- หน้าแรก
- ระบบปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 025 ประจักษ์แจ้งขั้นที่เจ็ด กายาพิเศษซัคคิวบัส
บทที่ 025 ประจักษ์แจ้งขั้นที่เจ็ด กายาพิเศษซัคคิวบัส
บทที่ 025 ประจักษ์แจ้งขั้นที่เจ็ด กายาพิเศษซัคคิวบัส
สิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ของเหลววิญญาณในสระวิญญาณก็แห้งขอดจนเห็นก้นสระ
ของเหลววิญญาณที่เหลืออยู่ก็ถูกเหลิ่งเหยียนหรานดูดซับจนหมดสิ้นในอีกครึ่งชั่วยามต่อมา
ถึงตอนนี้ นางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“ฟู่—” หลังจากถอนหายใจยาวๆ ออกมา เหลิ่งเหยียนหรานก็สัมผัสได้ถึงระดับพลังบำเพ็ญเพียรของตนเอง แม้แต่ตัวนางเองก็ยังตกใจ
“ในเวลาสั้นๆ นี้ ข้ากลับทะลวงถึงขอบเขตประจักษ์แจ้งขั้นที่เจ็ด!?”
“แต่ใช้ของเหลววิญญาณไปทั้งสระขนาดนี้ ดูเหมือนการทะลวงผ่านห้าขอบเขตก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร...”
หลังจากตกใจในใจแล้ว มองดูสระวิญญาณที่ว่างเปล่าในตอนนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หารู้ไม่ว่า หากไม่ใช่เพราะเคล็ดวิชามารสวรรค์บรรพกาลที่นางฝึกฝนนั้นสิ้นเปลืองพลังมากเกินไป หากเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับสวรรค์ ของเหลววิญญาณในสระนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาทะลวงจากขอบเขตประจักษ์แจ้งขั้นที่สอง ไปสู่ขอบเขตหวนคืนสู่สุญญตาได้แล้ว!
อย่างไรก็ตาม มันคือเคล็ดวิชาระดับหงเหมิง พลังที่แข็งแกร่งย่อมมาพร้อมกับการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมหาศาล!
จากนั้นนางก็มองไปที่สระวิญญาณที่ว่างเปล่าในตอนนี้ ของเหลววิญญาณล้ำค่าแต่เดิมไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ใช้ของเหลววิญญาณล้ำค่าของท่านอาจารย์ไปมากมายขนาดนี้อีกแล้ว บุญคุณนี้เกรงว่าจะไม่มีวันทดแทนได้หมด”
“ต่อจากนี้ไป ชีวิตของเหยียนหรานเป็นของท่านอาจารย์ หากท่านอาจารย์ต้องการ ก็สามารถทำทุกอย่างเพื่อท่านอาจารย์ได้ทุกเมื่อ!”
เหยียนหรานตั้งปณิธานในใจ แต่ตอนนี้เมื่อการฝึกฝนสิ้นสุดลงแล้ว ก็ไม่มีเวลามานั่งเหม่อลอยอยู่ที่นี่ นางลุกขึ้นเตรียมจะสวมเสื้อผ้า ไปคารวะท่านอาจารย์ เพื่อแจ้งผลการทะลวงผ่านในครั้งนี้ให้ท่านอาจารย์ทราบ
แต่พอลุกขึ้นยืน เหยียนหรานก็เผลอเสยผมที่ยาวสลวยของนาง แล้วก็ชะงักไป
“อ๊า!!?” เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ เหยียนหรานราวกับตกใจสุดขีด
และในตอนนี้ เฉินเต้าเสวียนที่กำลังนอนหลับอยู่ ได้ยินเสียงกรีดร้องของศิษย์ เขายังไม่ทันลืมตา ก็รีบใช้ความคิดเคลื่อนไหว ปรากฏตัวขึ้นในห้องโถงใหญ่ของบ่อน้ำพุร้อนในทันที!
“เป็นอะไรไป เป็นอะไรไป?”
“เกิดอะไรขึ้น... กัน?”
เฉินเต้าเสวียนเพิ่งจะปรากฏตัว ก็เอ่ยถามขึ้นมา แต่ยังไม่ทันพูดจบ ก็ต้องอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นตรงหน้า
เห็นเพียงเหยียนหรานเปลือยกาย สองมือจับอยู่ที่ศีรษะ โอ้ ไม่ใช่สิ ที่เขาที่งอกออกมาสองข้างบนศีรษะ!
