- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ก็เป็นนักสืบไปซะแล้ว
- บทที่ 58 เตรียมแผนสำรอง
บทที่ 58 เตรียมแผนสำรอง
บทที่ 58 เตรียมแผนสำรอง
บทที่ 58 เตรียมแผนสำรอง
พอกินข้าวเสร็จ เฉาต้าฮว่าก็กลับไป
“กินซะ กินเสร็จแล้วอย่าลือล้างจานให้เรียบร้อยด้วย” หลินเจิ้งอี้เช็ดปากด้วยกระดาษทิชชู่แล้วพูดขึ้น
เสี่ยวเจี๋ยปามองโต๊ะอาหารที่เละเทะ เหลือแต่อาหารที่ไม่ค่อยน่ากินอยู่ไม่กี่อย่าง แม้อยากจะปฏิเสธ แต่ความหิวในท้องก็ทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้
ไอ้สารเลว! ขอให้กินแล้วติดคอตาย!
สุดท้ายเธอได้แต่ด่าสาปแช่งอยู่ในใจ ก่อนจะนั่งลงกินอย่างจนใจ
ระหว่างกินก็เคี้ยวอย่างโกรธแค้น เหมือนกำลังเคี้ยวเนื้อหลินเจิ้งอี้อยู่
แต่หลินเจิ้งอี้ไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะตอนนี้เขาเข้าห้องไปแล้ว
ทว่าไม่ได้พักผ่อน แต่หยิบมือถือขึ้นมาหลังจากคิดอะไรได้
“ใครน่ะ?”
ไม่นาน เสียงปลายสายก็ดังขึ้น
“สือซาน ยังจำฉันได้ไหม?” หลินเจิ้งอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
สือซาน ก็คือคนที่คดีขโมยครั้งก่อน เป็นคนแรกที่เปิดปากให้การ
ตอนนั้น หลินเจิ้งอี้ตั้งใจช่วยเหลือให้เขาได้กลายเป็นสายข่าวในอนาคต จึงยอมเปลี่ยนชื่อคนที่ให้การต่อสาธารณะตามคำขอของเขา
เรื่องเล็ก ๆ ในตอนนั้น ตอนนี้กลายเป็นประโยชน์ขึ้นมา
แม้ตอนนี้ให้เฉาต้าฮว่าติดต่อสายลับเพื่อสืบเรื่องการซื้อขายระหว่างต้าเฟยกับเฟยหงไปแล้ว แต่ทุกอย่างต้องมีแผนสำรอง
เผื่ออีกฝ่ายสืบมาไม่ได้
ดังนั้น เขาจึงมาหาสือซาน
ในฐานะลูกน้องเฟยหง ถึงไม่ใช่คนวงใน แต่ถ้าเฟยหงมีอะไรเคลื่อนไหว เขาย่อมต้องรู้อยู่บ้าง
“คุณคือ...?” สือซานลังเลเล็กน้อย
หลินเจิ้งอี้ยิ้มบาง ๆ “ให้ช่วยเตือนความจำหน่อย ตอนแกโดนจับ เคยขอให้เปลี่ยนชื่อคนให้การต่อสื่อ...”
สิ้นเสียงนี้!
สือซานก็เข้าใจทันที “อ๋อ Lin sir นี่เอง!”
ว่าแล้วเขาก็ถาม “มีอะไรให้ผมช่วยเหรอ?”
“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ได้ยินมาว่าเจ้านายแกกำลังจะทำเรื่องใหญ่ หวังว่าแกจะบอกข่าวฉันหน่อย” หลินเจิ้งอี้พูดเรียบ ๆ
ได้ยินแบบนั้น สือซานรีบเสียงดังขึ้น “sir ล้อเล่นรึเปล่า? หักหลังเจ้านายนี่มันผิดหลักโลกใต้ดินนะ!”
“อ้าว รู้ด้วยเหรอ!” หลินเจิ้งอี้พูดหยอกกลับ
พอได้ยินแบบนั้น สือซานอึ้งไปแวบหนึ่ง ก่อนจะนึกได้
ก็ครั้งก่อนเขาก็หักหลังเจ้านายไปแล้วนี่!
แถมเรื่องนั้นหลินเจิ้งอี้เป็นคนจัดการเอง
สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สุดท้ายก็ต้องยอม “Lin sir ถ้ามีข่าวจะรีบแจ้งครับ”
แล้วจะทำไงได้?
