- หน้าแรก
- เภสัชกรเทพพลิกสวรรค์: คนหนึ่งกล้าขาย คนหนึ่งกล้ากิน
- บทที่ 90: การปล่อยพลังปราณออกนอกกาย ช่างน่าสะพรึงถึงเพียงนี้!
บทที่ 90: การปล่อยพลังปราณออกนอกกาย ช่างน่าสะพรึงถึงเพียงนี้!
บทที่ 90: การปล่อยพลังปราณออกนอกกาย ช่างน่าสะพรึงถึงเพียงนี้!
“กิจกรรมในครั้งนี้ คือการประลองฝีมือฉันมิตรระหว่างนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหลิงอวิ๋นสามและโรงเรียนมัธยมหลิงอวิ๋นหนึ่งครับ
“ผลการประลองครั้งนี้ไม่มีผลผูกพันใดๆ ไม่มีความน่าเชื่อถือ และไม่มีคุณค่าพอจะนำไปอ้างอิงได้ทั้งสิ้น
“และเพื่อให้กิจกรรมน่าสนใจยิ่งขึ้น ท่านผู้ชมสามารถเลือกข้างที่ท่านเชียร์ได้ตามอัธยาศัย
“เมื่อการประลองสิ้นสุดลง ผู้ชมที่เลือกข้างฝ่ายชนะ จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมจับรางวัลฟรีครับ~”
พอได้ยินเช่นนั้น เหล่าผู้ชมก็พลันคึกคักขึ้นมาทันที
มีจับรางวัลด้วยเหรอ?
กิจกรรมใจป้ำแบบนี้หาได้ยากจริงๆ!
เพียงชั่วพริบตา ทุกคนก็แบ่งฝั่งเลือกข้างที่ตนชอบ เตรียมพร้อมส่งเสียงเชียร์กันอย่างเต็มที่
ฉินเจ๋อกล่าวต่อ:
“เนื่องจากการประลองครั้งนี้จัดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาอันมีค่าของทุกท่าน เราจะข้ามพิธีรีตองที่ไม่จำเป็นไปนะครับ
“จะไม่มีการจับฉลาก ไม่มีแบ่งกลุ่ม แต่จะใช้วิธีผลัดเปลี่ยนกันขึ้นประลอง
“ทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนขึ้นมาบนเวทีฝั่งละหนึ่งคน ฝ่ายที่แพ้ต้องลงจากเวทีแล้วส่งคนใหม่ขึ้นมาแทน ส่วนฝ่ายที่ชนะมีสิทธิ์อยู่ประลองต่อได้
“อ้อ อีกอย่าง หวังว่าทุกคนจะยั้งมือกันหน่อยนะครับ อย่าให้ถึงขั้นเกิดโศกนาฏกรรม... และที่สำคัญ พยายามอย่าฆ่าผู้ชมนะครับ
“เชิญทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนขึ้นเวทีได้เลยครับ”
ทางฝั่งโรงเรียนมัธยมหลิงอวิ๋นสาม ซุนรุ่ยหนานกระโจนขึ้นเวทีเป็นคนแรก เขากวาดตามองไปยังกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งด้วยแววตาหยิ่งผยอง
ฟู่จือหลีกำลังจะก้าวออกไป แต่กลับมีคนหนึ่งชิงตัดหน้าไปก่อน
“พี่หลี่ ไอ้พวกกากเดนจากโรงเรียนสาม ไม่ต้องถึงมือพี่หรอกครับ
“ให้พวกผมจัดการก็เกินพอแล้ว”
ผู้ที่ก้าวออกไปคือประธานฝ่ายพละของห้อง ม.6/1 จากโรงเรียนมัธยมหลิงอวิ๋นหนึ่ง หนิวต้าต่าน!
หนิวต้าต่านทะยานขึ้นบนเวทีแล้วตั้งท่ามวย
ทันใดนั้น ชายชราผมขาวคนหนึ่งในหมู่ผู้ชมก็อุทานเสียงดังด้วยความตกตะลึง:
“หืม? ท่ามวยนี่มัน... หรือว่าจะเป็นสุดยอดวิชาขั้นหนึ่งในตำนานที่ผสานทั้งรุกและรับอย่างสมบูรณ์แบบ... ฝ่ามือปากว้า?!”