เมื่อครู่นี้นางกำลังเสยผมอยู่ ก็สัมผัสได้ถึงเขาที่งอกขึ้นมาบนหัวโดยไม่รู้ตัว ทำให้นางตกใจจนกรีดร้องออกมา
ทั้งสองสบตากัน บรรยากาศเงียบงันไปครู่หนึ่ง
“อ๊า!!!”
“ท่านอาจารย์ ท่านเข้ามาได้อย่างไรกัน?”
เหลิ่งเหยียนหรานถูกสายตาของท่านอาจารย์จ้องมองจนตัวแข็งไปครู่หนึ่ง แล้วก็ร้องอุทานออกมาอีกครั้ง ทั้งตัวกลายเป็นสีแดงระเรื่อราวกับกุ้งต้มสุก เพราะความเขินอายอย่างมากจนร้อนรุ่มไปหมด
“เอ่อ แค่กๆ อาจารย์ได้ยินเจ้ากรีดร้อง นึกว่ามีอันตรายอะไร”
“เอ่อ... ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยออกมาคุยกัน”
เฉินเต้าเสวียนทำได้เพียงกระแอมคอ แสร้งทำเป็นใจเย็น แล้วก็อดไม่ได้ที่จะมองอีกครั้ง ก่อนจะหายตัวไปจากห้องโถงใหญ่
นั่งอยู่ในศาลาเล็ก ก็เช็ดเลือดกำเดาอย่างไม่น่าให้อภัยอีกครั้ง
“เฮ้อ ชาแห่งการตรัสรู้ทำร้อนในเกินไปแล้ว ร้อนในจริงๆ...”
ต้นชาแห่งการตรัสรู้ที่ได้ยินคำพูดนี้ ก็ทำได้เพียงส่ายไปมาอย่างน้อยใจ แสดงว่าตนเองไม่ได้ทำให้ร้อนในเลย คนที่ร้อนในคือศิษย์พี่ใหญ่ของท่านต่างหาก!
ในห้องโถงใหญ่ หลังจากเฉินเต้าเสวียนจากไป เหลิ่งเหยียนหรานใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหายตกใจ
แต่ตั้งแต่คอไปจนถึงใบหู ก็ยังคงแดงและร้อนผ่าวเพราะเลือดสูบฉีด
“ถูกท่านอาจารย์เห็น ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรไม่เหมาะสม”
“อีกอย่าง ท่านอาจารย์ก็เพราะเป็นห่วงข้า ถึงได้บุกเข้ามาอย่างกะทันหัน”
“และสายตาของท่านอาจารย์... ก็ไม่ได้ทำให้ข้ารังเกียจ กลับกัน... มีบางอย่าง...”
เหลิ่งเหยียนหรานคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ก็รู้สึกละอายใจจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ไม่มีหน้าไปพบท่านอาจารย์อีกแล้ว
แม้ว่านางจะมีกระดูกเสน่ห์โดยกำเนิด เป็นที่หมายปองของผู้ชายนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยมีใครได้เห็นร่างกายของนาง
ในที่สุด เหลิ่งเหยียนหรานก็ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะแต่งตัวเสร็จอย่างเขินอาย นำขวดหยกกลับไปวางไว้ที่เดิมอย่างระมัดระวัง แล้วจึงออกจากห้องโถงใหญ่
ราวกับเด็กที่ทำผิด เหลิ่งเหยียนหรานก้มหน้าเดินมาข้างศาลาพักผ่อน
กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า: “ศิษย์คารวะท่านอาจารย์”
บรรยากาศชั่วขณะหนึ่งดูแปลกๆ ทั้งสองคนต่างก็นึกถึงภาพเมื่อครู่ในหัวโดยไม่ได้นัดหมาย
“อืม... การฝึกฝนครั้งนี้มีข้อสงสัยอะไรหรือไม่?”
