เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 29: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลยจริงๆ - 3 (ส่วนที่ 1)

Chapter 29: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลยจริงๆ - 3 (ส่วนที่ 1)

Chapter 29: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลยจริงๆ - 3 (ส่วนที่ 1)


เคานต์แวมไพร์ฉีกกระชากศพที่นอนกองอยู่บนโล่และกินมันลงไป มันกินแขนขวาเน่าอย่างเสียงดังก้อง

เขากำลังเพลิดเพลินกับรสชาติอันแสนโอชะในปากของเขา ร่างกายอันใหญ่โตของเขาสั่นไปมาเล็กน้อย ซอมบี้แบกเกี้ยวจากด้านล่าง พวกมันต่างพบว่ามันเป็นเรื่องที่จะหาสมดุลได้ เคานต์แวมไพร์เดาะลิ้นและหลือบตามองกลับไปยังปราสาทโรเนีย

-อ๊า อ๊า!! ฉันรู้สึกได้แล้ว

เคานต์สามารถที่จะสัมผัสได้ถึงสัญญาณของสิ่งมีชีวิต

เนื้อสดๆที่มันไม่ได้ลิ้มรสมากว่าห้าสิบปีกำลังรอคอยให้มันไขว่คว้า มันจะมีผู้คนมากมายเท่าใดกันที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังกำแพงนั่นอย่างหวาดกลัว? คนหลายร้อย? หลายพัน? บางทีอาจจะหลายหมื่น?

มันคงจะสดชื่นแค่ไหนกับการที่มีเนื้อและเลือดสดๆในปากของมัน?

กองกำลังของมันจะแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน หลังจากที่มนุษย์พวกนั้นถูกสังหารและเปลี่ยนกลายเป็นทหารอันเดท?

สัตว์ประหลาดตัวนี้ได้รอคอยโอกาสนี้มากว่าห้าสิบปี มันเริ่มต้นมาจากซอมบี้ธรรมดาทั่วไป ที่เดินไปมาโดยใช้สัญชาตญาณ หลังจากนั้นมันก็พัฒนากลายเป็นกูล ก่อนที่จะเปลี่ยนร่างไปเป็นดูลลาฮานและสุดท้ายก็เป็นลอร์ดซอมบี้ และในที่สุดมันก็กลายเป็นแวมไพร์จนได้

มันกลายเป็นตัวตนที่สามารถที่จะ ‘คิด’ และสามารถที่จะ ‘ตัดสิน’ ได้ด้วยตัวเอง

แวมไพร์เคานต์มันรอเวลานี้มานานแค่ไหนกัน?

มันมีพลังอำนาจมากพอที่จะสั่งการกองทัพอันเดทได้แล้ว รวมทั้งสามารถที่จะมีกักเก็บพลังมารจำนวนมากได้อีกด้วย

การแบ่งชนชั้นของแวมไพร์นั้นวัดจากระดับของพลังมารที่พวกมันมี ถึงแม้ว่าสัตว์ประหลาดเหล่านี้จะได้รับการยอมรับโดยแวมไพร์ตัวอื่นและมันยังไม่ได้รับระดับ มันยังรู้สึกมีความมั่นใจในการโอ้อวดพลังของมันเหมือนกับแวมไพร์เคานต์ทำ

‘เคานต์? ข้าสูงกว่าระดับเคานต์นี้เสียอีก’

ดูกองทัพที่ยิ่งใหญ่นี้สิ! แม้แต่แวมไพร์ที่มีระดับมาร์ควิสยังไม่สามารถที่จะมีกองทัพอันเดทกว่าสองหมื่นตัว!

‘ถูกแล้ว ข้ามันไม่ใช่เคานต์ ข้ามันมากพอที่จะเป็นลอร์ดแวมไพร์ ไม่สิ เป็นราชาแวมไพร์แล้ว!’

