- หน้าแรก
- คุณชายนักสืบพลิกคดีสะท้านโลก
- บทที่ 15 - คนตายก็พูดได้!
บทที่ 15 - คนตายก็พูดได้!
บทที่ 15 - คนตายก็พูดได้!
เซียวต้าเจียงตายแล้ว!
นี่เป็นเรื่องที่เย่หยางไม่คาดคิดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อน หรือคดีที่ลูกชายของหลี่หมิงป๋อถูกลิฟต์ฆ่า เซียวต้าเจียงให้ความรู้สึกกับเย่หยางมาตลอดว่าเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญ ในสองคดีนี้ เซียวต้าเจียงล้วนเคยให้ปากคำ!
เย่หยางไม่เสียเวลา เขารีบไปที่คอมพิวเตอร์ ให้เจ้าหน้าที่ดึงข้อมูลของเซียวต้าเจียงออกมา ข้อมูลระบุชัดเจนว่านี่คือเซียวต้าเจียงคนที่เย่หยางกำลังตามหาอยู่ แต่ในวันที่ 4 ตุลาคมปี 2007 เขาก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์! คนขับรถที่ก่อเหตุถูกจับได้ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา แต่หลังจากถูกจับได้ไม่นานก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในคุก!
หลังจากเย่หยางดูเอกสารทั้งหมดจบ เขาก็หรี่ตาลงแล้วพูดว่า “นี่มันจ้างวานฆ่าชัดๆ!”
ซูหว่านหรงในฐานะแพทย์นิติเวชที่ทำงานมานานกว่ายี่สิบปี จากความผิดปกติมากมายก็สามารถสัมผัสได้ว่า การตายของเซียวต้าเจียงไม่ธรรมดาจริงๆ จางอวี้หวนเสียชีวิตในวันที่ 29 กันยายน เซียวต้าเจียงเสียชีวิตในวันที่ 4 ตุลาคม ห่างกันเพียงไม่กี่วัน และคนที่ขับรถชนเขาจนเสียชีวิตกลับเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งพอดี เรื่องนี้อยากจะไม่ให้สงสัยก็คงเป็นไปไม่ได้
“ดูเหมือนว่าคดีฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อนจะไม่ได้มีผู้เสียชีวิตแค่เก้าคน แต่เป็นสิบคน!” น้ำเสียงของซูหว่านหรงต่ำลงอย่างมาก
เย่หยางปล่อยมือจากเมาส์ ยิ้มแล้วพูดว่า “มืดแล้ว คดีเอาไว้ก่อนเถอะครับ เรากลับบ้านไปทานข้าวกัน”
ซูหว่านหรงยกมือขึ้นดูนาฬิกา ตบหน้าผากตัวเอง “ใช่แล้ว เผลอแป๊บเดียวก็สองทุ่มกว่าแล้ว แม่หิวจนชินแล้ว แต่ลูกยังหนุ่มยังแน่นจะกินข้าวไม่เป็นเวลาบ่อยๆ ไม่ได้นะ” พอพูดถึงเรื่องทานข้าว ซูหว่านหรงก็ใส่ใจเป็นพิเศษ
เธอดึงมือเย่หยางจากไป ขึ้นรถกลับคฤหาสน์ตระกูลเย่อย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้บ้านตระกูลเย่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เย่เจิ้งปังกำลังนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟา แต่บนโซฟากลับมีชายหญิงชราสองคนอยู่ด้วย นั่นคือคุณปู่คุณย่าของเย่หยาง และยังเป็นผู้สร้างรากฐานอันยิ่งใหญ่ของตระกูลเย่...เย่กั๋วเหลียง และ เซวียอวี้จู
ผู้เฒ่าทั้งสองคน เย่กั๋วเหลียงมีสีหน้าเคร่งขรึมดูน่าเกรงขาม ส่วนเซวียอวี้จูนั้นดูสง่างาม แต่ดวงตากลับแฝงไปด้วยความลุ่มลึกราวกับมองทะลุปรุโปร่งโลกหล้า ในเมืองหลวงเคยมีคนวิจารณ์ตระกูลเย่ไว้ว่า นอกจากคุณชายตระกูลเย่แล้ว ทั้งตระกูลไม่ว่าชายหรือหญิงล้วนเป็นพยัคฆ์ร้ายในวงการทหารและตำรวจ แม้แต่คุณย่าเซวียอวี้จูที่ดูใจดีมีเมตตา ก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนคดีอาญาที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ ถึงแม้ตอนนี้จะเกษียณแล้ว แต่ไม่มีใครลืมว่าเธอเคยเดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อจับกุมหัวหน้าแก๊งมาเฟียอันดับหนึ่งของประเทศในขณะนั้นที่เรียกกันว่า "นายท่านเฉียว"!
