เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: สะเก็ดกระสุนในกะโหลกศีรษะ

บทที่ 12: สะเก็ดกระสุนในกะโหลกศีรษะ

บทที่ 12: สะเก็ดกระสุนในกะโหลกศีรษะ


เมื่ออาหารมื้อค่ำสิ้นสุดลง ท่านฉินก็เดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับซ่างหย่วนจื้อและกู้เจิ้นหลิน ขณะนี้เฉินคังไท่ได้เสียบปลั๊กและเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือทุกอย่างไว้พร้อมสรรพแล้ว เขารายงานว่า “ท่านเลขาฯซ่างครับ ครั้งนี้เรานำอุปกรณ์แบบพกพามาด้วย สามารถใช้ตรวจร่างกายท่านฉินเบื้องต้นก่อนได้ พอพรุ่งนี้กลับถึงที่ทำการมณฑลแล้ว ค่อยให้ท่านฉินตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งครับ”

ยังไม่ทันที่ซ่างหย่วนจื้อจะได้เอ่ยปาก ท่านฉินก็เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เท้าแขนตัวใหญ่หลังโต๊ะตรวจของหลิงโหยว แล้วกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “ตรวจไม่ต้องตรวจแล้ว อยู่ที่ปักกิ่งก็ตรวจทุกเดือน วัดความดันให้ฉันก็พอ”

อันที่จริง ตอนแรกท่านฉินไม่อยากแม้แต่จะวัดความดันด้วยซ้ำ แต่เมื่อคิดว่าคนเขาอุตส่าห์มากันถึงที่แล้ว ถ้าตัวเองดึงดันไม่ยอมทำอะไรเลย หมอที่ไม่ได้ทำอะไรผิดพวกนี้พอกลับไปที่มณฑลก็คงต้องโดนตำหนิโดยใช่เหตุ วันนี้ร่างกายดันมาทรยศไม่เป็นใจ ซึ่งทำให้เขารู้สึกขายหน้าพออยู่แล้ว หากจะมีใครต้องมาเดือดร้อนเพราะเขาอีก เขาก็คงจะรู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม

ซ่างหย่วนจื้อเห็นท่าทีของท่านฉินแล้วก็ไม่กล้าดึงดันอะไรต่อ เมื่อท่านฉินเปิดทางให้แล้ว ก็ต้องรีบคว้าเอาไว้

เขาจึงสั่งการว่า “งั้นก็วัดความดันให้ท่านฉินเถอะ”

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากกรมอนามัยไม่กล้ารีรอ รีบลงมือทำตามคำสั่งทันที รองผู้อำนวยการเฉินคังไท่เดินเข้าไปพร้อมกับเครื่องวัดความดันด้วยตัวเอง ชั่วครู่ต่อมา เขาก็เก็บอุปกรณ์แล้วรายงานต่อท่านฉินและซ่างหย่วนจื้อว่า “ตอนนี้ความดันยังค่อนข้างสูงอยู่ครับ ขอแนะนำให้ทานยาลดความดันเพิ่มอีกหน่อย เราเตรียมมาด้วยครับ”

แต่ในตอนนั้นเอง หลิงโหยวก็เดินออกมา “ทานอีกไม่ได้แล้วครับ ความดันโลหิตของท่านผู้เฒ่าในตอนนี้ ถือว่าเป็นสภาวะปกติของท่าน”

เฉินคังไท่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เพราะไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นใคร อีกทั้งเมื่อครู่อีกฝ่ายก็เพิ่งจะช่วยแก้สถานการณ์น่าอึดอัดให้เขา เขาจึงยังคงพูดอย่างสุภาพว่า “คุณคือ...?”

หลิงโหยวตอบ “ผมเป็นหมอที่นี่ครับ”

เฉินคังไท่ร้องอ๋อในใจ ที่แท้ก็เป็นหมอเหมือนกัน แม้จะดูหนุ่มมาก แต่ตัวเลขความดันมันก็ฟ้องอยู่โต้งๆ ว่าสูงเกินเกณฑ์อย่างเห็นได้ชัด แต่เขากลับบอกว่าปกติ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอายุแล้ว แต่มันคือการขาดความชำนาญไม่ใช่หรือ?

เขาจึงกล่าวต่อไปว่า “ความดันตัวบน 160 นี่ถือว่าสูงอย่างเห็นได้ชัดแล้วนะ เรื่องนี้คุณก็น่าจะรู้ดี”

แต่หลิงโหยวจำเป็นต้องหยุดพวกเขาไม่ให้จ่ายยาลดความดันแก่ท่านฉินให้ได้ นี่ไม่ใช่แค่เพื่อตัวท่านฉิน แต่ยังเพื่อตัวหมอเหล่านี้เองด้วย เพราะหากให้ท่านกินยาเข้าไป ปัญหาจะตามมาแน่นอน “กรณีของท่านผู้เฒ่าเป็นกรณีพิเศษครับ ทานยาไม่ได้”

