เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 3: เจ้าชายคือผู้ดูแลสุสาน -1 (ตอนที่ 2)

Chapter 3: เจ้าชายคือผู้ดูแลสุสาน -1 (ตอนที่ 2)

Chapter 3: เจ้าชายคือผู้ดูแลสุสาน -1 (ตอนที่ 2)


พวกเขาต่างสวมหน้ากากและเดินไปมาอย่างยากลำบาก พวกเขาต่างแบกศพกันมา ฉันมัวแต่จมอยู่กับสิ่งที่ฉันทำจนไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขา

“เข้าไปด้านใน”

ซอมบี้ที่เต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์พยักหน้าและปฏิบัติตัวทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของฉัน

มันเดินเข้าไปในหลุมและล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ นอกจากนี้แล้วมันยังขุดดินมากลบตัวเองด้วยซ้ำ ฉันจัดการกับดินที่กระจัดกระจายที่เหลือ

ฉันถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เมื่อฉันคลุมดินเสร็จ

“เยี่ยม”

ในขณะที่ฉันพึงพอใจ ฉันเหลือบมองไปยังชาวบ้านที่เดินมาหาฉัน

“หื้อ? ไม่ใช่ว่าท่านอยู่กับใครสักคนเหรอครับ?”

“ไม่นิ”

ฉันส่ายหัวปฏิเสธสิ่งที่เขาพูด

มันเป็นเรื่องที่ฉลาดกว่าที่จะไม่ให้ชาวบ้านพวกนี้รู้ถึงเรื่องอันเดท

ใครก็ตามก็สามารถที่จะจินตนาการได้เลย ถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าหลานชายของจักรพรรดิถูกพบเห็นอยู่กับซอมบี้

‘หลานชายองค์ที่เจ็ดของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้ท้อแท้ต่อโชคชะตาและทำสัญญากับปีศาจ!’

ฉันได้เอาชีวิตรอดจากการฆ่าตัวตายมาอย่างกับ ‘ปาฏิหาริย์’ แต่ฉันกลับควบคุมซอมบี้ได้? ผู้สอบสวนพวกนอกคอกคงจะถูกส่งมาที่นี่ทันที

มันคงจะเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวกับพวกนักบวชของจักรวรรดิ เมื่อพวกเขาเชื่อแต่สิ่งที่พวกเขาอยากจะเชื่อเท่านั้น

“เอ่อ.... ท่านเจ้าชาย… เอ่อ…”

สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่ถูกเรียกว่าเจ้าชายหรือไม่ก็เป็นองค์ที่เจ็ด แต่แท้จริงแล้ว ฉันต้องถูกเรียกว่า ‘หลานชายจักรพรรดิ’ มากกว่า แต่มันมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ลูกชายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็น ‘พ่อของฉัน’ ที่เป็นคนแรกที่จะได้ขึ้นครองราชย์ ได้ขึ้นครองราชย์เสร็จแล้ว และหายตัวไป

ดังนั้น ตำแหน่งปัจจุบันของฉันจึงกลายเป็นเจ้าชายแทน

“พวกเราขอคำนับต่อท่านฝ่าบาท ท่านเจ้าชาย”

มันไม่มีทางที่พวกชาวบ้านจะรู้ถึงมารยาทในการทักทาย ทั้งสองคนต่างก้มหัวเล็กน้อย เมื่อพวกเขาทักทาย

ด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกเขาต่างดูเหมือนสนใจอารมณ์ของฉันด้วยเช่นกัน

ถ้าเจ้าของร่างกายเดิมพบเจอกับการทักทายแบบนี้แล้ว เขาคงจะอาละวาดอย่างแน่นอน ซึ่งเขาคิดว่าการทักทายแบบนี้มันเป็นการเหยียดหยามต่อตัวเขา

แต่ฉันกลับชอบการทักทายที่เรียบง่ายแบบนี้เสียมากกว่า นอกจากนี้แล้ว ฉันยังไม่รู้ถึงมารยาทของราชวงศ์ด้วยซ้ำ ดังนั้นฉันจึงไม่ได้อยู่ในจุดที่ฉันจะเรียกร้องอะไรจากทั้งสองคนได้

ฉันชี้ไปที่ศพที่พวกเขาแบกมา และพูดออกมา “อะไร?”

เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า ฉันปักพลั่วลงไปบนพื้นและใช้มันพิงตัวไว้

ชาวบ้านทั้งสองต่างรีบอธิบายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเบื้องหลังศพ

“ท่านครับ เพื่อนบ้านของผม เบรอน ได้ตายด้วยโรคระบาด”

“อึ้ก… มันแย่มากเลยครับ ผมกังวลว่าพวกเราทั้งสองจะติดเชื้อกับโรคระบาดนี้และจะตายในภายหลัง”

“พวกเจ้าไม่ได้เผาศพ?” ฉันพูดออกมาอย่างไม่พอใจ มันทำให้ชาวนาทั้งสองคนต่างจ้องตากันและกัน

พวกเขาต่างตอบกลับออกมาด้วยท่าทางที่อึดอัดใจ

“เอ่อ…ท่านครับ มันค่อนข้างจะ… แม้ว่าพวกเราจะไม่สนิทกันเท่าไหร่ พวกเรายังคงทักทายกันในยามเช้ากันทุกวันอยู่ดี ดังนั้นพวกเราจึงคิดว่าเขาจะน่าหาหลุมฝังศพที่ดีให้กับพวกเขาได้ แต่ท่านก็เห็นแล้ว…. พวกเราได้ยินมาว่าพิธีการชำระล้างธรรมดาทั่วไปก็มากพอที่จะฝังเขาได้แล้ว”

“พวกเราพึ่งจะได้รับหน้าที่ในการทำภารกิจนี้ครับ ดังนั้นพวกเราจึงไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราจะต้องทำ พวกเราไม่รู้ว่าจะเผายังไงด้วยซ้ำ…”

ฉันจ้องไปที่พวกเขาทั้งสองอย่างไม่พอใจ แล้วฉันก็ลุกขึ้น

มันจะไม่เป็นอะไร ถ้าเผาศพนี้ไปและนำมาแค่เถ้าถ่าน แต่ชาวบ้านพวกนี้ดูเหมือนไม่ต้องการที่จะทำร้ายศพ บางทีมันอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกัน เมื่อตอนศพนี้ยังมีชีวิตอยู่หรืออะไรบางอย่าง

แน่นอนว่าสิ่งที่เขาต้องทำมันมากขึ้น เพราะเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แต่ช่างเถอะ

ฉันยกพลั่วขึ้นและจ้องไปที่ชาวนาทั้งสอง

ชาวนาทั้งสองต่างตื่นตัวและก้าวถอยออกไปอย่างเร่งรีบ

“เจ้าชายครับ?!”

หนึ่งในชาวนาหวาดกลัว ในขณะที่...

“ฉันบอกเจ้าแล้ว นิสัยเดิมของเขายังอยู่! เขายังไม่ได้เปลี่ยนเลยสักนิด หลังจากที่เขาฆ่าตัว...!!”

พวกเขาต่างคิดว่าพลั่วของฉันจะเล็งไปที่พวกเขา

แต่ทันใดนั้นเอง

-คุ...โอววววว!!

ศพที่ถูกมัดโดยผ้าไว้แน่นเริ่มที่จะขยับตัว มันยื่นมือออกมาและจับไปที่หนึ่งในชาวบ้าน

แก้มของมันฉีกออกและปากของมันเปิดกว้าง รวมทั้งคางของมันแทบที่จะหล่นลงแล้ว

ก่อนที่เจ้าสิ่งนี้มันจะกัดไปที่คอของชาวนาได้ พลั่วของฉันก็ฟันลง คมของปลายพลั่วได้ทุบลงไปทั่วหัวของศพ

“เอ๋???!”

