- หน้าแรก
- เภสัชกรเทพพลิกสวรรค์: คนหนึ่งกล้าขาย คนหนึ่งกล้ากิน
- บทที่ 95: เป็นอีกวันที่เปี่ยมล้นไปด้วยบุญกุศลเสียจริง
บทที่ 95: เป็นอีกวันที่เปี่ยมล้นไปด้วยบุญกุศลเสียจริง
บทที่ 95: เป็นอีกวันที่เปี่ยมล้นไปด้วยบุญกุศลเสียจริง
ลูกบอลเลือดพุ่งผ่านร่างซุนรุ่ยหนานราวกับสายหมอกโลหิต ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เมื่อม่านโลหิตจางหายไป ร่างของคนทั้งสองก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ลมหายใจของฟู่จือหลี่ราบเรียบสม่ำเสมอ ราวกับไม่ได้ผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมาก่อน
เพียงแต่ของในถังเหล็กไทเทเนียมที่สะพายอยู่ด้านหลังนั้นพร่องไปมากแล้ว
ทว่าสภาพของซุนรุ่ยหนานกลับเปลี่ยนแปลงไปราวฟ้ากับเหว
ร่างทั้งร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉาน
ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเขากลับซูบซีดเหี่ยวแห้ง ไม่ต่างอะไรจากมัมมี่
เมื่อลมระลอกหนึ่งพัดผ่าน ร่างของซุนรุ่ยหนานก็ปลิวล้มลงไปกองอยู่ข้างแขนที่ขาดวิ่นของตนเอง
“เฮ้ย! รีบช่วยคนเร็ว!”
โจวต้าเหลียงเป็นคนแรกที่ได้สติคืนมา
เขารีบโทรเรียกรถพยาบาล แล้ววิ่งพรวดลงไปชั้นล่าง
นักเรียน ครู และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องต่างกรูกันตามลงไป
เมื่อทุกคนมาถึงบริเวณหน้าโรงเรียน ก็เห็นซุนรุ่ยหนานที่นอนอยู่บนพื้นกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง
“เชี่ย! ผีดิบลุกจากหลุมรึไงวะ?”
ทุกคนมองสภาพผิวหนังที่เหี่ยวย่นของซุนรุ่ยหนานด้วยใบหน้าซีดเผือด ค่าสติแทบดิ่งลงเหว!
ชั่วขณะนั้นไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปใกล้เลย
ก็ไม่น่าแปลกใจ
สภาพไม่ต่างจากมัมมี่ แต่กลับยังขยับได้ ใครเห็นจะไม่หวาดผวากันบ้าง?
แต่ทว่า ขณะที่ซุนรุ่ยหนานหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายที่แห้งเหี่ยวของเขากลับค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพ กลับมามีเลือดมีเนื้ออีกครั้ง
ผลการสร้างเลือดของยาเลือดซึมยังคงทำงานอยู่!
เพียงไม่กี่สิบวินาที สภาพของเขาก็เปลี่ยนจากมัมมี่กลายเป็นคนขาดสารอาหาร
แต่อย่างน้อยก็กลับมาดูเหมือนมนุษย์มากขึ้น
บัดนี้ ซุนรุ่ยหนานที่นั่งอยู่บนพื้น กำลังจ้องมองฟู่จือหลี่ด้วยสายตาที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวด
ในเสี้ยววินาทีที่ลูกบอลเลือดยักษ์พุ่งเข้าใส่ ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียว
‘ตายแน่!’
ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ซุนรุ่ยหนานเกร็งร่างไปทั้งตัว พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อต้านทานการโจมตีครั้งนี้
เป็นเหตุให้โลหิตในกายไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก
จนกลายเป็นสภาพเหมือนมัมมี่ดังที่เห็น
ส่วนการโต้กลับของฟู่จือหลี่...
แต่สิ่งที่ซุนรุ่ยหนานคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงก็คือ... ตอนที่ลูกบอลเลือดยักษ์พุ่งผ่านร่าง ความเจ็บปวดที่วาดภาพไว้กลับไม่เกิดขึ้นเลย
มันไม่เหมือนการโจมตีแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม กลับรู้สึกราวกับว่าทั้งร่างได้รับการชำระล้าง
แม้สิ่งที่ใช้ชำระล้างจะไม่ใช่น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นธารโลหิตก็ตามที...
ด้วยเหตุนี้ แววตาที่เขามองฟู่จือหลี่จึงเจือไปด้วยความตื่นตะลึงและความงุนงงสงสัย
ฟู่จือหลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปพยุงซุนรุ่ยหนานขึ้นอย่างนุ่มนวล
“ขอบใจนะ”
“การประมือกับนายครั้งนี้ ทำให้ความเข้าใจในวิถียุทธ์ของฉันก้าวล้ำไปอีกขั้น”
“และในขณะเดียวกัน ฉันก็พลันเข้าใจในเคล็ดวิชาฝ่ามือปากว้าของท่านเทพยุทธ์จางซานเฟิงขึ้นมาเล็กน้อย”
“แม้จะเป็นเพียงความเข้าใจอันผิวเผิน แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันได้รับประโยชน์ไปตลอดชีวิตแล้ว”
ฝ่ามือปากว้าของเทพยุทธ์จางซานเฟิง?