เคานต์แวมไพร์ลูบที่สร้อยคอของมันที่ใส่อยู่รอบคอ มันเป็นกองภูเขากะโหลกแพะ ซึ่งมันใหญ่ยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก

‘นี่คือ หัวกะโหลกของราชาเนโครแมนเซอร์ เอม่อน!’

มันเป็นสิ่งของที่มันทำให้เปลี่ยนกลายเป็นเคานต์แวมไพร์ได้ ซอมบี้ธรรมดาทั่วไปมันไม่มีทางที่จะไปเป็นแวมไพร์ได้ แม้ว่าจะรวบรวมพลังมารกว่าหนึ่งร้อยปีและหัวกะโหลกของมันก็ได้ทำหน้าที่นี้มากว่าหลายสิบปี

มันได้ช่วยสัตว์ประหลาดตัวนี้มาหลายต่อหลายสิ่ง อย่างเช่นการรวบรวมพลังมาร รักษาร่างกายของสิ่งมีชีวิตและทำให้มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม เพียงเวลาไม่นาน มันก็สามารถที่จะก้าวข้ามเคานต์และก้าวเข้าสู่การกลายเป็นราชาแวมไพร์ และในช่วงเวลานี้คือก้าวแรกของมันที่ไปสู่เส้นทางของราชา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มันเตรียมตัวอย่างขยันขันแข็งกว่าหลายสิบปี

-ข้าคือราชา เป็นผู้สืบทอดความปรารถนาของพระเจ้าแห่งความตาย ยูได!

เคานต์แวมไพร์อ้าแขนออกกว้างอย่างองอาจและระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ดวงตาของมันส่องแสงสว่างออกมาจากในกระโหลกของราชาเนโครแมนเซอร์เอม่อน

พลังมารแพร่กระจายไปทั่วทุกแห่ง อันเดทสัมผัสได้ถึงออร่าแห่งความตาย พวกมันเงยหน้าขึ้น ในขณะที่ส่งเสียงออกมา

-โอ้ อันเดทของฉัน

เคานต์แวมไพร์ใช้นิ้วที่อ้วนหนาของมันชี้ไปที่ปราสาทโรเนีย

-ไปกำจัดมันซะ...

สัตว์ประหลาดฉีกยิ้มและคำรามออกมา

-พวกมันจะต้องได้รับบดทดสอบของชีวิต!

ทันทีที่คำพูดนี้ออกไปจากปาก อันเดททั้งหมดต่างออกเดินทางพร้อมกัน

กองทัพต่างกรีดร้องออกมาและพวกมันต่างมุ่งหน้าไปยังโรเนีย

**

(มุมมองของอัลเลน)

มันเป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ฉันถูกขังไว้อยู่ที่นี่

ฉันน่าจะถูกปล่อยตัวได้แล้วและด้วยเหตุผลบางอย่าง มันไม่มีใครเดินมาปล่อยฉันออกไป มันเกิดอะไรขึ้น? อย่างน้อย ชาร์ลอตต์ก็น่าจะส่งอาหารเช้ามาให้ฉันได้แล้ว

ฉันจับไปที่กรงเหล็กและเหลือบตามองออกไปด้านนอก “โอ้ย มีใครอยู่ตรงนั้นไหม? อย่างน้อยก็ให้อาหารฉันกินหน่อย! ฉันโคตรหิวเลย!”

ฉันก็ได้ยินเสียงวุ่นวายด้านนอก

“เร็วเข้า เร็วเข้า...”

เจ้าเมือง รวมทั้งทหารของเขาต่างเดินมาทางฉันอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าเขาจะยังเพลิดเพลินไปกับร่างกายที่บึกบึนและหนวดที่มีสไตล์แบบนั้น สีหน้าของเขาซีดขาวอย่างมาก รวมทั้งคนคุ้มกั้นของเขาด้วย

พวกเขาต่างวิ่งมาทางห้องขังเหมือนกับว่าพวกเขากำลังถูกไล่ล่าโดยอะไรบางอย่าง หนึ่งในทหารรีบพยายามเปิดประตูของห้องกรงขังด้วยมือที่สั่นสะท้าน

“แม่งเอ้ย! ทำไมมันถึงไม่เปิดกัน??”

