- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปปลูกพืชวิเศษในยุคดวงดาว
- บทที่ 40
บทที่ 40
บทที่ 40
บทที่ 40
“นี่คือยาห้ามเลือดประสิทธิภาพสูง ที่มาพร้อมกับฤทธิ์บรรเทาปวดและฟื้นฟู ต่อให้เป็นบาดแผลฉกรรจ์ถึงชีวิต ตราบใดที่คุณมีเวลาฉีดยา ผมรับรองว่าคุณจะไม่มีวันตายในระยะเวลาอันสั้นแน่นอน” นี่คือยาห้ามเลือดที่ฟางอวี่วิจัยขึ้นมาเอง เพราะวัตถุดิบหายาก ดังนั้นในกล่องยาของเขาจึงมีเพียงสามเข็มเท่านั้น
ซูลั่ว: “...ขอบคุณค่ะ” แม้ว่าเธออาจจะไม่ได้ใช้มัน และก็ไม่หวังว่าจะได้ใช้ แต่เธอก็ยังเก็บเข็มฉีดยาไว้
เนื่องจากมูลค่าของเข็มฉีดยานี้ ซูลั่วจึงกลับไปหยิบเมล็ดอีกสองเมล็ดมาให้เขา
ฟางอวี่ยิ้มแล้วรับไว้ และความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อซูลั่วก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
หลังจากที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กันเสร็จ อันหมิงก็หยิบของสองอย่างออกมา
สิ่งหนึ่งคือเถาวัลย์ที่ถูกฉีกจนเสียรูป อีกสิ่งหนึ่งคือเปลือกสีดำที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ซูลั่วเพียงแค่เหลือบมองก็รู้ว่านี่คือเถาวัลย์หนามและเปลือกของผลระเบิด
“ของสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่เหล่านักรบพบตอนที่กำลังทำความสะอาดสนามรบเช่นกัน ไม่ทราบว่าคุณซูรู้จักมันไหม” คำพูดดูเหมือนเป็นการถามว่าเธอรู้จักหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้วก็เกือบจะถามตรง ๆ ว่าเป็นของที่เธอสร้างขึ้นมาหรือเปล่า
ซูลั่วไม่ต้องการยอมรับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงปฏิเสธอย่างดื้อดึงว่า “ไม่รู้จักค่ะ”
สีหน้าของอันหมิงแข็งทื่อ จากนั้นเขาก็พูดเสริมว่า “เถาวัลย์นี้ถูกพบที่บริเวณเท้าของเผ่าแมลงบางตัว ส่วนเปลือกนี้ก็ถูกพบในปากของเผ่าแมลงตัวหนึ่ง เผ่าแมลงเหล่านี้มีคุณสมบัติร่วมกันอย่างหนึ่งคือพวกมันถูกหมอกทับทิมทำให้สลบหรือตายทันที”
ซูลั่ว: แล้วพวกคุณจะถามอะไรอีก? ถามฉันเหรอ? ฉันก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้วสิ!
