เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน

บทที่ 22 เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน

บทที่ 22 เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน


บทที่ 22 เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน

'ฉันสงสัยว่าเจ้ารากนี้จะมีชีวิตอยู่ไหมถ้าฉันปลูกมัน ...'

เป่ยเฟิงกำลังเล่นกับรากต้นผีดูดเลือดในมือของเขา ความคิดอันยอดเยี่ยมปรากฏขึ้นในใจของเขา

ถ้าเขาปลูกต้นผีดูดเลือดที่ลานหน้าบ้านของเขา เขาก็จะเก็บผลเลือดต้นกำเนิดได้เรื่อย ๆ ใช่ไหม ? ถึงมันอาจจะต่างโลกแต่มันก็น่าจะเหมือน ๆ กัน

เห็นได้ชัดว่าเป่ยเฟิงไม่รู้ว่ากว่าผลเลือดต้นกำเนิดจะสุกงอมนั่นใช้เวลานานแค่ไหน ไม่อย่างงั้นเขาคงไม่มีความคิดแปลก ๆ แบบนี้ !

เป่ยเฟิงขุดหลุมเล็ก ๆ ใต้ต้นไทร แล้วนำรากของต้นผีดูดเลือดวางไว้แล้วกลบฝังมัน

หลังจากนั่นเขาก็กลับไปที่ห้องนอนของเขา เป่ยเฟิงล้มลงนอนบนเตียงแล้วถอนหายใจ เขาเปิดทีวีขึ้นมาแล้วนั่งเล่นโทรศัพท์ของเขาพร้อมทั้งกลิ้งไปมาบนเตียง ชีวิตสบาย ๆ แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกคนทำงานจะทำได้ !

****

เที่ยงคืน มันเป็นคืนที่เงียบสงบ ดวงจันทร์ลอยอยู่บนฟ้ามันไม่มีเมฆบังแสงของมันเลย ทำให้มีแสงสีขาวของดวงจันทร์สาดส่องลงมาปกคลุมโลกนี้

"จี๊ด จี๊ด !"

หนูตัวเล็ก ๆ ยาวประมาณสิบเซนติเมตรวิ่งผ่านลานหน้าบ้าน มันมองซ้ายขวาเพื่อหาอาหาร

มันมองไปรอบ ๆ จากนั่นก็ได้วิ่งผ่านต้นไทรไป

"ชู้วว !"

เมื่อหนูวิ่งผ่านรากของต้นผีดูดเลือด เหมือนมันมองเห็นแสงกระพริบออกมาจากมุมหนึ่งซึ้งมันดูเหมือนดวงตาสีแดง ทันใดนั่นเมื่อมันมองไปรอบ ๆ มันก็รู้ตัวว่ามีรากบางอย่างโผล่ออกมารอบ ๆ แล้วกำลังพุ่งมาหามันด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ! มันเหมือนงูสีแดงเลือด รากของต้นผีดูดเลือดมันบีบรัดหนูตัวเล็ก ๆ ทันที

"จิ๊ด จิ๊ด !"

หนูเริ่มดิ้นรนต้นสู้ มันกรีดร้องด้วยความสยดสยอง ! อย่างไงก็ตาม ต้นผีดูดเลือดก็ยังคงบีบรัดแน่นมากขึ้น

ในเวลาสั้น ๆ หนูตัวเล็ก ๆ ก็หยุดดิ้นรนอย่างสมบูรณ์

เมื่อรู้สึกได้ว่าเหยื่อหยุดเคลื่อนไหวแล้ว รากของต้นผีดูดเลือดก็ค่อย ๆ ลากหนูเข้ามาหา

รากสีแดงดูบางและแหลมเหมือนเข็ม โผล่ออกมาจากพื้นดินและเจาะอย่างไร้ความปราณีไปที่หนูตัวน้อย

หลังจากที่มันเจาะเข้าไปแล้ว มันก็เริ่มดูดเลือดของหนูทันที เห็นได้ชัดว่าขนาดของหนูค่อย ๆ เล็กลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ถูกดูดเลือดโดยต้นผีดูดเลือด

ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที หนูตัวเล็ก ๆ ก็เปลี่ยนเป็นศพแห้งที่เหลือแค่ผิวหนังกับกระดูกเท่านั้น เลือดของมันถูกดูดไปจนหมดสิ้น !

หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว รากของต้นผีดูดเลือดมันก็กลับมาอยู่ที่เดิมเพื่อรอคอยเหยื่อรายต่อไปของมัน ..