คนรอบข้างได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเขาเป็นตาเดียว:
“ตาแก่นี่เป็นบ้าอะไร อยู่ๆ ก็พูดคนเดียว?”
ชายชรา: “ดูจากท่วงท่าของเขาแล้ว ฝ่ามือปากว้าต้องบรรลุถึงขั้นเจ็ดเป็นอย่างน้อย!”
“ใครสั่งใครสอนให้แกมาพากย์ตรงนี้วะ?”
ชายชรา: “ดูท่าแล้ว วันนี้คงได้ชมการประลองสุดดุเดือดเป็นขวัญตาแน่”
“เดี๋ยวนะ ไม่มีใครเขาถามความเห็นแกเลยโว้ย”
ชายชรา: “โรงเรียนมัธยมหลิงอวิ๋นหนึ่งช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!”
“...”
ทุกคนเลิกสนใจชายชราและหันกลับไปมองบนเวที
บนเวที ซุนรุ่ยหนานแสยะยิ้มชั่วร้าย พลางกำหมัดแน่นแล้วตะโกนก้อง:
“วิชาโลหิตอสูร! อ๊า~~~~~”
และในตอนนั้นเอง ชายชราผมขาวคนเดิมก็ร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนกอีกครั้ง:
“อะไรกัน?! หรือว่านี่คือ...”
ไม่ทันให้ชายชราได้พูดจบ คนรอบข้างที่หมดความอดทนก็กรูกันเข้าไปรวบตัวเขาไว้
แม้จะถูกจับตัวไว้ ชายชราก็ยังไม่วายพยายามตะโกนต่ออย่างร้อนรน
ทันใดนั้น ชายร่างกำยำผู้เปี่ยมน้ำใจคนหนึ่งก็อาสาถอดถุงน่องรัดรูปของตนออก แล้วใช้มันมัดชายชราไว้กับต้นไม้ใกล้ๆ
เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง
ถุงน่องรัดรูปนี่มันคุณภาพดีจริงๆ!
ถึงกระนั้น ชายชราก็ยังคงจ้องเขม็งไปยังเวทีประลองไม่วางตา ดวงตาของเขาฉายแววลุ่มหลงอย่างถึงที่สุด
“ใครมันว่าวิชาโลหิตอสูรไม่ดีกัน! วิชาโลหิตอสูรนี่มันสุดยอดจะตาย! มัน... อู้อู้อู้...”
ชายร่างกำยำดึงกางเกงในของตนออกมาอีกตัว ก่อนจะยัดมันเข้าไปในปากของชายชราจนแน่น ทำให้เสียงของเขาเงียบหายไปในบัดดล
กางเกงในตัวนี้หาใช่ของธรรมดา แต่เป็นกางเกงในลายสตรอว์เบอร์รี
สตรอว์เบอร์รีทุกลูกที่ประดับอยู่บนกางเกงในนั้นช่างสดใสน่ารัก เปล่งประกายแห่งความสดใสร่าเริงและขี้เล่นออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
กางเกงในลายสตรอว์เบอร์รีที่ยังคงสภาพดีเยี่ยมเช่นนี้ นับเป็นของหายากในยุคปัจจุบันโดยแท้
ทุกคนต่างพร้อมใจกันปรบมือและชูนิ้วโป้งให้ชายร่างกำยำ
ช่างเป็นการเสียสละอันสูงส่งและเปี่ยมด้วยรสนิยมอะไรเช่นนี้!
นี่สิจึงจะนับเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง!
...
บนเวทีประลอง
ซุนรุ่ยหนานรวบรวมพลังจนเสร็จสมบูรณ์
บัดนี้ ทั่วทั้งร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน รูปร่างก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาแสยะยิ้มเย้ยหยัน
“เหอะ ไม่คิดจะลอบโจมตีตอนที่ฉันกำลังรวบรวมพลังหรือไง?”
หนิวต้าต่านยังคงมีสีหน้าหยิ่งผยอง
“แค่วิชาโลหิตอสูรขี้ปะติ๋ว
“จะให้ฉันลอบโจมตี แกน่ะยังไม่คู่ควร
“เชิญแกเริ่มก่อนได้เลย!”