เธอรับว่าดอกอิ่นถังเป็นของเธอเพราะบริเวณใกล้บ้านของเธอเต็มไปด้วยดอกไม้นี้ และเมื่อวานเธอก็เปิดเผยตัวเองด้วยการนำกลีบดอกไม้ไปให้นักรบดวงดาวเพื่อถอนพิษ... ในสถานการณ์เช่นนี้หากเธอยังปฏิเสธอยู่ ก็เท่ากับว่าเธอคิดว่าคนอื่นโง่แล้ว
แต่เถาวัลย์หนามและผลระเบิดนั้นแตกต่างจากดอกอิ่นถัง ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่พบหลักฐาน เธอจะยอมรับหรือปฏิเสธก็ได้
แต่ถ้าเธอยอมรับ คนเหล่านี้ก็ต้องซักไซร้ต่อไปเกี่ยวกับคุณสมบัติ ที่มา และวิธีการใช้งานของของสองอย่างนี้
ซูลั่วไม่ต้องการตอบคำถามเหล่านี้ เพราะกลัวว่าสุดท้ายจะถูกซักไซ้ไปจนถึงเรื่องพลังพิเศษของเธอ
ดังนั้น แม้ว่าอันหมิงจะใบ้ให้ขนาดนี้แล้ว ซูลั่วก็ยังคงส่ายหน้า “ฉันไม่เคยเห็นจริง ๆ ค่ะ”
อันหมิง: “...ครับ”
พูดตามตรง ท่าทีและสีหน้าอันสงบนิ่งของซูลั่วทำให้พวกเขาสงสัยว่าตัวเองเดาผิดไปหรือเปล่า ของสองอย่างนี้อาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับเธอเลย
แต่ความคิดนี้เกิดขึ้นได้ไม่นาน พวกเขาก็พลันรู้ตัวว่ากำลังถูกอีกฝ่ายทำให้หลงประเด็น
ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าของสองอย่างนี้เป็นของซูลั่ว แต่ก็ถูกพบในบริเวณใกล้บ้านของเธอ
ต้องรู้ไว้ว่าแปลงที่ 1-10 มีเพียงสามครอบครัว หากของสองอย่างนี้ไม่ใช่ของซูลั่ว ก็เป็นไปได้เพียงครอบครัวที่อยู่ใกล้กว่าคือแปลงที่ 5 ซึ่งก็คือครอบครัวของจางฮวา ส่วนแปลงที่ 9 นั้นอยู่ไกลเกินไป
แต่เมื่อวานเพื่อสืบสวนเรื่องนี้ พวกเขาได้สืบสวนผู้คนในบริเวณนี้ไปทั่วแล้ว
จางฮวาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นคนธรรมดา และอาศัยอยู่ที่นี่มาสามปี ประวัติชีวิตของเธอถูกตรวจสอบจนหมดแล้ว
ถ้าครอบครัวของเธอมีความสามารถนี้ อย่างไรก็คงไม่ตกต่ำมาอยู่ที่นี่
ส่วนคนตรงหน้าคนนี้ต่างออกไป เธอเป็นคนไร้สัญชาติ และเพิ่งมาอยู่นี่ได้ไม่ถึงครึ่งเดือน
คนไร้สัญชาติถือเป็นคนที่สืบสวนได้ยากที่สุด เพราะประวัติของพวกเขาก่อนหน้านี้คือความว่างเปล่า ซึ่งความว่างเปล่านั้นหมายถึงทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งหมด
เมื่อเทียบกันแล้ว พวกเขาไม่มีทางยอมแพ้ต่อซูลั่วซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด แล้วหันไปสงสัยคนอื่น
แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าที่มีท่าทีสงบ พวกเขาก็รู้สึกจนปัญญา
การที่รู้ความจริงแต่กลับต้องยอมแพ้เพราะไม่มีหลักฐาน... มันน่าอึดอัดเกินไป
แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อซูลั่วไม่ยอมง่าย ๆ ไม่ว่าจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็ง เธอไม่ยอมพูดเลย และคำพูดของเธอก็ไม่มีช่องโหว่ใด ๆ ที่จะให้พวกเขาจับผิดได้
ซูลั่วก็รู้ว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะอยากรู้ความจริงมากแค่ไหน ก็คงไม่ทำอะไรเธอ ดังนั้นเธอจึงใช้ไม้อ่อนเข้าสู้อย่างสบาย ๆ
ทัศนคติที่ใจเย็นนี้ทำให้ อันหมิงและตู้เทียนสงสัยอีกครั้งว่าพวกเขาเดาผิดไปหรือเปล่า
นอกเหนือจากเนื้อหาในช่วงสิบนาทีแรกที่ยังพอมีสาระ การพูดคุยอีกครึ่งชั่วโมงที่เหลือก็เต็มไปด้วยน้ำท่วมทุ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือ ‘ฟังแล้วเหมือนไม่ได้ฟัง’