***

วันรุ่งขึ้นก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น มันมีเสียงของนกตัวเล็ก ๆ เริ่มขับร้องเหมือนมันเป็นวงออเคสตร้าด้วยเสียงดัง พร้อมกับเสียงหัวเราะของพวกมันยามเช้า ทำให้เกิดเสียงแห่งความสุขไปทั่วป่าและภูเขา เป่ยเฟิงเติบโตมาด้วยความชินกับการตื่นเช้า ๆ เขาจึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับเรื่องนี้เท่าไร สำหรับเขาแล้ว ในตอนนี้การตื่นทุกเช้าคือการอัพเกรดร่างกายของเขา !

เขาเหมือนนกฟินิกส์ที่เกิดใหม่จากกองขึ้เถ้า ด้วยการสร้างใหม่อีกครั้ง ร่างกายของเขาจะค่อย ๆ ก้าวสู่ความสมบูรณ์แบบ !

เป่ยเฟิงผ่อนคลายมากขึ้นในขณะที่เขาปีนขึ้นไปบนภูเขา ก่อนหน้านี้เขาจะต้องหยุดพักอย่างน้อยสองถึงสามครั้งระหว่างขึ้นมา ตอนนี้ถึงร่างกายของเขาจะพัฒนาแล้วก็ตาม เขายังรู้สึกได้ว่าลมหายใจของเขาค่อยข้างหนักอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับต้องหยุดพัก

"ตอนนี้ร่างกายของฉันน่าจะกลับมาปกติแล้ว หลังจากฝึกฝนไม่กี่วันมานี้" เป่ยเฟิงยืนอยู่บนพื้นหินมองไปที่ก้อนเมฆสีขาวนุ่ม ๆ บนท้องฟ้า บ่นกับตัวเอง

ไม่มีใครอยากใช้เวลาครึ่งหลังของชีวิตบนรถเข็นพิการ และเป่ยเฟิงก้ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่อเขารู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาดีขึ้น เป่ยเฟิงก็มองโลกในแง่ดีในขณะที่กำลังคิดถึงอนาคตที่สดใส

บางทีอาจเป็นเพราะอารมณ์อันยอดเยี่ยมของเขาหรือบางทีอาจเป็นเพราะร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้น เป่ยเฟิงจึงสามารถเคลื่อนไหวท่าของเคล็ดการหายใจด้วยแสงด้วยความเจ็บปวดน้อยลง หรือมันอาจจะเป็นเพราะทั้งสองอย่าง

แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับการชี้นำในการเคลื่อนไหวพวกนี้ แต่เขาว่าตอนนี้เขาดูเหมือน เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน กล่าวได้ว่าเป่ยเฟิงมีความชำนาญเคล็ดการหายใจด้วยแสง โดยที่การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้เงอะงะหรือหย่อนค้อยด้วยความลังเล เขาดูเป็นธรรมชาติเหมือนน้ำที่ไหลผ่าน ในตอนนี้

**********

เขาเกิดมาพร้อมกับช้อนเงินในปาก โจคัง เป็นเด็กรุ่นที่สองที่รวยและไม่เคยกังวลอะไรในชีวิต เขาไม่ใช่พวกนิสัยไม่ดี แต่เขาเป็นพวกหลงใหลบางอย่างในชีวิตของเขา นั้นก็คือการเดินทาง

เขาเคยไปสถานที่มากมายในช่วงไม่กี่ปีผ่านมานี้ ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนเขาจะเดินไปตามเส้นทางที่เขาเจอ แล้วจะแหวกว่ายค้นหาเส้นทางไปเรื่อย ๆ โจคังมีความสุขในการสำรวจพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครสนใจ และในที่ห่างไกลที่ไม่เคยมีคนพบเห็น

การเดินทางไปภูเขาชิงหลิงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นในครั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มของโจคังทั้งสี่คนกำลังเดินลงจากภูเขาชิงหลิง พวกเขาเดินผ่านป่ามากกว่าเส้นทางที่กำหนดไว้สำหรับนักท่องเที่ยว

"พี่ใหญ่คัง ไม่ใช่ว่าเรากำลังหลงอยู่หรอ ? ทำไมเราถึงหาทางลงไม่เจอซักที"

เตียวเหลียง ที่กำลังย่ำแย่อยู่ข้างหลังกลุ่มร้องคร่ำครวญ กระเป๋าเป้สะพายหลังขนาดใหญ่ มันทำให้เธอเดินลำบากดูแล้วช่างเหมือนหญิงแก่ยิ่งนัก

