- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปปลูกพืชวิเศษในยุคดวงดาว
- บทที่ 75
บทที่ 75
บทที่ 75
บทที่ 75
สีหน้าของซูลั่วดูไม่ดีนัก
แม้ว่าพืชวิญญาณต้นนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเธอเลย แต่ทันทีที่เธอนึกว่าถ้าหากในกรงตอนนี้ไม่ใช่ต้นข้าวสาลีต้นนี้ แต่เป็นภูตสตอเบอร์รีหรือชิงหลง…
คนข้างล่างเริ่มเร่งให้พิธีกรเริ่มการประมูลเร็ว ๆ ส่วนซูลั่วก็จ้องมองสิ่งมีชีวิตตัวน้อยบนเวทีด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
ถึงแม้ระยะทางจะค่อนข้างไกล แต่เพราะผู้มีพลังพิเศษจะได้รับการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายและประสาทสัมผัสทั้งห้า เธอจึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภูตพืชวิญญาณในกรงกำลังสั่นด้วยความหวาดกลัวเพราะสายตาของผู้คนจำนวนมากและสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย
ชิงหลงเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ใบไม้บนลำต้นของมันถูกับข้อมือของซูลั่วซ้ำไปซ้ำมา
‘นายหญิง…ทำไมถึงมีคนนำพืชวิญญาณของตัวเองออกมาขาย?!’ มันไม่สามารถเข้าใจได้จริง ๆ
เพราะสำหรับพวกพืชวิญญาณแล้ว นายหญิงที่เลี้ยงดูพวกมันเปรียบเสมือนพ่อแม่ที่ให้กำเนิด เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดในโลก
พวกมันสามารถเชื่อใจนายหญิงได้อย่างไม่มีเงื่อนไข เชื่อหมดใจ และคงรู้สึกสิ้นหวังและหมดอาลัยตายอยากต่อโลกนี้ถ้าหากนายหญิงจากไปหรือทอดทิ้งพวกมัน
เพราะการกำเนิดของพวกมันเป็นไปเพื่อนายหญิง และการมีอยู่ของพวกมันก็เพื่อนายหญิงเช่นกัน
แค่คิดถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกทอดทิ้ง ชิงหลงก็รู้สึกไม่สบายใจมากแล้ว
ทั้ง ๆ ที่มันรู้ว่านายหญิงของมันจะไม่มีทางทำแบบนั้น…แต่ภูตพืชวิญญาณข้าวสาลีบนโต๊ะประมูลในตอนนั้นก็อาจจะคิดแบบนี้เช่นกันใช่ไหม…?
“ชิงหลงใจเย็นก่อน พืชวิญญาณต้นนี้อาจไม่ได้ถูกนายของมันนำมาขายที่สถานประมูลก็ได้” ตอนนี้ซูลั่วไม่สนใจแล้วว่ายังมีคนอื่นอยู่ในที่นี้อีก เพราะเธอรู้สึกถึงความเศร้าและความเจ็บปวดของชิงหลงได้อย่างชัดเจน
ผู้จัดการเจิ้งที่ได้ยินซูลั่วพูดประโยคนี้ก็ตกใจในใจ ขณะเดียวกันก็พยายามอย่างหนักที่จะยับยั้งตัวเองไม่ให้หันไปมองเธอ
‘…ไม่ได้มาจากเจ้านายเหรอ?’
“มูลค่าของพืชวิญญาณหนึ่งต้นนั้นมากกว่าที่งานประมูลจะจ่ายไหวเสียอีก…” ถ้าหากเจ้านายของพืชวิญญาณต้นนี้ขาดเงินจริง ๆ ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะขายพืชวิญญาณ
ยกตัวอย่างสตรอว์เบอร์รีอี้ซั่วที่ภูตสตอเบอร์รีผลิต
ในสถานการณ์ที่ไม่ได้เร่งการเจริญเติบโต พวกมันจะสุกหนึ่งครั้งในทุกสามวัน และให้ผลผลิตประมาณสิบลูกต่อครั้ง ซึ่งตามน้ำหนักเฉลี่ยสามร้อยห้าสิบกรัมต่อลูก ก็ได้ประมาณเจ็ดจิน (ประมาณ 3.5 กิโลกรัม)
เจ็ดจินในสามวัน หนึ่งปีก็แปดร้อยห้าสิบจิน (ประมาณ 425 กิโลกรัม) ถ้าคำนวณจากราคาประเมินต่ำสุดของสถานประมูลที่หนึ่งล้านห้าแสน ก็จะได้หกพันสามร้อยล้านเหรียญดาว
หกพันสามร้อยล้านต่อปี แล้วสองปีล่ะ? ห้าปีล่ะ? สิบปีล่ะ? ตลอดชีวิตล่ะ?
