- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปปลูกพืชวิเศษในยุคดวงดาว
- บทที่ 85
บทที่ 85
บทที่ 85
บทที่ 85
และด้วยเหตุนี้ ผู้คนมากมายจึงไม่รู้เรื่องนี้
บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภูติพืชวิญญาณมีอยู่จริง
คิดว่าการทำแบบนี้จะสามารถปกป้องภูติพืชวิญญาณได้ แต่ก็ยังถูกคนรู้เรื่องการมีอยู่ของภูติพืชวิญญาณจนได้
คนพวกนั้นแทรกซึมเข้าไปในสมาคมนักเพาะปลูกได้อย่างไร?
พวกเขาได้รับเครื่องแบบพิเศษของสมาคมนักเพาะปลูกมาได้อย่างไร แล้วยังรู้ว่าควรจะใช้เวลาที่รองประธานและประธานไม่อยู่ในสมาคม ใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำเพื่อเอาเถาเมิ่งออกไป เบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แล้วจึงเอาถุงคลุมหัวแล้วพาจินฉิวฉิวออกไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร?
ไม่ว่าพวกเขาจะทำได้อย่างไร แต่ในสมาคมนักเพาะปลูกจะต้องมีหนอนบ่อนไส้อย่างแน่นอน
ถ้าไม่มีหนอนบ่อนไส้ พวกเขาก็ไม่สามารถทำแผนการที่รอบคอบขนาดนี้ได้
แต่ตอนนี้ยังมีข้อสงสัยอีกอย่างหนึ่ง
นั่นก็คือการระเบิดครั้งนี้
พูดตามตรง หากไม่มีอุบัติเหตุระเบิด และอุปกรณ์แสงสว่างเกิดปัญหา จินฉิวฉิวก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกขายอย่างแน่นอน
ต่อหน้าผู้คนมากมาย แม้ซูลั่วจะอยากช่วยมันมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ไม่ว่าคนคนนั้นจะจัดฉากการระเบิดเพื่อช่วยจินฉิวฉิว หรือต้องการที่จะขโมยมันไปขายเหมือนกับพวกที่ลักพาตัวจินฉิวฉิวไป แต่ผลลัพธ์ก็คือด้วยความช่วยเหลือของเขา ซูลั่วก็สามารถช่วยจินฉิวฉิวได้
...
หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไป ชีวิตของซูลั่วก็กลับมาสงบสุขเหมือนเดิม
สิ่งเดียวที่น่าพูดถึงคือพลังงานที่จำเป็นสำหรับการเติมพลังงานให้กับอาวุธพลังงานที่ซูลั่วซื้อมาจากงานประมูลและพลังงานธาตุไม้ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่คล้ายกัน
พูดอีกอย่างคือ ซูลั่วสามารถใช้พลังงานธาตุไม้ในการเติมพลังงานให้กับอาวุธพลังงานทั้งสี่ชิ้นได้ นั่นก็เท่ากับว่าช่วยซูลั่วในการเปลี่ยนพลังงานธาตุไม้ให้กลายเป็นพลังต่อสู้ที่สามารถนำมาใช้อย่างเปิดเผยได้
นี่ถือว่าเป็นข่าวดีเลยทีเดียว
อย่างน้อยเงินสองล้านก็ไม่ได้เสียเปล่า
ในวันที่สองหลังจากจินฉิวฉิวกลับไป สตรอเบอร์รี่ในไร่ของซูลั่วก็สุกงอมเต็มที่แล้ว
ด้วยความช่วยเหลือของเครื่องจักรทางการเกษตร มีสตรอเบอร์รี่ถึงหนึ่งพันห้าร้อยจินถูกเก็บเกี่ยว บรรจุเต็มสามสิบกล่องสีดำ แต่ละกล่องมีน้ำหนักห้าสิบจิน
ผู้จัดการเจิ้งที่ได้รับข่าวตั้งแต่เมื่อวานก็ได้ส่งรถมารอที่ประตูตั้งแต่เช้าตรู่
แม้ว่าพื้นที่เพาะปลูกเขต B จะไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้ามา แต่ถ้าหากมีคนภายในพื้นที่เพาะปลูกเขต B เชิญคนภายนอกเข้ามา ที่จริงแล้วก็สามารถทำได้ เพียงแต่ว่าเชิญได้มากสุดสามคนเท่านั้น และก็มีข้อจำกัดด้านเวลาอยู่บ้าง