ชาวนาทั้งสองต่างตกใจและล้มก้นจ้ำเบ้า

ฉันปัดฝุ่นที่มือของฉันและพูดต่อ “ฉันบอกพวกนายแล้วนะ”

ฉันยกพลั่วขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และทุบมันลงไปเพื่อยืนยันว่ามันตายแล้ว เสียงที่เย็นยะเยียบดังขึ้น

“ถ้าพวกเจ้าไม่เผาศพ พวกมันจะกลายเป็นซอมบี้ในเวลาสามถึงสี่วัน”

ในโลกนี้มันค่อนข้างแปลกออกไป

ฉันไม่รู้เท่าไหร่เกี่ยวกับเมืองใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้ เมื่อใครก็ตาม ตายใกล้กับสถานที่ ‘เป็นลบ’ อย่างเช่นสถานที่ที่ห่างไกลออกไปจากฝูงชน ป่าไม้ที่ดูมืดหม่น หรือแม้ว่าจะเป็นท่ามกลางสนามรบ มันมีโอกาสหนึ่งในสิบที่เขาหรือเธอจะเกิดใหม่เป็นซอมบี้

มันเป็นเหมือนกฎธรรมดาทั่วไปของโลกใบนี้

และแน่นอนว่าคนที่คอยจัดการกับซอมบี้เหล่านี้ ท่ามกลางหมู่บ้านต่างๆ ต่างถูกเรียกว่า ‘นักล่า’ ‘ผู้ดูแลสุสาน’ หรือจะเป็น ‘นักบวช’

‘จุดด้านลบ’ โดยเฉพาะรอบๆ ‘ดินแดนวิญญาณแห่งความตาย ยิ่งทรงพลังเป็นพิเศษ ยังไงก็ตาม มันเป็นเพราะว่ามันเป็นจุดที่สิ้นสุดชีวิตของราชาเนโครแมนเซอร์อีกด้วย ที่ซึ่งได้เปลี่ยนทวีปให้กลายเป็นทะเลนองเลือดในอดีต

ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่ตายในสถานที่แห่งนี้มีโอกาส 50% ที่จะกลายเป็นซอมบี้ ชาวบ้านต่างรู้ดีถึงเรื่องนี้ แต่พวกโง่เง่านี่ยังลังเลใจที่จะเผาศพพวกนี้ด้วยมือของพวกเขาเอง

เหตุผลง่ายๆก็คือ พวกเขาต่างหวาดกลัวว่าพวกเขาจะโดนคำสาปเหล่านี้เอง

ฉันปาดเหงื่อบนหน้าและดื่มน้ำ “ยังไงก็ตาม ขอบคุณที่เหนื่อยยาก เอาละ พวกเจ้าไปได้แล้ว”

ฉันโบกมือไปอย่างไม่ใส่ใจ

ชาวนาทั้งสองตามกลืนน้ำลายอย่างกังวลใจ พวกเขาต่างลุกขึ้นยืน พวกเขาต่างมองหน้ากันและกันก่อนที่จะเปิดปากออกมา “ขอโทษนะครับ…ท่านเจ้าชาย”

“อะไรอีก?”

ฉันจ้องไปที่พวกเขา ในขณะที่ดื่มน้ำไปด้วย

“ท่านเจ้าชาย...ท่าน...ท่านเป็นนักบวชใช่ไหมครับ?”

“ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้นว่าเป็นนักบวชหรือเปล่า แต่ฉันเป็นหลานชายของจักพรรดิ นั่นแหละเป็นเรื่องที่แน่นอน ฉันมันก็แค่หลานชายที่เพลิดเพลินไปกับอำนาจของจักรพรรดิและพระสังฆราชไปพร้อมกันยังงั้นแหละ”

เอาเถอะ นั่นคือสิ่งที่ฉันเป็นด้านนอก.... อะ ฉันลืมไปว่าฉันมีพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านในร่างกายนี่นา

“ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว ผมอยากให้ท่านอวยพรพวกเรา เพื่อไม่ให้พวกเราติดโรคระบาดนั่นได้ไหมครับ?”

ฉันมองไปที่พวกเขาอย่างไม่ค่อยพอใจ

พวกเขาเป็นบ้าอะไรกัน? มันไม่มีทางหรอกที่พวกเขาจะไม่ติดเชื้อโรคระบาดด้วยเรื่องแบบนั้น พวกเขาคิดว่ามันจะช่วยได้เรอะ?