ในตอนนี้เย่หยางเดินเข้าบ้านมาเห็นผู้เฒ่าทั้งสองคนอยู่ด้วย ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง “คุณปู่คุณย่าครับ พวกท่านกลับมากันได้ยังไงครับ”
เซวียอวี้จูเป็นคนที่รักเย่หยางมากที่สุดในบ้าน ดังนั้นเมื่อเห็นหลานชายสุดที่รัก ก็ดีใจเป็นอย่างมาก เธอลุกขึ้นมาจับมือเย่หยางไว้แน่น แล้วมองดูท้องฟ้าที่มืดมิดข้างนอก สายตาก็พลันจ้องไปที่เย่เจิ้งปังแล้วถามว่า “แกกินข้าวแล้วเหรอ?”
เย่เจิ้งปังตกตะลึง “แม่ครับ เราเพิ่งจะกินด้วยกันเมื่อกี้นี้ไม่ใช่เหรอครับ?”
“แกยังมีหน้ามากินข้าวอีกเหรอ? ลูกชายวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกเพื่อแก แต่แกกลับมานั่งกินของอร่อยๆ อยู่ที่บ้าน นี่มันใช่ท่าทีของคนเป็นพ่อเหรอ?” เซวียอวี้จูตำหนิอย่างโมโห
สีหน้าของเย่เจิ้งปังแทบจะกลายเป็นมะระขี้นก เขาคิดในใจว่าเมื่อกี้ท่านแม่ก็ทานอย่างเอร็ดอร่อยไม่ใช่เหรอ? แต่คำพูดแบบนี้เขาไม่กล้าพูดออกมา ได้แต่ยอมรับผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คุณย่าฮึ่มเสียงหนึ่ง ตะโกนบอกแม่ครัว “ป้าหวัง ทำกับข้าวใหม่สองอย่าง อย่าให้หลานชายสุดที่รักกับสะใภ้ดีๆ ของฉันต้องหิว”
เย่หยางและซูหว่านหรงรู้สึกเขินอายอย่างมาก รอจนแม่ครัวทำอาหารเสร็จ หลังจากเย่หยางทานข้าวเสร็จ คุณปู่เย่กั๋วเหลียงก็ถอดแว่นลงแล้วถามว่า “เย่หยาง ได้ยินว่าวันนี้แกไปตามแม่แกสืบคดีอยู่ข้างนอกทั้งวันเลยเหรอ?”
“ครับ วันนี้ได้อะไรมาเยอะเลย” เย่หยางยิ้มตอบ
เย่เจิ้งปังได้ฟังก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที “ยังไง คดีฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อนมีเบาะแสแล้วเหรอ?”
เพิ่งจะพูดจบ คุณย่าก็ตบไปที่หลังศีรษะของเย่เจิ้งปังทีหนึ่ง ตำหนิว่า “แกยังมีหน้ามาถามถึงคดีนั้นอีกเหรอ? ปีนั้นถ้าไม่ใช่เพราะฉันกับพ่อแก แกจะยังนั่งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันได้อย่างสบายๆ เหรอ?”