คนในอวกาศส่วนใหญ่มีอายุยืนยาว และนักเพาะปลูกกับนักรบดวงดาวก็ยิ่งมีอายุยืนยาวกว่าเดิมมาก แม้จะคำนวณจากอายุขัยที่สั้นที่สุดที่ร้อยห้าสิบปี มูลค่าที่ภูตสตอเบอร์รีสามารถให้ได้ก็เกือบจะถึงล้านล้านแล้ว…แล้วพืชวิญญาณในคืนนี้จะสามารถประมูลได้ถึงล้านล้านเลยหรือ?
ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน!
ซูลั่วคิดว่าอย่างมากก็แค่แสนล้าน เพราะดาว C5030 เป็นเพียงดาวเคราะห์เล็ก ๆ ที่ห่างไกล เว้นแต่จะมีคนรู้ข่าวล่วงหน้าเกี่ยวกับพืชวิญญาณและจงใจเดินทางมาจากที่ห่างไกล…แต่พืชวิญญาณนี้มาจากแหล่งที่มาที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ขายจึงไม่น่าจะเปิดเผยข้อมูล
และนี่เป็นการคำนวณแบบน้อยที่สุดด้วยซ้ำ
ถ้าหากให้ภูตสตอเบอร์รีเร่งการเจริญเติบโตของผลไม้แบบไม่หยุดพัก ความเร็วในการเติบโตก็เพิ่มขึ้น ผลผลิตก็เพิ่มขึ้น และรายได้ก็เพิ่มขึ้นตาม…
ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถของภูตสตอเบอร์รียังทำให้พวกพ้องของมันมีผลพิเศษเช่นกัน…นี่ไม่ใช่เรื่องที่แค่จะคูณได้สองสามเท่า
สรุปแล้ว มูลค่าของพืชวิญญาณไม่สามารถประเมินได้
การจะขายออกไปเพื่อแลกกับความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล หรือเก็บไว้เพื่อเป็นเหมืองทองคำที่ไม่มีวันหมดสิ้น…
ถ้าเลือกแบบแรก มันก็เหมือนกับการฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ ซึ่งเป็นการกระทำที่โง่เขลา
ยิ่งไปกว่านั้น สถานะของนักเพาะปลูกก็สูงมากอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงนักเพาะปลูกวิญญาณเลย…แม้แต่ประธานาธิบดีของอวกาศก็ยังสามารถขาดเงินได้ แต่นักเพาะปลูกวิญญาณไม่มีทางขาดเงินอย่างแน่นอน
ความจริงของเรื่องนี้ก็ชัดเจนแล้ว
พืชวิญญาณต้นนี้ถูก ‘ขโมย’ ออกมาขายโดยที่เจ้านายของมันไม่รู้เรื่องอย่างแน่นอน นี่คือเหตุผลที่ซูลั่วบอกว่าพืชวิญญาณมีแหล่งที่มาไม่ถูกต้อง
และมันยังสามารถอธิบายได้ด้วยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงรีบขายมันออกไปแทนที่จะเก็บไว้กับตัวเหมือนไก่ที่ออกไข่ทองคำ
เพราะแหล่งที่มาของพืชวิญญาณไม่ชัดเจน พวกเขาจึงไม่สามารถเก็บไว้กับตัวได้!