เฉินเต้าเสวียนคิดหัวข้อขึ้นมาส่งๆ แล้วเอ่ยถาม
“เรียนท่านอาจารย์ การฝึกฝนครั้งนี้ของศิษย์ล้วนอยู่ในสภาวะแห่งการตรัสรู้ จิตใจแจ่มใส ไม่มีข้อสงสัยใดๆ”
“เพียงแต่ใช้ของเหลววิญญาณไปทั้งสระขนาดนั้น แต่กลับทะลวงผ่านได้เพียงห้าขอบเขตย่อย ศิษย์รู้สึกละอายใจ”
เมื่อได้ยินคำพูดของท่านอาจารย์ เหลิ่งเหยียนหรานก็รีบตอบกลับ
“ไม่ต้องถ่อมตน เคล็ดวิชาที่อาจารย์มอบให้เจ้าเป็นระดับหงเหมิง แม้จะช่วยเสริมพลังได้อย่างมหาศาล แต่ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการฝึกฝนก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเช่นกัน”
“ห้าขอบเขต ถือว่าไม่เลวแล้ว”
เฉินเต้าเสวียนพยักหน้าปลอบใจ จากการแจ้งเตือนของระบบ เขาก็รู้เรื่องการทะลวงผ่านของเหลิ่งเหยียนหรานมานานแล้ว
ศิษย์ทะลวงผ่านห้าขอบเขตย่อย ทำให้เขาได้รับตบะห้าร้อยปีและแต้มระบบห้าร้อยแต้ม
ตบะถูกเสริมพลังโดยอัตโนมัติ ตอนนี้เขาจึงมีขอบเขตรวมปราณขั้นที่แปดแล้ว
“เป็นเช่นนี้นี่เอง ศิษย์เข้าใจแล้ว”
“เพียงแต่ว่าทำไมบนหัวของศิษย์ถึงมีเขางอกออกมาสองข้าง...”
เหลิ่งเหยียนหรานพลันเข้าใจ แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ลูบหัวแล้วถาม
“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล นี่เป็นเพียงเคล็ดวิชามารสวรรค์บรรพกาล ที่กระตุ้นศักยภาพและยกระดับกายาของเจ้า”
“เจ้ามีกระดูกเสน่ห์โดยกำเนิด หากฝึกฝนต่อไป ก็สามารถเดินในเส้นทางของกายามารสวรรค์เจ้าเสน่ห์ได้ ศักยภาพไร้ขีดจำกัด”
“หากเจ้าคิดว่าเขาทั้งสองข้างนี้ไม่เหมาะสม อาจารย์จะหาวิธีซ่อนมันไว้”
เฉินเต้าเสวียนมองขึ้นๆ ลงๆ กลับรู้สึกว่าเขาทั้งสองข้างที่งอกขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้เข้ากับอารมณ์ของเหลิ่งเหยียนหรานอย่างยิ่ง นี่สิถึงจะเป็นซัคคิวบัสที่แท้จริง!
จากนั้นเขาก็คิดในใจ แล้วดูข้อมูลของเหลิ่งเหยียนหรานในตอนนี้
【ศิษย์พี่ใหญ่: เหลิ่งเหยียนหราน】
【เผ่าพันธุ์: เผ่าปีศาจ】
【กายาพิเศษ: กายามารสวรรค์เจ้าเสน่ห์ (ขี่นต้น)】
【เคล็ดวิชาที่ฝึกฝน: เคล็ดวิชามารสวรรค์บรรพกาล (บทที่หนึ่ง)】
【พรสวรรค์: ระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด】
【ขอบเขต: ประจักษ์แจ้งขั้นที่เจ็ด】
พรสวรรค์ระดับศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาแต่เดิม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเคล็ดวิชาและโอสถชำระไขกระดูก ก็ได้บรรลุถึงระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดแล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะสามารถก้าวไปอีกขั้นได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีช่องกายาพิเศษเพิ่มขึ้นมา ซึ่งบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของกายาของเหลิ่งเหยียนหรานในปัจจุบัน
“ซัคคิวบัสหรือ?”
“ท่านอาจารย์คิดว่าเขาของศิษย์สวยหรือไม่?”
“หากท่านอาจารย์ไม่ชอบ ก็จะซ่อนมันไว้ หากท่านอาจารย์ชอบ ศิษย์ก็จะเก็บไว้...”
เหลิ่งเหยียนหรานหน้าแดงก้มหน้า สองนิ้วแตะกันไปมาเบาๆ แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา
“อืม... เก็บไว้เถอะ อาจารย์ว่าแบบนี้ก็เหมาะกับเจ้าดี”