อีกทั้งสองสาวในกลุ่มยังคงแสดงสีหน้าเจ็บปวดบนใบหน้าของพวกเธอ ในขณะที่เดินตามหลังโจคัง เมื่อพวกเธอมาถึงยอดบนสุดของภูเขาก็รู้สึกตัวได้ว่ามันมืดเกินไปที่จะลงภูเขา ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เวลาในช่วงกลางคืนบนยอดเขาและพยายามหาทางลงในตอนเช้า

"ไม่ต้องกังวัล ! เราจะต้องหาทางลงได้ !" โจคังพูดด้วยความมั่นใจกับกลุ่ม

แม้ว่าเสียงของเขาจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่เขาก็สาปแช่งในใจของเขา 'บัดซบเอ้ย ! ถึงภูเขาชิงหลิงมันจะไม่ได้เล็ก แต่มันก็ไม่ได้ใหญ่เกินไป ! ถ้าจะพูดให้ถูก ตอนนี้เราต้องหาวิธีลงไปภูเขาตอนนี้ แล้วใครจะไปคิดว่าภูเขาหน้าโง่นี้จะเต็มไปด้วยทางเลี้ยวมากมายนัก ?!'

หลังจากหยาบคายเสร็จแล้ว เขาก็ตัดสินใจที่จะเดินไปอีกทาง สำหรับโจคังแล้วจะเห็นได้ว่าเขาเป็นพวกไม่ชอบใช้เส้นทางที่คนปกติชอบใช้กัน

อีกเหตุหนึ่งที่จะทำให้ไปด้านล่างของภูเขาได้ คืออย่าได้เดินไปมั่ว ๆ รอบภูเขา แต่อย่างไงก็ตาม เส้นทางที่โจคังพบเห็น เขาเดินไปมาหมดแล้วทั้งสิ้น !

พวกเขามักจะเดินไปเจอหน้าผา หรือถูกขวางด้วยก้อนหิน

หลังจากเดินไปรอบๆภูเขาเป็นเวลานาน พวกเขาก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด อย่างไรก็ตามโจคังก็ไม่สามารถสูญเสียความมั่นใจต่อหน้ากลุ่มของเขาได้ ไม่อย่างงั้นทั้งกลุ่มจะเริ่มตื่นกลัวที่จะหาเส้นทางที่ถูกได้

ตาดที่คิดว่า หลังจากพวกเขาได้ยินคำพูดที่คุ้นเคยของโจคัง คนอื่นๆ ทั้งสามก็เริ่มสงบลงในขณะที่เดินตาม

"ดูสิ ! มีคนอยู่ข้างหน้านั่น !"

ผู้หญิงคนหนึ่งร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

โจคังยิ้มในขณะเดียวกันก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเร่งฝีเท้าของเขาให้เร็วขึ้น

"สวัสดี ขอโทษที่รบกวนคุณนะพี่ชาย ! พอดีพวกเราหลง ถ้าเป็นไปได้ช่วยบอกทางลงจากภูเขาพวกเราหน่อยได้ไหม ..." โจคังเดินขึ้นไปหาคนนั้นและถาม

ในขณะนั้นเป่ยเฟิงกำลังอยู่ในท่าทางแปลก ๆ เมื่อกลุ่มคนเดินขึ้นมาหาเขา

"เอิ่ม สวัสดี คุณช่วยพวกเราหน่อยได้ไหม ? พวกเรามาท่องเที่ยงและหลงเดินเป็นวงกลมอยู่ในภูเขานี้มาครึ่งวันแล้ว .. คุณรู้ทางลงภูเขาไหม ?"

โจคังไม่มีทางเลือกนอกจากพูดซ้ำอีกครั้ง ในขณะที่ถามครั้งที่สองเขาก็จ้องมองไปที่เป่ยเฟิงผู้ที่กำลังทำเหมือนพวกเขาเป็นอากาศว่างเปล่า

เป่ยเฟิงได้ยินคำพูดทุกคำของโจคัง แต่ยังไงก็ตาม เมื่ออยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการฝึกฝนของเขา จึงทำให้เขาไม่สามารถตอบโต้ได้ ถ้าเขาเปิดปากพูด เคล็ดการหายใจด้วยแสงของเขาจะถูกหยุดชะงักทันที

ถ้าเขาฝึกฝนขั้นตอนนี้เสร็จแล้วหรือฝึกจนชำนาญ มันคงจะไม่มีปัญหาอะไรที่เขาจะพูดในขณะที่ยังคงรักษาท่าฝึกอยู่ แต่อย่างไงก็ตาม ระดับการฝึกฝนปัจจุบันของเป่ยเฟิงตอนนี้ ถ้าเขาเปิดปากพูดออกไปจะทำให้การฝึกในช่วงเช้าของเขาสูญเปล่าขึ้นมาทันที

..