อะไรวะนั่น?
ซุนรุ่ยหนานทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
เนื่องจากก่อนหน้านี้สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนถูกพวกเหลียงเจียหม่านชิงไป ทำให้ซุนรุ่ยหนานพลาดฉากที่สวี่ฟู่กุ้ยเอ๋อร์อัญเชิญเทพยุทธ์จางซานเฟิงลงมาประทับร่าง เขาจึงไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของฟู่จือหลี่เลยแม้แต่น้อย
ในการประลองเมื่อครู่
ไม่ว่าจะเป็นการดูดกลืนลูกบอลเลือดเข้ามาหลอมรวม หรือการรับและผลักดันลูกบอลเลือดยักษ์ทั้งสองลูกที่ปะทะกัน
ล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่เขาได้เรียนรู้มาจากกระบวนท่าฝ่ามือปากว้าของจางซานเฟิงทั้งสิ้น
แน่นอนว่ามันยังเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ด้านการหยั่งรู้ของฟู่จือหลี่ ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายด้วย
คงกล่าวได้เพียงว่า นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของอัจฉริยะโดยกำเนิด
อัจฉริยะอาจมีพลังยุทธ์สูงส่ง แต่ผู้ที่มีเพียงพลังยุทธ์สูงส่งอาจไม่ใช่อัจฉริยะเสมอไป
ฟู่จือหลี่ค่อยๆ หันกลับไปมองเหล่านักเรียนโรงเรียนมัธยมอันดับสามที่อยู่เบื้องหลัง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“การต่อสู้ครั้งนี้ น่าจะนับว่าฉันชนะแล้วสินะ”
“ใครคือผู้ท้าชิงคนต่อไป?”
ชั่วขณะนั้น กลับไม่มีนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมอันดับสามคนใดกล้าก้าวออกมาเลย
ล้อเล่นกันหรือไง?
การต่อสู้ของหัวหน้าห้องซุนรุ่ยหนานเมื่อครู่ ได้แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้วิชาโลหิตอสูรร่วมกับยาเลือดซึมจนถึงขีดสุดแล้ว
ต่อให้พวกเขาขึ้นไปสู้ ก็ไม่มีทางทำได้ดีไปกว่านั้น
หากยังดึงดันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ตัวเองดูน่าสมเพชยิ่งขึ้น เป็นเพียงเสียงเห่าหอนของสุนัขขี้แพ้ตัวหนึ่งเท่านั้น
“อะแฮ่ม”
ฉินเจ๋อเบียดเสียดผู้คนออกมา กระแอมไอแล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อไม่มีผู้ท้าชิงแล้ว งั้นผมขอประกาศ”
“กิจกรรมประลองแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ผู้ชนะคือนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง”
“อย่างไรก็ตาม กิจกรรมนี้ก็ขอเตือนสติทุกท่านว่า”
“ผู้ชนะจงอย่าลำพอง ส่วนผู้แพ้ก็จงกินยาต่อไป”
ทุกคน: ?
นี่แกพูดไม่กี่คำก็วกเข้าเรื่องขายยาอีกแล้วเรอะ!
ครั้งนี้ก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ แม้แต่คนของสำนักลิ่วซ่านเหมินยังต้องมา ฉินเจ๋อจึงรู้สึกว่าที่นี่ไม่ควรอยู่นาน
เขาจึงรีบพานักเรียนโรงเรียนมัธยมอันดับสามและโจวต้าเหลียงขึ้นรถโรงเรียน แล้วเผ่นแน่บไปทันที
สำหรับผลลัพธ์ของกิจกรรมในครั้งนี้ ฉินเจ๋อพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
อย่างแรก
พวกซุนรุ่ยหนานได้แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้วิชาโลหิตอสูรร่วมกับยาเลือดซึมในระดับสูง
ยอดขายยาเลือดซึมพุ่งกระฉูดแน่นอน
นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ!
อย่างไรเสียพวกซุนรุ่ยหนานก็เป็นถึงอดีตนักเรียนห้องคิงของโรงเรียนมัธยมอันดับสาม
แม้จะสู้ห้องคิงของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งไม่ได้ แต่ฐานะทางบ้านย่อมไม่ธรรมดา
เวลาซื้อยาคงจ่ายไม่อั้นสินะ?
นอนนับเงินรอได้เลย
อย่างที่สอง
การประลองครั้งนี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นการแสดงฝีมือของนักเรียนจากสองโรงเรียน คือโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งและสาม
แต่ในความเป็นจริงแล้วล่ะ?