ตอนนี้ทุกคนต่างก็งุนงงไปตามๆ กัน แต่ท่านฉินกลับเลิกคิ้วมองหลิงโหยว ท่านไม่ได้พูดอะไร แต่รอให้เขาพูดต่อ

“พิเศษยังไง? พ่อหนุ่ม นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาล้อเล่นกันได้นะ” คราวนี้เฉินคังไท่เริ่มจะไม่พอใจแล้ว เขาคิดในใจว่าทำไมเด็กหนุ่มคนนี้ถึงได้ตอแยไม่เลิก

หลิงโหยวเหลือบมองท่านฉินแวบหนึ่ง แล้วกวาดตามองทุกคน เมื่อเห็นว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่ตน เขาจึงกล่าวว่า “ในกะโหลกศีรษะของท่านผู้เฒ่ามีสิ่งแปลกปลอมกดทับอยู่ครับ จึงเป็นสาเหตุให้ความดันโลหิตของท่านอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา”

คำพูดนี้ทำเอาทุกคนยกเว้นท่านฉินถึงกับตกตะลึง กู้เจิ้นหลินรีบหันมาถามหลิงโหยวอย่างร้อนรน “นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดเล่นๆ ได้นะ คุณรู้ได้ยังไงว่าในสมองของท่านฉินมีสิ่งแปลกปลอมอยู่”

“จากการจับชีพจรครับ” หลิงโหยวตอบเรียบๆ

อันที่จริง ตอนที่ท่านฉินหมดสติ เขาได้จับชีพจรและวินิจฉัยได้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในกะโหลกศีรษะของท่าน สำหรับบางคนอาจจะคิดว่านี่เป็นเรื่องเหลวไหล แต่สำหรับแพทย์แผนจีนระดับปรมาจารย์บางคน พวกเขาสามารถวินิจฉัยปัญหาสุขภาพทั้งหมดของผู้ป่วยได้จากการจับชีพจรเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางครั้งอาจแม่นยำยิ่งกว่าการเอกซเรย์เสียอีก และในตอนที่เขาวินิจฉัยออกมาได้นั้น ตัวเขาเองก็ยังประหลาดใจอยู่บ้าง ดังนั้นตอนที่ฝังเข็มลงบนจุดไป่ฮุ่ยบนศีรษะของท่านฉิน เขาจึงสังเกตเห็นร่องรอยการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะอย่างชัดเจน ซึ่งยิ่งเป็นการยืนยันผลการวินิจฉัยของเขา

และก็เป็นไปตามคาด คำพูดของเขาก็ถูกตั้งคำถามทันที “เหลวไหล!”

เฉินคังไท่ไม่เชื่อ เขาไม่เชื่อว่าการจับชีพจรจะสามารถบอกได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในกะโหลกศีรษะ

หลิงโหยวไม่ได้โต้เถียงอะไร แต่หันไปมองท่านฉิน เมื่อคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ก็ได้แต่มองหน้าหลิงโหยวสลับกับมองหน้าท่านฉิน

หลังจากความเงียบเข้าปกคลุมห้องอยู่ครู่ใหญ่ ท่านฉินก็หัวเราะลั่น “เจ้าหนู เรื่องนี้นอกจากกรมอนามัยส่วนกลางกับเพื่อนเก่าของฉันอีกไม่กี่คน ก็ไม่มีใครรู้เลยนะ แต่ตอนนี้กลับถูกเธอแฉให้คนรู้กันทั้งห้องแล้ว”

คำพูดนี้ทำเอาทุกคนตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ‘หรือว่าจะเป็นจริงอย่างที่หลิงโหยวพูด? ในกะโหลกศีรษะของท่านฉินมีสิ่งแปลกปลอมอยู่จริงๆ งั้นหรือ?’

ท่านฉินเห็นสีหน้าของทุกคนแล้ว ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับที่พูดไม่ได้ อีกทั้งตอนนี้กำลังนึกสนุก จึงอยากจะเล่าความยากลำบากในยุคของพวกเขาให้คนรุ่นหลังได้ฟัง