ถ้าหลินเจิ้งอี้เอาเรื่องครั้งก่อนออกมาเปิดเผย เขาก็เท่ากับหักหลังเจ้านายแล้ว ตายแน่นอน
อีกอย่าง เขาเองก็ไม่ใช่คนยึดถือคุณธรรมอะไรนัก เรื่องหักหลังเจ้านาย เขาก็ทำมาแล้ว
เลยยอมง่าย ๆ
“อย่าเพิ่งคิดว่านี่คือเรื่องแย่!”
หลินเจิ้งอี้ฟังเสียงเขาแล้วพูดขึ้น
“แล้วมันไม่ใช่หรือ?” สือซานถามกลับ
“แน่นอนว่าไม่ใช่!”
หลินเจิ้งอี้พูดจริงจัง “รู้ไหมว่าคนในวงการต้องยึดถืออะไรบ้าง?”
“เงินเยอะ? คนเยอะ? พื้นที่เยอะ?” สือซานคิดก่อนตอบ
“ไม่ ๆ ๆ”
หลินเจิ้งอี้สอนต่อ “ในวงการ ต้องยึดถือสามอย่าง หนึ่ง หักหลังเจ้านาย สอง แย่งเมียพี่ สุดท้าย หักหลังพี่น้อง!”
“sir ล้อเล่นอีกแล้ว แบบนี้มันผิดกฎโลกใต้ดินนะ!” สือซานรีบค้าน
“หึ!”
หลินเจิ้งอี้หัวเราะเย็น “จะขึ้นสูงได้ ถ้าไม่กล้าทำในสิ่งต้องห้ามพวกนี้ จะขึ้นได้ยังไง?”
“แล้วอีกอย่าง ฉันบอกสามข้อนี้ ไม่ใช่ให้แกทำตรง ๆ แต่ให้รู้จักหาประโยชน์จากมัน!”
“อย่างครั้งนี้ แกบอกเรื่องที่เฟยหงจะทำ พอฉันไปจับเขา แกก็เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ทำตัวเป็นคนมีน้ำใจ ไปช่วยลูกน้องเฟยหงออกมา”
“พอเฟยหงถูกจับ ลูกน้องที่รอดก็ยังอยู่ แกใช้โอกาสนี้รวบรวมพวกนั้น ชิงพื้นที่ของเฟยหงมาเป็นของตัวเอง”
“ที่ของเฟยหงจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรใหญ่นัก คนแย่งกันไม่เยอะ ถ้าลูกน้องเฟยหงอยากทำแบบนี้ คว้ามาไม่ยากหรอก”
“สุดท้ายแล้ว ถ้าแกช่วยชีวิตคนสนิทของหัวหน้าใหม่ไว้ หัวหน้าใหม่ถ้าไม่ลืมบุญคุณ ก็ต้องให้แกขึ้นตำแหน่งแน่”
“หลังจากนั้น แกค่อยหาโอกาสหักหลังเขาอีกครั้ง ทำซ้ำเส้นทางของเขา แบบนี้ก็ขึ้นตำแหน่งได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
แบบนี้ก็ได้เหรอ!?
สือซานเข้าใจขึ้นมาทันที รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่เรียกว่า 'ความทะเยอทะยาน' กำลังก่อตัวขึ้นในใจ
ทันใดนั้น!
“งั้นทำไมฉันไม่แทนที่อ้วนเฟย หรือก็คือมือขวาเฟยหงไปเลยล่ะ ชิงพื้นที่มาซะเอง?” สือซานถามขึ้นกะทันหัน
ได้ยินแบบนี้ หลินเจิ้งอี้ก็หัวเราะออกมา
เขารู้แล้วว่า ความทะเยอทะยานของสือซานถูกเขาปลุกขึ้นมาเต็มที่แล้ว
ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีสำหรับเขา
เพราะถ้าสือซานมีความทะเยอทะยาน ก็ย่อมหาทางขึ้นสูง พอขึ้นไปแล้วก็ย่อมเข้าถึงข่าวสารมากขึ้น และย่อมให้ข้อมูลเขาได้มากขึ้น
แต่หลินเจิ้งอี้ก็พูดต่อ “ความคิดแกก็ดี แต่เสียดายที่มันไม่สมจริง คนสนิทเฟยหงในฐานะมือขวาเดิม มีชื่อเสียงพอสมควร”
“แต่แกแค่ลูกน้องเล็ก ๆ มีชื่อเสียงพอไหม? ถ้าไม่มี ใครจะยอมตามแก? แล้วถ้าคนไม่ยอมตาม เวลาคนอื่นบุกมา แกจะรักษาพื้นที่ได้ยังไง?”
