื่องของสำนักหมาป่าเหล็กก็คือเรื่องของสำนักอสูรเดือด พันธมิตรแห่งขุนเขาแย่งอาหารจากปากหมาป่า ยังคิดว่าจะไม่ต้องชดใช้หรือ?”
เจียงลี่ตบหน้าผากตัวเองถึงได้นึกขึ้นได้ ในปัญหาของสำนักม่อ เขาเคยแอบเล่นตุกติกกับสำนักหมาป่าเหล็กไปหนึ่งครั้ง
ต่อมาตอนที่วิหารเทพปกปักโอนย้ายแต้มผลงาน เนื่องจากพนักงานที่ชั่วร้ายคนหนึ่งทำการที่ไม่ชอบธรรม แอบแจ้งให้สำนักหมาป่าเหล็กทราบ
สุดท้ายกระทั่งแต้มผลงานหกแสนสามหมื่นของพวกเขาก็เกือบจะถูกคนอื่นชิงไป
แม้ตอนแรกจะไม่ได้เปิดเผยตัวตน แต่หลังจากโอนย้ายแต้มผลงานแล้ว ก็ไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไป
อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะสำนักหมาป่าเหล็กสูญเสียคนไปมากในคลังสวรรค์พันกลครั้งนั้น พวกเขาก็คงจะมาหาเรื่องพันธมิตรแห่งขุนเขาไปนานแล้ว
และสำนักอสูรเดือดกับสำนักหมาป่าเหล็กเรียกได้ว่าเป็นกิ่งก้านเดียวกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างยิ่ง
บาโรซาคนนี้น่าจะเป็นศิษย์สายหมีเงินในสำนักอสูรเดือด
วันนี้บังเอิญมาพบกัน เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถจบลงด้วยดีได้
“บาโรซา! นี่คือป่าท้อตระกูลมู่ของข้า ไม่มีใครสามารถฆ่าคนตามใจชอบที่นี่ได้”
เมื่อเห็นชายร่างกำยำต้องการจะลงมือฆ่าคน มู่ฉุนคงก็รีบเข้าไปห้าม ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะปกป้องเจียงลี่ แต่เป็นเพราะเกียรติของตระกูลมู่ ไม่ยอมให้คนนอกมาท้าทาย
บาโรซามองมู่ฉุนคงแวบหนึ่ง อย่างน้อยก็ยังไม่บ้าคลั่งถึงขนาดที่จะท้าทายตระกูลมู่เพื่อเรื่องเช่นนี้
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะยอมแพ้แค่นี้
“เชอะ ถ้างั้นถ้าเป็นไปตามกฎ เขาตายไป ก็ได้แต่โทษว่าเขาไร้ความสามารถ”
“เจ้าเด็กแซ่เจียงนั่น กล้ามาเล่นหมากตัดสินความเป็นความตายกับข้าสักกระดานหรือไม่!”
ชายร่างกำยำบาโรซาจ้องมองเจียงลี่ นิ้วมือที่หนาเท่าหัวไชเท้าชี้ไปยังกระดานหมากขนาดใหญ่นอกศาลสูง บนนั้นหมีเงินสิบหกตัวที่เปื้อนเลือดกำลังคำรามอย่างตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้เมื่อครู่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการของพวกมัน
ที่เรียกว่าหมากตัดสินความเป็นความตาย ก็คือผู้เล่นหมากเอง ก็จะเข้าไปในกระดานหมากในฐานะตัวหมากด้วย
กฎทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ชีวิตและความตายขึ้นอยู่กับโชคชะตา ความร่ำรวยอยู่ที่ฟ้า
กระดานหมากต่อสู้สัตว์นี้เดิมทีก็เป็นเกมที่ตระกูลมู่จัดขึ้น หากเป็นเช่นนี้ มู่ฉุนคงก็จะไม่คัดค้านต่อไป เพียงแค่พูดกับเจียงลี่หนึ่งประโยค
“เจ้าสามารถเลือกที่จะปฏิเสธได้ เขาไม่สามารถลงมือกับเจ้าในตระกูลมู่ได้”
คำพูดนี้พูดให้เจียงลี่ฟัง และก็พูดให้บาโรซาฟังด้วย
ไม่สามารถลงมือในตระกูลมู่ได้ แต่สามารถลงมือข้างนอกได้
มองดูชายร่างกำยำที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร เจียงลี่ก็รู้สึกจนใจอยู่บ้าง
เพื่อแต้มผลงานของสำนักม่อ ทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา
ฆ่าเจ้าคนนี้ไปคงจะต้องเดือดร้อนอีกเป็นแน่
ยุ่งยาก!
แต่ก็ไม่มีทางเลือก การแย่งชิงผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในการพัฒนาของกองกำลังสำนัก บางสงครามที่ต้องสู้ก็ต้องสู้
ชกหนึ่งหมัดออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงร้อยหมัดที่จะตามมา