นี่มันคือเวทีโฆษณายาของฉินเจ๋อชัดๆ!
ของดีไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศก็จริง แต่ถ้าอยู่ในซอยลึกเกินไปก็คงไม่มีใครเห็น
ตอนนี้ลูกค้าของเขาส่วนใหญ่ยังคงเป็นนักเรียน
การบอกต่อก็อาศัยการพูดกันแบบปากต่อปากเป็นหลัก
พอมีการประลองครั้งนี้ ก็น่าจะดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ๆ ที่ได้ยินชื่อเสียงให้มาอุดหนุนได้มากขึ้น
และที่สำคัญที่สุด...
กิจกรรมครั้งนี้ไม่มีใครตายเลยสักคน!
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า: วางมีดลงพลัน พลันบรรลุพุทธะ
การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตคือมหากุศล
ครั้งนี้ไม่มีใครตายแม้แต่คนเดียว ฉินเจ๋อรู้สึกว่าบุญกุศลของตนเองพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
ผ้าพันคอสีแดงบนอกของเขายิ่งดูสดใสเจิดจ้าขึ้นไปอีก!
ช่างไม่อยากจะคิดเลยว่าหากโลกนี้ขาดเขาไป จะตกอยู่ในอันตรายเพียงใด
...
ณ หน้าประตูโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง
เหล่านายตำรวจค่อยๆ โผล่ศีรษะออกมาจากหลังรถ แต่ละคนยังคงมีสีหน้าขวัญเสียไม่หาย
โชคยังดีที่ไม่มีเหตุการณ์บานปลาย
แม้ว่าเลือดจะสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ แต่ก็ไม่มีใครเสียชีวิต
ยอดเยี่ยมจริงๆ
ช่างไม่อยากจะคิดเลยว่าหากเมืองหลิงอวิ๋นขาดผู้พิทักษ์ไร้เงาอย่างพวกเขาไป จะตกอยู่ในอันตรายเพียงใด
ปัง! ปัง! ปัง!
ฝูงชนที่ถูกขังอยู่ในรถตำรวจเริ่มทุบกระจกอย่างบ้าคลั่ง นายตำรวจจางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ปล่อยพวกเขาออกมา จึงรีบปลดล็อกรถ
ฝูงชนกรูกันออกมาจากรถ ทุกคนเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ ชี้หน้านายตำรวจจางแล้วตวาดลั่น
“เมื่อกี้ทำไมพวกแกถึงขังพวกเราไว้ในรถหา!”
นายตำรวจจางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและชอบธรรม
“รถตำรวจของเราสร้างจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานเป็นพิเศษ”
“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปกป้องความปลอดภัยของพวกคุณ!”
“ตอแหลสิ้นดี! แล้วทำไมพวกแกถึงไปหมอบอยู่หลังรถเล่า!”
นายตำรวจจางยังคงกล่าวด้วยท่าทีชอบธรรมไม่เปลี่ยนแปลง
“หากสถานการณ์เลวร้ายลง พวกเราก็จะแบกรถตำรวจคันนี้พาพวกคุณหนีออกจากที่เกิดเหตุยังไงล่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก นี่คือหน้าที่ที่สำนักลิ่วซ่านเหมินของเราพึงกระทำอยู่แล้ว!”
“?”
ให้ตายเถอะ... ตอบได้ไร้ที่ติขนาดนี้เลยเรอะ!
หวอ~หวอ~หวอ~
รถพยาบาลมาถึงที่เกิดเหตุในที่สุด เหล่านางฟ้าชุดขาวรีบแบกเปลวิ่งลงมาจากรถ
เมื่อเห็นถนนที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด พวกเขาก็รู้สึกใจหายวาบ แต่ก็ยังไม่ลืมภารกิจของตน รีบตะโกนถามเสียงดังว่า
“รถพยาบาลมาแล้ว! ผู้บาดเจ็บอยู่ไหน!”
ทุกคนเงียบกริบไปชั่วขณะ
รองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเดินออกมา กล่าวด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนว่า
“เอ่อ... คือว่า ตอนแรกก็มีผู้บาดเจ็บอยู่ครับ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว”
เพราะซุนรุ่ยหนานได้ใช้เลือดของตนเองรักษาบาดแผลจนหายดีแล้ว
ตอนนี้เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุแล้วด้วยซ้ำ
เหล่าบุคลากรทางการแพทย์ต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก
“อ๋อ ที่แท้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตแล้วสินะครับ?”
“เยี่ยมเลย งั้นก็หมดหน้าที่ของพวกเราแล้ว พวกคุณควรติดต่อบริษัทรับจัดงานศพแทนนะครับ”
“อ้อ แล้วก็จ่ายค่าเรียกรถพยาบาลด้วยครับ”