ซุนรุ่ยหนานหัวเราะในลำคอ
ดูเหมือนว่าจะถูกดูแคลนเข้าให้แล้วสินะ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน...
พลันซุนรุ่ยหนานยกมือขวาขึ้น แล้วกำหมัดแน่น
วินาทีถัดมา โลหิตสดๆ ก็เริ่มไหลซึมออกจากฝ่ามือขวาของเขา เพียงชั่วพริบตาก็ย้อมจนกลายเป็นหัตถ์โลหิต
ภาพนี้ทำเอาหนิวต้าต่านถึงกับผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว
‘เชี่ยเอ๊ย’
‘วิชามารอะไรวะเนี่ย?’
‘นี่ยังไม่ทันได้ลงมือ ก็ทำร้ายตัวเองจนบาดเจ็บแล้วงั้นรึ?’
ไม่เปิดโอกาสให้หนิวต้าต่านได้ตั้งตัว ซุนรุ่ยหนานก็ทะยานหมัดออกไปแล้ว
“หมัดคลื่นกระแทก!”
มวลโลหิตที่กำแน่นอยู่ในหมัดแปรสภาพเป็นดั่งกระสุนปืนใหญ่ พุ่งทะยานออกจากกำปั้นของซุนรุ่ยหนานเข้าใส่หนิวต้าต่านโดยตรง
หนิวต้าต่านตกใจจนหน้าถอดสี
รีบเอี้ยวตัวหลบอย่างรวดเร็ว
ลำแสงสีเลือดเฉียดร่างของหนิวต้าต่านไปเพียงเส้นยาแดง ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเวที
จนลำต้นของมันเกิดเป็นรูกลวงโบ๋ขนาดเท่ากำปั้น ย้อมไปด้วยสีเลือดสด
“การปล่อยพลังปราณออกนอกกาย?!
“เป็นไปได้อย่างไร!!!”
หนิวต้าต่านแทบไม่เชื่อสายตา แต่ซุนรุ่ยหนานกลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง สองมือระดมเหวี่ยงหมัดออกไปไม่หยุดยั้ง
“หมัดคลื่นกระแทก! หมัดคลื่นกระแทก! หมัดคลื่นกระแทก!”
กระสุนโลหิตลูกแล้วลูกเล่าถูกยิงเข้าใส่หนิวต้าต่านอย่างไม่ขาดสาย
บัดนี้หนิวต้าต่านไม่มีเวลามาตกตะลึงอีกต่อไปแล้ว
เขาต้องเคลื่อนกายหลบหลีกกระสุนโลหิตเหล่านั้นอย่างพัลวัน
แต่จำนวนของกระสุนโลหิตนั้นมันมากเกินไป!
เมื่อเห็นว่าตนกำลังจะหลบไม่พ้น หนิวต้าต่านจึงรีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งการ์ดป้องกันซึ่งหน้า รับกระสุนโลหิตที่พุ่งเข้ามาปะทะตรงๆ
จากนั้นจึงโคจรพลังปราณไปทั่วฝ่ามือ แล้วหมุนวนก้อนโลหิตนั้นสามรอบเต็ม
แล้วจึงแยกฝ่ามือทั้งสองออกจากกันไปทางซ้ายและขวาพร้อมกัน
ลูกบอลโลหิตก็พลันเปลี่ยนทิศทางพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ช่างเป็นกระบวนท่าที่งดงามยิ่งนัก
ผู้ชมเบื้องล่างบางคนถึงกับอดปรบมือให้ไม่ได้
มุมปากของหนิวต้าต่านยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ขณะที่เตรียมจะเอ่ยปากโอ้อวด
ก็พลันมีลูกบอลโลหิตอีกลูกพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเขาอย่างจัง
ในบัดดล หนิวต้าต่านถูกซัดจนร่างหมุนคว้างกลางอากาศสองรอบครึ่งก่อนจะร่วงกระแทกพื้น
“ฉันคือใคร ฉันอยู่ที่ไหน ฉันกำลังทำอะไรอยู่?”