ทหารที่กระวนกระวายใจตะโกนออกมาเสียงดังก้อง

เขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเจ้าเมืองและเจ้าชายอยู่ใกล้กับเขา

“อะไรนะ? มันเกิดอะไรขึ้นแล้วเหรอ?”

คำถามของฉันทำให้เจ้าเมืองตัวสั่นสะท้าน เขารีบปาดเหงื่ออันเย็นยะเยียบและตอบกลับ “ผม-มันไม่ได้มากอะไรเท่าไหร่ครับ เจ้าชาย ฮ่าๆๆๆ!”

มันไม่ได้มากเท่าไหร่? ทำไมเจ้าถึงเหงื่อตกขนาดนั้นกัน ทั้งๆที่มันเย็นขนาดนี้? อีกอย่างหนึ่งฉันยังเห็นว่าตาของเขาสั่นเครือไปด้วยความกังวลด้วยเช่นกัน

ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยและตรวจสอบชื่อของเจ้าเมืองผ่าน [เนตรจิต]

[ชื่อ : เจนาล ริปปังค์ (วิสเคานต์)]

อายุ : 43

ความสามารถพิเศษ : ปลอบโยน สกิลสื่อสาร เมตตา]

บ้าอะไรกันวะเนี่ย? ไม่ใช่ว่าเขาถูกลดยศมาที่นี่ เนื่องจากว่าเขาหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีของศาลกัน? ถ้าเขาทำมันแบบนั้น แล้วสถานที่เป็นพระแบบนั้นคืออะไร?

เจ้าเมือง เจนาลตบลงไปที่ไหล่ของทหารที่กระวนกระวายใจ “ใจ...ใจเย็นก่อนนะ พ่อหนุ่ม”

“ท่าน? ครับ....แน่นอน”

ทหารยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนที่จะปลดล็อคประตูห้องขัง เขาน่าจะพบว่าเจ้าเมืองกำลังทำให้เขาใจเย็นลง ในขณะที่กลัวมากยิ่งกว่าเดิม ซึ่งมันดูน่าสงสารอย่างมาก

ในเวลาเดียวกัน เจ้าเมืองฝืนยิ้มและพูดออกมา “พวกเรา....พวกเรามาปกป้องท่าน เจ้าชาย ได้โปรดไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

ในขณะที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้ว ฉันก็ออกมาจากห้องขังและมุ่งตรงไปยังจัตุรัสกลางพร้อมกับพวกเขา ฉันมองเห็นคนนับร้อยเคลื่อนที่ไปที่ไหนบางแห่ง ภายใต้การดูแลของทหาร

ฉันสับสนกับบรรยากาศของปราสาท

เจนาลออกคำสั่งกับทหาร “ไปบอกท่านฮาร์แมนว่าฉันได้ดูแลเจ้าชายแล้ว”

“ครับท่าน!”

“ครับท่าน!”

เจ้าชายน่าจะเป็นทหารจริงและไม่ใช่นักโทษ ตัดสินจากวิธีที่เขาปฏิบัติตัวของเขากับเจ้าเมือง หลังจากทำแบบนั้น ทหารก็รีบวิ่งออกไป

“เจ้าชาย พวกเรากันไปได้ยังครับ? ได้โปรดอนุญาตให้ผมพาคุณไปยังที่ปลอดภัย”

“....เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ฉันแสกนพื้นที่โดยรอบ

ทหารต่างเดินกันอย่างวุ่นวายกันบนถนน มีพวกเขาบางคนกำลังอพยพพลเมือง ในขณะที่บางคนต่างสวมชุดออกรบอย่างเต็มรูปแบบ และวิ่งออกไปในอีกทิศทางหนึ่ง

“....มันเป็นเพราะคลื่นแห่งความตายครับ ท่านฝ่าบาท”

ฝ่าบาท?