นอกจากนี้แล้ว ฉันยังไม่มีสกิลแบบนั้นด้วย ฉันไม่ใช่นักบวช แต่ฉันเป็นเนโครแมนเซอร์ต่างหาก แล้วทำไม...

ฉันส่ายหัว ปฏิเสธคำขอจากพวกเขาไป แต่พวกชาวบ้านยังไม่ยอมแพ้

“ชำระบาปง่ายๆก็ได้ครับ..”

พวกเขาต่างพนมมืออ้อนวอน ท่าทางของพวกเขาต่างดูจริงจังและจริงใจ

โรคระบาดที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยรอบนี้มันน่าจะอันตรายอย่างมาก แต่ยังไงก็ตาม ตั้งแต่ที่ศพมันถูกส่งมายังสุสานแห่งนี้แล้ว มันแน่นอนว่าชาวบ้าน ที่เป็นผู้ส่งสารต่อขุนนางคงไม่ตายไปแล้วก็คงเป็นพวกหูหนวก

ด้วยอัตราความเร็วเท่านี้แล้ว มันคงจะไม่แปลกที่หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจะหายไปด้วยซ้ำ

“พวกเจ้าจะให้ฉันชำระบาป? ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนั้นมาก่อนด้วยซ้ำ”

“ได้โปรดละครับ”

ชาวบ้านคงคิดว่าเขาจะไม่ช่วยพวกเขา เพราะฉันไม่สนใจว่าพวกเขาจะเป็นยังไง พวกเขาเอามือล้วงกระเป๋าและยื่นเงินออกมาให้

“นี่มันไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่ได้โปรดละครับ...”

แน่นอนว่าจำนวนเงินเล็กน้อยนี่มันไม่ได้มากเท่าไหร่ มันประมาณเท่ากับเด็กเล็กพกไปเดินเล่น ฉันเหลือบตามมองไปทางชาวนาทั้งสอง พวกเขาต่างมองมาที่ฉันอย่างอ้อนวอน

ฉันพ่นลมหายใจออกมา “....เอาเหอะ ถ้ามันทำให้พวกเจ้าสบายใจได้”

แม้ว่าฉันจะพูดแบบนั้น ฉันก็ยังไม่รู้ถึงวิธีการชำระบาปหรืออะไรแบบนั้นอยู่ดี ฉันหมายถึงว่าฉันไม่มีโอกาสที่จะทำแบบนี้มาก่อน

ฉันพยายามนึกถึงสิ่งที่ฉันเห็นในทีวี

ฉันโปรยน้ำลงไปที่ชาวนาทั้งสองเล็กน้อย หลังจากที่เขียนรูปกากบาทลงไปบนอากาศ ฉันพึมพำออกมา “เอ่อ.. อืม.. อาเมน?”

แม้ว่ามันจะทำเพื่อแสดงก็ตาม ฉันคิดว่ามันไม่น่าจะทำมันสักเท่าไหร่

ที่จริงแล้ว สิ่งที่จะต้องทำคือการโปรยน้ำศักดิ์สิทธิ์และท่องบทสวดจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ฉันไม่รู้จะทำยังไง ฉันจึงตัดสินใจที่จะเมินเฉยรายละเอียดยิบย่อยพวกนั้นไป

เมื่อชาวบ้านเห็นว่าฉันขี้เกียจมากแค่ไหน พวกเขาต่างถอนหายใจออกมา แต่พวกเขายังคงพนมือและสวดมนต์อยู่ดี

“พวกเราอธิษฐานให้ เทพธิดาไกอาคอยอวยพรให้กับพวกเราด้วย”

แต่ว่าหลังจากนั้นนั่นเอง

[คุณได้อวยพรกับเป้าหมายของคุณ]

…..ได้ยังไงกัน?

เจ้าชายคือผู้ดูแลสุสาน (ตอนที่ 1 และ 2) จบ

จบบทที่ Chapter 3: เจ้าชายคือผู้ดูแลสุสาน -1 (ตอนที่ 2)

คัดลอกลิงก์แล้ว