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ยังไงสตรอเบอร์รี่หนึ่งพันห้าร้อยจินก็ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไป แค่สิบกว่านาที คนงานสองคนก็ช่วยกันขนขึ้นรถจนหมดแล้ว
ส่วนผู้จัดการเจิ้งในขณะที่พวกเขากำลังขนของก็ได้เห็นหัวไชเท้าหวานในอีกครึ่งหนึ่งในไร่ของซูลั่ว
“ทำไมจู่ ๆ ถึงคิดจะปลูกหัวไชเท้าหวานล่ะ?” ในมุมมองของผู้จัดการเจิ้ง ความสามารถของซูลั่วในการปลูกอย่างอื่นไม่กล้ารับประกัน แต่ความสามารถในการปลูกสตรอเบอร์รี่ของเธอถือว่าสุดยอดมาก
แม้กระทั่งเพราะในงานประมูลเมื่อหลายวันก่อน เธอได้ยินซูลั่วคุยกับสิ่งมีชีวิตที่เธอมองไม่เห็น ผู้จัดการเจิ้งจึงคาดเดาว่าสิ่งมีชีวิตนั้นอาจจะเป็นภูติสตรอเบอร์รี
แบบนี้ก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไมซูลั่วถึงปลูกสตรอเบอร์รีอี้ซั่วได้ ทำไมสตรอเบอร์รี่ที่เธอปลูกถึงมีคุณภาพดีขนาดนี้...นี่เป็นของที่ผลิตมาจากภูติพืชวิญญาณเชียวนะ!
จะไม่ดีได้อย่างไร!
แต่ความจริงแล้ว ผู้จัดการเจิ้งเดาถูกแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
เพราะซูลั่วมีภูติสตรอเบอร์รีจริง และสตรอเบอร์รี่อี้ซั่วก็เป็นผลไม้ที่มาจากภูติพืชวิญญาณจริง...สิ่งเดียวที่ผิดก็คือในวันนั้นที่ไปงานประมูลไม่ใช่ภูตสตรอเบอร์รี แต่เป็นชิงหลง
แต่การเข้าใจผิดก็เป็นเรื่องปกติ เพราะคนทั่วไปก็คงยากที่จะคิดว่าจะมีใครคนหนึ่งมีภูติพืชวิญญาณได้มากมายขนาดนี้
เมื่อเผชิญกับคำถามของผู้จัดการเจิ้ง ซูลั่วก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบังอะไร บอกตรง ๆ เลยว่าเธอเตรียมจะเปิดร้านค้าในเครือข่ายดวงดาว
“ฉันเห็นว่ากฎของร้านค้าเครือข่ายดวงดาวระดับหนึ่งสามารถขายได้แค่ผักหรือธัญพืชเท่านั้น ก็เลยเตรียมจะปลูกพวกนี้บ้าง”
สำหรับเรื่องที่ซูลั่วจะเปิดร้านค้าใหม่ ผู้จัดการเจิ้งไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไรเลย
แน่นอนว่า ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ตอนที่เธอคิดว่าซูลั่วเป็นแค่นักเพาะปลูกธรรมดา ถ้าเธอได้ยินว่าซูลั่วจะเปิดร้านค้าเอง เธออาจจะรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
แต่ตอนนี้แตกต่างออกไปแล้ว
สถานะของซูลั่วเห็นได้ชัดว่าเป็นนักเพาะปลูกวิญญาณ ผู้จัดการเจิ้งถึงแม้จะรักเงิน แต่ก็ไม่ใช่คนโง่
เธอสามารถแบ่งผลผลิตบางส่วนของนักเพาะปลูกวิญญาณมาได้ แถมตัวเธอเองก็มีความสามารถและวิธีในการที่จะทำให้สถานีรับซื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นได้
ถ้าหากอยากจะกลืนกินผลผลิตทั้งหมดของนักเพาะปลูกวิญญาณ ก็จะกลายเป็นโลภมากเกินไป
แม้แต่มหาเศรษฐีชั้นนำของดาวจักรพรรดิก็ยังไม่กล้าตีอกชกหัวรับรองว่าตัวเองจะสามารถซื้อของทั้งหมดของนักเพาะปลูกวิญญาณได้เลย ไม่ต้องพูดถึงเธอเลย
โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์งานประมูล ผู้จัดการเจิ้งได้รู้จักกับคนมากมายในงานประมูล และได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนักเพาะปลูก นักเพาะปลูกวิญญาณ และภูติพืชวิญญาณ หลังจากนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่าการสานสัมพันธ์กับซูลั่วจะต้องทำอย่างใจเย็นและมีสติ
ซูลั่วไม่ใช่คนที่เข้าถึงยาก แม้ว่าเธอจะไม่ยอมให้มีสิ่งแปลกปลอมอะไรเข้ามา แต่ตราบใดที่การกระทำไม่ล้ำเส้นของเธอ ที่จริงแล้วเธอก็เป็นคนที่พูดคุยง่ายกว่าคนอื่น ๆ มาก
เรื่องนี้สามารถเห็นได้จากการที่พวกเธอสองคนเคยใช้ชีวิตร่วมกันมาก่อน
ดังนั้นผู้จัดการเจิ้งจึงไม่เพียงแค่ไม่รังเกียจเรื่องที่ซูลั่วจะเปิดร้านค้า แต่ยังคิดว่าจะช่วยได้อย่างไรด้วย
ดังนั้นก่อนที่จะขนสตรอเบอร์รี่ออกไปหมด ผู้จัดการเจิ้งก็นึกถึงเรื่องที่เธอเคยได้ยิน—
“ซูลั่ว ถ้าเธอจะเปิดร้านค้าเครือข่ายดวงดาว ทางที่ดีควรส่งของไปตรวจสอบก่อน...ฉันเชื่อมั่นว่าของของเธอไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ถ้าจะเปิดร้านค้าเครือข่ายดวงดาว ลูกค้าที่จะเจอจะเป็นคนจากทั้งดวงดาว”
“สมัยนี้มีคนประเภทหนึ่งที่ชอบมองหาร้านเปิดใหม่ แล้วก็จะทำอะไรบางอย่างกับของที่ซื้อไป จากนั้นก็บอกว่าเป็นปัญหาของร้านค้าเพื่อที่จะทำการกรรโชกทรัพย์” ร้านค้าเปิดใหม่โดยทั่วไปไม่มีฐานะหรือเบื้องหลัง จะไม่ทะเลาะกับลูกค้าในเรื่องแบบนี้ ดังนั้นในสถานการณ์ปกติก็จะเลือกไกล่เกลี่ยส่วนตัวเพื่อรักษาชื่อเสียงของร้าน
แล้วในบรรดาของทั้งหมด อาหารก็เป็นสิ่งที่ถูกเล่นงานง่ายที่สุด
เพราะอาหารเป็นของไม่กี่อย่างที่มีวันหมดอายุและระยะเวลาในการเก็บรักษา
ถึงแม้ลูกค้าจะบอกว่าตอนที่ซื้อของไปของก็เสียหรือมีปัญหาแล้ว โดยทั่วไปก็ยากที่จะโต้แย้ง
ยิ่งไปกว่านั้นโลกนี้ยังมีรังสีอยู่ด้วย หากมีใครบางคนเหมือนกับซัพพลายเออร์ผลน้ำแข็งแดงคนก่อน ที่จงใจฉีดรังสีเข้าไปในอาหาร ไม่ว่าอีกฝ่ายจะถูกจับเพราะใส่ร้ายหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่ถูกสั่งปิดเพื่อตรวจสอบก่อนก็คือร้านค้าอย่างแน่นอน
สำหรับคำเตือนของผู้จัดการเจิ้ง ซูลั่วก็ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
แม้ว่าช่วงนี้เธอจะเรียนรู้เรื่องสามัญสำนึกของยุคดวงดาวอย่างจริงจัง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยากที่จะเรียนรู้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว หลายสิ่งหลายอย่างเธอก็ต้องรู้ก่อนแล้วค่อยทำความเข้าใจในภายหลัง
ตอนนี้มีคนเตือนเธอ เธอก็รู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง
“ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะคะพี่เจิ้ง ถ้าพี่ไม่บอกฉันก็คงไม่นึกถึงเรื่องนี้เลย”