“เพราะฉะนั้น ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับแก คือสร้างชื่อเสียงก่อน!”
ได้ยินแบบนี้ สือซานเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่จนใจเย็นลง
ก็จริง!
ตัวเองเป็นแค่ลูกน้อง ไม่มีอำนาจ ไม่มีฝีมือ ไม่มีปัญญาจะรับช่วงพื้นที่จากเฟยหงหรอก
“เข้าใจแล้ว sir ถ้ามีข่าวจะรีบแจ้ง” สือซานพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะวางสายไป
ตอนนี้เขาต้องนั่งคิดเส้นทางอนาคตตัวเองให้ดีแล้ว
ส่วนหลินเจิ้งอี้ พอได้ยินเสียงวางสาย ก็ยิ้มขึ้นมา
——
กลางดึก
ห้องหลินเจิ้งอี้
“แกร๊ก!”
เสียงเปิดประตูเบา ๆ พร้อมเงาร่างเล็กที่ย่องเข้ามา
“ต้องหาซะให้เจอ พอเฟยหงโดนจับ ฉันฉีกสัญญาทิ้ง ก็เป็นอิสระแล้ว!” เงานั้นคิดในใจ
คนที่มา ไม่ใช่ใครอื่น
คือเสี่ยวเจี๋ยปา!
หลังจากกินข้าวเย็นและคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอเห็นว่าควรรู้ก่อนว่าหลินเจิ้งอี้เก็บสัญญาไว้ที่ไหน
พอถึงเวลาที่เฟยหงโดนจับ ไม่มีภัยคุกคามจากภายนอกแล้ว เธอก็จะหาสัญญามาฉีกทิ้งซะ
ทำแบบนี้ หลักฐานก็ไม่มีแล้ว ต่อให้หลินเจิ้งอี้ก็ทำอะไรเธอไม่ได้
ขณะคิดอยู่!
“เธอกำลังทำอะไร?” เสียงหลินเจิ้งอี้ดังขึ้นกะทันหัน
เสี่ยวเจี๋ยปาตัวแข็งทื่อ หันไปเห็นหลินเจิ้งอี้ยืนมองเธออยู่
“ฉะ...ฉันฝะ...ฝันร้าย เดินละเมอมา คุณ...คุณเชื่อไหม?” เสี่ยวเจี๋ยปาพูดตะกุกตะกัก
“ว่าไงล่ะ?” หลินเจิ้งอี้ย้อนถามเสียงเย็น
“แหะ ๆ”
เสี่ยวเจี๋ยปาหัวเราะแห้ง ๆ “ฉัน...ฉันเดาว่าคุณ...คงไม่เชื่อ!”
“รู้ตัวก็ดี!”
หลินเจิ้งอี้พูดก่อนจะเยาะเย้ย “ในเมื่่อเป็นเช่นนี้คงไม่รังเกียจรับโทษหน่อยใช่ไหม?”
“คุณ...คุณจะทำอะไร?” เสี่ยวเจี๋ยปารีบถามอย่างตื่นตระหนก
“หึ!”
หลินเจิ้งอี้แค่หัวเราะเย็น ไม่ตอบ
จากนั้น!
เขาก็ใช้เชือกตากผ้า มัดเสี่ยวเจี๋ยปาแบบญี่ปุ่นแล้วแขวนไว้หน้าห้องนอน
“ปล่อย...ปล่อยฉัน ฉะ...ฉันผิดไปแล้ว...”
ระหว่างนั้น เสี่ยวเจี๋ยปาตะโกนร้องตลอด
แต่หลินเจิ้งอี้จะปล่อยง่าย ๆ ได้ไง?
ไม่สั่งสอนหน่อย เดี๋ยวคิดว่าเขาใจดีไปอีก
ว่าแต่ ตอนมัด เขาเห็นท่าทางของเสี่ยวเจี๋ยปาแล้ว ด้วยความที่เล่อฮุ่ยเจินไปต่างประเทศ ซาเหลียนน่าก็ยุ่งเรื่องงาน ช่วงนี้เขาอัดอั้นไม่น้อย เลยยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่
แต่ด้วยนิสัยของเขา รวมถึงประสบการณ์ชาติที่แล้ว ทำให้เขาไม่อาจทำอะไรฝืนใจคนได้
สุดท้าย!
เขาจึงอดกลั้นอารมณ์กลับไปนอน