“แม่ครับ ท่านจะมีหลานแล้วทิ้งลูกไม่ได้นะครับ ผมเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านนะ?” เย่เจิ้งปังพูดไม่ออกจริงๆ
“นั่นก็เพราะหลานชายสุดที่รักของฉันเก่งกว่าแก แกน่ะฉันมองมาสี่สิบกว่าปี เบื่อแล้ว” คุณย่าพูดพลางปอกส้มให้เย่หยาง
เย่หยางกินส้มไปพลางยิ้มไปพลาง “คดีฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อนที่คลี่คลายไม่ได้ สาเหตุใหญ่ก็มาจากการละเลยและความประมาทของเจ้าหน้าที่สืบสวนครับ”
“ใช่แล้ว สรุปแล้วสาเหตุใหญ่ที่สุดก็อยู่ที่ตัวเย่เจิ้งปังเอง” ซูหว่านหรงก็พูดเสริมขึ้นมา
เย่เจิ้งปังขมวดคิ้ว “ทุกขั้นตอนในปีนั้นฉันแทบจะระมัดระวังที่สุดแล้ว จะมีการละเลยได้อย่างไร?”
“ห้างสรรพสินค้าทองคำคุณไม่ได้ตรวจสอบ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียชีวิตก็ไม่ใช่ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างที่คุณพูด ผู้เสียชีวิตหลี่อวี้หลิงมีบัตรของขวัญของห้างทองคำ ผู้เสียชีวิตจางอวี้หวนเป็นพนักงานขายของห้างทองคำ และหลังจากจางอวี้หวนเสียชีวิตไม่นาน หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของห้างทองคำก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างน่าสงสัย ก่อนหน้านั้นลูกชายของหลี่หมิงป๋อ ผู้จัดการห้างก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลิฟต์”
“ห้างสรรพสินค้าทองคำที่สำคัญที่สุด กลับถูกเจ้าหน้าที่สืบสวนในตอนนั้นละเลยไปโดยสิ้นเชิง ถึงได้ทำให้ฆาตกรตัวจริงลอยนวลมาสิบปี และตระกูลเรา ก็ต้องแบกรับคำครหามาสิบปี!”
สีหน้าของเย่เจิ้งปังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ดวงตาจ้องมองเย่หยางอย่างไม่วางตา
เย่กั๋วเหลียงและเซวียอวี้จูก็เช่นกัน แต่ที่แตกต่างคือ หลังจากคุณย่าพิจารณาเย่หยางอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบปากกาขึ้นมาเขียนเรียบเรียงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว ไม่นานเธอก็เขียนชื่อคนสุดท้ายออกมา – หลี่หมิงป๋อ!
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาคือผู้ต้องสงสัยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด!” เซวียอวี้จูวางปากกาในมือลง เย่หยางมองแล้วก็ยกนิ้วโป้งให้
“คุณย่าครับ ท่านยังเก่งเหมือนเดิมเลย แค่ผมพูดไปเท่านี้ท่านก็เดาได้เหมือนกับผมแล้ว”
ใบหน้าของเซวียอวี้จูไม่มีรอยยิ้มใดๆ กลับดูเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “ถึงแม้ว่าเราจะเดาว่าเป็นหลี่หมิงป๋อ แต่หลักฐานล่ะ? สิบปีแล้วนะ หลักฐานน่าจะถูกทำลายไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ครับ... เซียวต้าเจียงหรือจางอวี้หวนน่าจะบอกเราได้ว่าหลักฐานอยู่ที่ไหน”
“เซียวต้าเจียงหรือจางอวี้หวน? พวกเขาไม่ได้ตายไปแล้วเหรอ?”
มุมปากของเย่หยางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “มีคนเคยพูดไว้ว่า... คนตายก็พูดได้!”
[จบตอน]