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือของคุณซู และขอบคุณสำหรับการมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับเผ่าแมลง” พูดจบ ทั้งสองคนก็จับมือกันอย่างสุภาพ จากนั้นอันหมิงก็พาคนจากไป
ซูลั่วมองพวกเขาขึ้นรถลอยฟ้าผ่านหน้าต่าง จากนั้นก็ปิดประตูให้สนิท แล้วกลับไปที่ห้องนอนเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของเมล็ดโสม และเติมสต็อกผลระเบิดด้วย
ก่อนหน้านี้เธอมีผลระเบิดทั้งหมดห้าสิบลูก ส่วนที่เหลือใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เก็บไว้
ตอนแรกคิดว่าเพียงพอแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าเผ่าแมลงมาถึงเมื่อวานก็ใช้สต็อกของเธอจนหมดเกลี้ยง
หลังจากเรื่องนี้ ซูลั่วก็เข้าใจว่าแค่นี้ยังไม่พอ ดังนั้นเธอจึงนำเมล็ดผลระเบิดทั้งหมดที่เหลืออยู่ใส่ลงไปในอ่างน้ำ และเลี้ยงดูไปพร้อมกับโสม
หลังจากทำเช่นนี้ตลอดบ่าย เธอก็ได้ผลระเบิดมาอีกสามสิบกว่าลูก
ในช่วงเวลานั้น ถังหลิง ลูกชายของจางฮวาก็มาหาด้วย นำเครื่องจักรทำไร่ของเธอมาคืน และยังนำผลไม้ที่เธอไม่เคยเห็นมาให้หนึ่งถุง
ซูลั่วไม่ได้เกรงใจและรับไว้ทั้งหมด
ข่าวการโจมตีของเผ่าแมลงเมื่อวานนี้แพร่กระจายไปทั่วดาวทั้งดวงแล้ว สองพ่อลูกตระกูลถังเมื่อรู้เรื่องก็เป็นห่วงภรรยา (แม่) ของพวกเขา ดังนั้นคนหนึ่งจึงรีบกลับมาทันที ส่วนอีกคนรอจนเสร็จงานตอนบ่ายแล้วก็รีบกลับมาที่เขตเพาะปลูกอย่างไม่หยุดพัก
เมื่อเห็นว่าจางฮวาปลอดภัยดี และบ้านของพวกเขาก็ไม่ได้รับความเสียหาย เพียงแค่พืชผลในไร่นาเสียหายไปบ้าง พวกเขาทั้งคู่ก็อดโล่งใจไม่ได้
“แม่ครับ ไปพักที่เมืองกับพวกเราสักพัก หรือไม่ก็ย้ายไปอยู่กับพวกเราเลยดีกว่า จะได้มีคนดูแลแม่ด้วย” ถังหลิงมีความคิดนี้ตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องเผ่าแมลงแล้ว
แต่ก่อนหน้านี้จางฮวาเคยปฏิเสธไปแล้วครั้งหนึ่งและมีท่าทีที่เด็ดขาดมาก เขาจึงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้พวกเขากลัวจริง ๆ ดังนั้นถังหลิงจึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันจะไปทำอะไรที่เมืองล่ะ ธุรกิจในเมืองมีพวกแกสองคนก็พอแล้ว ฉันอยู่ที่นี่ทำไร่ทุกเดือนพวกแกก็ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารเพิ่มเพื่อส่งมอบ แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ” เขตเพาะปลูกไม่ได้จำกัดอิสรภาพส่วนบุคคล อย่างไรข้อมูลของพวกเขาก็ถูกบันทึกไว้ในทะเบียนแล้ว
ก่อนที่จะใช้หนี้หมด พวกเขาไม่สามารถซื้อตั๋วเรืออวกาศไปยังดาวดวงอื่นได้ ดังนั้นต่อให้พวกเขาอยากหนีก็หนีไปไม่ได้
ตราบใดที่พวกเขาสามารถส่งมอบส่วนแบ่งที่เพียงพอได้ในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะมาจากการเพาะปลูกหรือการซื้อ ก็ไม่เป็นไร
แต่การซื้อย่อมไม่คุ้มค่าเท่าการปลูกเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจของสองพ่อลูกตระกูลถังแค่มีพวกเขาเพียงพอแล้ว จางฮวาไปก็ไม่มีอะไรให้ทำ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สู้เหลืออยู่ที่นี่เพื่อทำไร่ไม่ดีกว่าเหรอ