1 นาทีผ่านไป

3 นาทีผ่านไป

โจคังรู้สึกรางกับว่าฝูงกากำลังบินอยู่เหนือของเขาแล้วร้องขึ้นมาว่า "ไอ้โง่ ! ไอ้โง่ !" [1]

"พี่ใหญ่คัง ไม่ใช่ว่าเขามีปัญหาเกี่ยวกับสมองของเขาหรอกนะ ?" เตียวเหลียงถามเบา ๆ

"อืม ... ในความคิดของฉัน เขามีโอกาศ 80% ที่เป็นคนบ้าหนีออกมาจากโรงพยาบาลบ้านะ !" หญิงอีกคนกระซิบบอก

"คนปกติที่ไหนจะวิ่งขึ้นมาบนภูเขาตอนเช้าแล้วทำท่าทางบ้า ๆ นี้" สาวอีกคนกระซิบกลับมา

พวกเขาพูดด้วยเสียงเงียบ ๆ และนินทาเป่ยเฟิงที่อยู่ห่างจากพวกเขาสองถึงสามเมตรและคิดว่าเขาไม่ได้ยินเสียงพวกเธอ แต่พวกเธอไม่ได้รู้เลยว่าเสียงที่เขาได้ยินนั้นชัดมาก แม้แต่เสียงจิ้งหรีดที่กระโดดลงในพุ่มไม้ที่ห่างออกไปห้าเมตรเขาก็ยังได้ยินชัดเจน !

'แกสิบ้า ! พวกแกทั้งหมดนั่นแหละที่หนีออกมาจากโรงพยาบาลบ้า !'

มีเส้นเลือดสีดำสองเส้นปรากฏบนหน้าผากของเป่ยเฟิงในขณะที่เขาได้ยินเสียงการนินทาของกลุ่มพวกนี้ มันทำให้เขาเคืองพวกนี้มากขึ้น เขาเกือบที่จะสูญเสียจังหวะการหายใจที่เหมาะสมไปแล้ว

เป่ยเฟิงรีบสงบจิตใจของเขา และกลับสู่การหายใจปกติ เขาไม่กล้าคิดอะไรที่จะทำให้เขาเสียสมาธิอีกต่อไป

'การเคลื่อนไหวเยี่ยม !'

โจคังให้สองคำในขณะที่เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวแปลก ๆ ของเป่ยเฟิง

ในฐานะคนรุ่นใหม่ในยุคที่ร่ำรวย โจคังเป็นบุคคลที่มีเงินไม่น้อยกว่าพันล้านหยวน เพราะฉะนั้นเขาจึงมาพร้อมกับบอดี้การ์ดสามคน เหล่าบอดี้การ์ดพวกนี้ไม่ใช่มีดีแค่ภายนอกเท่านั้น สำหรับทักษะการต่อสู้ของพวกเขานั้น มันคือของจริง ! ทุกคนมีพื้นฐานการต่อสู้ที่มั่นคง ! เมื่อพวกเขาฝึกซ้อม พวกเขาจะเข้าสู่สถานะที่คล้ายกันเช่นเดียวกับที่เป่ยเฟิงเป็นอยู่ในตอนนี้

ในความจริง จากมุมมองของโจคัง ศิลปะการต่อสู้ที่ผู้ชายที่กำลังทำท่าทางแปลก ๆ อยู่นี้ดูซับซ้อนยิ่งกว่าตอนที่บอดี้การ์ดของเขาทำซะอีก

ในขณะนั้นแสงแดดส่องผ่านทะลุก้อนเมฆ

ราวกับตอบสนองความต้องการ มีแสงแดดสีทองขนาดเท่าดินสอถูกส่องมาบินตรงไปที่เป่ยเฟิง

ความเร็วของมันเร็วมาก ในพริบตามันก็ยิงเข้าไปในจมูกของเป่ยเฟิง มันทำให้โจคังที่กำลังเฝ้ามองอยู่ด้านข้างขยี้ตาด้วยความไม่แน่ใจกับสิ่งที่เขาได้เห็น

[1] TL/N : ในภาษาจีนคำว่า 'ไอ้โง่' อ่านออกเสียงคล้าย ๆ เสียงกา

จบบทที่ บทที่ 22 เดินผ่านห้องด้านนอกและเข้าไปห้องด้านใน

คัดลอกลิงก์แล้ว