หนิวต้าต่านพยายามยันกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล แต่เห็นได้ชัดว่าเขาถูกซัดจนมึนงงไปหมด ถึงขั้นแยกแยะทิศทางไม่ถูกแล้ว
สถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ทำให้สมองของเขาว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เบื้องล่างเวที ฟู่จือหลี่มองทะลุเคล็ดวิชาได้ในพริบตา เขาขมวดคิ้วพลางตะโกนลั่น:
“ไอ้โง่!
“ฝ่ามือปากว้าสลายพลังมันช้าเกินไป กว่าแกจะสลายพลังเสร็จ กระบวนท่าต่อไปของเขาก็มาถึงแล้ว”
โดยปกติแล้ว คู่ต่อสู้ที่พวกเขาเผชิญหน้าล้วนเป็นสายหมัดมวย
ฝ่ามือปากว้าไม่เพียงแต่สลายพลัง แต่ยังสามารถควบคุมคู่ต่อสู้ได้ในเวลาเดียวกัน
จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกโจมตีสวนกลับ
แต่ครั้งนี้ คู่ต่อสู้กลับเป็นผู้ที่สามารถปล่อยพลังปราณได้
การใช้ฝ่ามือปากว้าเพื่อสลายพลังจึงไม่ต่างอะไรกับการยืนเป็นเป้านิ่ง
เช่นนั้นแล้วจะต่างอะไรกับการยืนรอให้คนมาเชือดเล่า?
เมื่อได้ยินคำเตือนของฟู่จือหลี่ หนิวต้าต่านก็พลันตาสว่าง
ในเมื่อสลายพลังไม่ได้ ก็เข้าประชิดตัวสู้มันเลย!
ถึงตอนนั้น ฉันจะดูซิว่าแกจะปล่อยพลังออกมาได้ยังไง!
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ลูกบอลโลหิตนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกจากฝ่ามือของซุนรุ่ยหนานอีกระลอก
“หมัดคลื่นกระแทก! หมัดคลื่นกระแทก! หมัดคลื่นกระแทก! หมัดคลื่นกระแทก!”
การโจมตีถาโถมเข้ามาดุจห่าฝน!
หนิวต้าต่านหรี่ตาลง จดจ่อสมาธิทั้งหมดไปที่การหลบหลีก
ร่างของเขาราวกับผีเสื้อที่โบยบินท่ามกลางดงบุปผา พลิ้วกายผ่านลูกบอลโลหิตลูกแล้วลูกเล่า ขยับเข้าใกล้ซุนรุ่ยหนานทีละน้อย
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงเรื่อยๆ ทว่าซุนรุ่ยหนานกลับไม่ทุกข์ร้อน ตรงกันข้าม เขากลับแสยะยิ้มเย็น
“แล้วกระบวนท่านี้ล่ะ แกจะหลบยังไง?”
พลันเห็นซุนรุ่ยหนานประกบฝ่ามือไว้เบื้องหน้า
หลังจากฝ่ามือทั้งสองถูกย้อมด้วยโลหิตจนแดงฉาน เขาก็กางแขนออกจากกันราวกับใบมีดกรรไกร
“อัสนีบาตจันทร์เสี้ยว!”
ลำแสงโค้งสีเลือดพลันถูกฟาดฟันออกมาจากแขนทั้งสองข้างของซุนรุ่ยหนาน
ทั้งยังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ!
ม่านตาของหนิวต้าต่านหดเล็กลง
กระบวนท่านี้...หลบไม่ได้งั้นรึ?!
ถ้างั้นก็มีแต่... กระโดด!
พลันเห็นหนิวต้าต่านทะยานร่างขึ้นสุดแรง กระโดดข้ามลำแสงโค้งสีเลือดไปได้สำเร็จ
แม้จะหลบอัสนีบาตจันทร์เสี้ยวได้สำเร็จ ทว่ามุมปากของซุนรุ่ยหนานกลับปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
“กระโดดขึ้นไปกลางอากาศอย่างนั้นรึ?
“แล้วกระบวนท่าต่อไปของฉัน...แกจะหลบยังไง?”
หนิวต้าต่านซึ่งลอยอยู่กลางอากาศได้ยินดังนั้น เหงื่อเย็นเยียบก็พลันผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
ชิบหายแล้ว