แทนที่จะเก็บไว้และต้องคอยกังวลว่าจะถูกจับได้ทุกวัน สู้รีบขายทิ้งให้เร็วที่สุดดีกว่า
ชิงหลงเมื่อสงบลงและคิดตาม ก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติเช่นกัน
‘ไม่แปลกใจเลย…ไม่แปลกใจเลยที่ตอนเที่ยงฉันได้ยินมันร้องขอความช่วยเหลือ…’ มีแต่เมื่อถูกคนไม่ดีจับตัวไปเท่านั้นที่จะร้องขอความช่วยเหลือ ถ้าหากเจ้านายของมันต้องการขายมันจริง ๆ มันก็จะแค่ขอร้องเจ้านายไม่ให้ขายมัน ไม่ใช่ร้องขอความช่วยเหลือ
แม้ว่าจะได้ยินแค่เสียงของซูลั่วแต่ไม่ได้ยินเสียงของชิงหลง แต่ผู้จัดการเจิ้งก็เดาได้ว่าซูลั่วกำลังคุยกับพืชวิญญาณของเธอ
แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เธอได้ยินจากคำคาดเดาของซูลั่วเกี่ยวกับ ‘แหล่งที่มาของพืชวิญญาณที่ไม่ถูกต้อง’
“ถ้าอย่างนั้นสถานประมูลก็รู้เรื่องนี้ด้วยสิ?” ผู้จัดการเจิ้งพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นว่าซูลั่วมองมาที่เธอ เธอก็ไม่ได้รู้สึกเขินอาย แต่ก็พูดความคิดของเธออย่างเรียบง่าย “ก็พิธีกรบอกไม่ใช่เหรอว่าหลังจากรอบเย็นเริ่มต้น ทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน”
ตอนแรกเธอก็ไม่รู้เหตุผล แต่เมื่อเชื่อมโยงกับเรื่องนี้ มันก็เป็นไปได้ว่าทั้งสองเรื่องมีความเกี่ยวข้องกัน
ถ้ามีใครบางคนบังเอิญจำพืชวิญญาณนี้ได้ หรือมีคนออกไปบอกคนอื่นว่าสถานประมูลกำลังประมูลพืชวิญญาณ เรื่องก็จะบานปลายทันที
ซึ่งแน่นอนว่าสถานประมูลไม่ต้องการให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องให้พิธีกรบอกกฎห้ามออกไปล่วงหน้า
ตราบใดที่ของถูกประมูลไปแล้ว และเงินอยู่ในมือแล้ว ก็ไม่สำคัญแล้วว่าจะมีคนรู้หรือไม่ อย่างไรแล้วสถานประมูลก็มีข้ออ้างที่จะปัดความรับผิดชอบเสมอ
ตัวอย่างเช่น พวกเขาสามารถบอกว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องนี้ หรือบอกว่าของถูกขายไปแล้ว ไม่อยู่ในมือพวกเขาแล้ว และยังสามารถใช้กฎการรักษาความลับของลูกค้าเพื่อปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ขายได้…
แผนการที่คิดไว้นี้ช่างเป็นแผนการที่ฉลาดจริง ๆ
“พี่เจิ้งคิดเยอะจริง ๆ ค่ะ” ซูลั่วถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ความรู้สึกหงุดหงิดในใจพลุ่งพล่าน
อย่างไรก็ตาม มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถคิดได้ถึงขั้นนี้
และต่อให้คิดได้ พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ
ถึงแม้จะเป็นของที่ถูกขโมยมาแล้วยังไง? ฉันใช้เงินซื้อมาแล้ว จะให้เอาคืนไปง่าย ๆ เหรอ?
ถึงแม้ว่าเจ้านายของพืชวิญญาณจะเอาพืชวิญญาณคืนไป ผู้ซื้อก็ไม่ได้ขาดทุน เพราะเงินที่ผู้ซื้อจ่ายไปเพื่อซื้อพืชวิญญาณจะต้องเป็นเจ้านายของพืชวิญญาณที่ต้องรับผิดชอบ
เมื่อมองดูแล้ว ตราบใดที่ของถูกขายออกไปแล้ว ผู้ขายและสถานประมูลก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประมูลที่แทบไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงใด ๆ เลย อย่างไรแล้วของก็ไม่ได้เป็นของที่พวกเขาขโมยมา พวกเขาแค่รับผิดชอบการขายเท่านั้น
เจ้านายของพืชวิญญาณก็ไม่มีทางที่จะโทษสถานประมูลได้ เพราะมันเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่ดูแลของให้ดี ปล่อยให้คนอื่นขโมยไปเอง…
แน่นอนว่าถ้ามองจากมุมมองทางศีลธรรม ข้ออ้างเช่นนี้ก็ไม่สามารถเอามาอ้างได้…