อ๊า ใช่แล้ว มันเกือบจะวันที่ 25แล้ว

มันยิ่งทำให้อันเดทต่างเกรี้ยวกราดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

“ฉันคิดว่ามันไม่ได้สำคัญมากเท่าไหร่หนิ? ข้อมูลที่บอกมาคือนั้นคืออย่างมากที่สุด พวกเราจะต้องสู้กับอันเดทสามหรือสี่พันตัว?”

นอกจากนี้แล้วเหล่ามอนสเตอร์พวกนี้ก็ไม่ได้มีอุปกรณ์เอาไว้บุกทำลายปราสาทและพึ่งพาแต่สัญชาตญาณดิบของพวกมันเท่านั้น ตราบเท่าที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังกำแพง มันก็ไม่น่าจะอันตรายอะไร

แน่นอนแหละว่าเจ้าสัตว์ประหลาดพวกนี้จะพุ่งชนเข้าใส่กำแพงและนักโทษที่ไม่ได้ฝึกฝนมามากมายเท่าใดก็เพียงพอแล้วที่จะหยุดพวกมัน

โชคร้ายสำหรับฉันที่วิสเคานต์เจนาลถอนหายใจออกมาอย่างหดหู่ เขาตอบกลับออกมาและทำลายความคิดอันใสซื่อของฉันไป “สถานการณ์นี้มันแตกต่างไปจากครั้งอื่นครับ ฝ่าบาท ภัยพิบัตินี้มันใหญ่หลวงกว่าแต่ก่อนมาก”

“...โอเค เอาละมันมีมากเท่าใดกัน?”

“มันมีมากกว่าสองหมื่นตัวครับ?”

“ในหนึ่งสัปดาห์?”

“...ไม่ละครับ นี่คือจำนวนของมันที่ปรากฏตัวขึ้นวันนี้ ฝ่าบาท พวกมันทั้งหมดต่างเคลื่อนไหวพร้อมกันในวันนี้”

ฉันพูดไม่ออกทันทีหลังจากที่ได้ยินมัน นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย? ไม่ใช่ว่ามันจะปลอดภัยดีแล้วงั้นเหรอ? ถ้าซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงปราสาท?

“ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม พวกเราจะออกไปพร้อมกัน ฝ่าบาท ถึงแม้ว่ามันจะดูไม่เหมือนเช่นนั้น แต่ผมคิดว่าพวกมันสามารถที่จะบุกปราสาทนี้ได้ ดังนั้นผมต้องการคุ้มกันตัวท่านออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อนที่จะ...”

“ท่านครับ!”

อัศวินคนหนึ่งรีบวิ่งมากระซิบที่ข้างหูของเจนาล

“พวกเรา...พวกเราถูกล้อมไว้แล้ว?”

“มันมีสัตว์ประหลาดอันเดทมากกว่าสามพันตัวเราดักรออยู่ที่ประตูด้านข้างของเมืองครับ ท่าน”

“...พวกมันโจมตียัง?”

“ไม่ครับ พวกมันยังคงยืนนิ่งอยู่ มันเหมือนกับว่าพวกมันรอคอยที่จะกลืนกินความหวังในการอพยพหนีของพวกเราครับ ท่าน”

....บ้าอะไรวะเนี่ย มันอันตรายมากขนาดนี้แล้วเหรอ?

“อื้ม ฝ่าบาท พวกเรากลับไปยังแมนชั่น? พวกเราควรที่จะ...”

วู้ชชชช!!

บึ้มมมม!!

จบบทที่ Chapter 29: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลยจริงๆ - 3 (ส่วนที่ 1)

คัดลอกลิงก์แล้ว