ท่านจึงเริ่มเล่าว่า “ตอนนั้นฉันอายุสามสิบกว่าๆ เป็นผู้บัญชาการกองพลน้อย กำลังรบกับพวกญี่ปุ่น ในยุทธการครั้งนั้น กองพลของฉันได้รับคำสั่งให้คุ้มกันการเคลื่อนย้ายกำลังของกองทัพใหญ่ และสกัดกั้นการไล่ล่าของพวกญี่ปุ่น พวกเราต้านทานอยู่ห้าวันห้าคืน ทหารล้มตายไปกว่าครึ่ง แต่ในคืนวันที่ห้า ไม่รู้ว่าพวกญี่ปุ่นไปรู้ตำแหน่งของฉันมาจากไหน มันส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดใส่กองบัญชาการของฉัน ครั้งนั้นฉันเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่ถูกย้ายตัวออกมาได้ทัน แต่ตอนนั้นก็มีสะเก็ดระเบิดสองชิ้นฝังเข้าไปในหัว ตอนแรกนึกว่าต้องตายแน่แล้ว แต่โชคดีที่โรงพยาบาลทหารมีศัลยแพทย์ชาวโซเวียตอยู่คนหนึ่ง เขาช่วยชีวิตฉันไว้ แล้วก็ผ่าเอาสะเก็ดชิ้นที่ใหญ่ออกมาได้ แต่ก็ยังมีอีกชิ้นที่ขนาดเล็กกว่าเล็บมือตกค้างอยู่ เพราะข้อจำกัดทางการแพทย์ในตอนนั้น มันเลยฝังอยู่ในหัวฉันมาตลอด พอตอนนี้เทคโนโลยีการแพทย์ดีขึ้นแล้ว แต่ร่างกายของฉันกลับไม่เอื้อให้ผ่าตัดใหญ่ขนาดนั้นได้อีก มันก็เลยยังอยู่ในหัวฉันนี่แหละ นอกจากความดันจะสูงอยู่เรื่อยๆ กับมีอาการปวดหัวบ้างเป็นครั้งคราว ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

ทุกคนที่ได้ฟัง นอกจากจะทึ่งแล้วก็อดรู้สึกซาบซึ้งในความยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษในยุคนั้นไม่ได้ เป็นความจริงที่ว่า หากไม่มีพวกเขาที่ยอมสละชีพเพื่อปกป้องบ้านเมือง สร้างชาติใหม่ขึ้นมาจากท่ามกลางห่ากระสุนของเหล่าผู้รุกรานแล้ว จะมีชีวิตที่สงบสุขของทุกคนในวันนี้ได้อย่างไร

กู้เจิ้นหลินกล่าวอย่างซาบซึ้ง “ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนในกองทัพถึงได้เคารพเลื่อมใสท่านฉินถึงเพียงนี้ แม้ว่าผมจะเป็นทหารที่เคยผ่านสงครามมาเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับสภาพสงครามของเหล่านายพลรุ่นเก่าและวีรชนปฏิวัติอย่างพวกท่านแล้ว มันดีกว่ากันมากจริงๆ ครับ”

ทันใดนั้น ซ่างหย่วนจื้อก็เอ่ยถามขึ้นมา “แล้ว...คุณหมอหลิง พอจะรักษามันได้ไหม?” แต่พอถามจบเขาก็รู้สึกเสียใจที่พูดออกไป เพราะเมื่อครู่ท่านฉินก็เพิ่งจะบอกว่าร่างกายของท่านไม่สามารถทนรับการผ่าตัดเปิดกะโหลกได้อีก และถึงแม้ว่าเขาจะทึ่งในฝีมือการแพทย์ของเด็กหนุ่มที่ชื่อหลิงโหยวอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่เชื่อว่าหลิงโหยวจะมีวิธีที่ดีไปกว่านี้ได้

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ หลิงโหยวกลับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “การจะเอาสะเก็ดกระสุนออกทำได้แค่ผ่าตัดเท่านั้นครับ แต่ถ้าเป็นการรักษาความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและทำให้อาการปวดศีรษะของท่านผู้เฒ่าหายไป ก็พอจะมีวิธีอยู่ครับ”

คำพูดนี้ทำเอาแม้แต่ท่านฉินเองยังดวงตาเป็นประกาย ใช่แล้ว มันเจ็บปวดเหลือเกิน เขาถูกสะเก็ดกระสุนชิ้นนี้ทรมานมาห้าสิบปีแล้ว ต้องทนทุกข์กับอาการปวดหัวเรื้อรัง เวลาที่อาการกำเริบหนักๆ สามารถใช้คำว่า ‘ปวดจนหัวแทบระเบิด’ มาอธิบายได้เลย เพียงแต่เพราะเขามีจิตใจที่แข็งแกร่ง จึงทนมาได้นานหลายปีขนาดนี้ หากเป็นคนอื่นคงไม่ตายเพราะความเจ็บปวดก็คงตายเพราะความทรมานไปแล้ว มาวันนี้เมื่อได้ยินคนบอกว่าสามารถทำให้ศีรษะของเขาไม่ปวดได้อีก แล้วเขาจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร

และในตอนนั้นเอง คนที่ถามขึ้นมาก่อนใครกลับเป็นโจวเทียนตง หน่วยคุ้มกันของท่านฉิน “คุณหมอหลิง จะรักษายังไงครับ?”

ที่เขาตื่นเต้นขนาดนี้ ก็เพราะเขาได้เห็นท่านฉินปวดหัวมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ท่านผู้เฒ่าเป็นคนเข้มแข็ง ไม่เคยปริปากร้องออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือกลางฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ ทุกครั้งที่อาการของท่านฉินกำเริบ ท่านจะปวดจนเหงื่อท่วมตัว จนเสื้อผ้าเปียกโชกทุกครั้ง ทุกครั้งที่เขาเห็นภาพนั้น มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง

“เอาอย่างนี้แล้วกันครับ คืนนี้ผมจะจัดเทียบยาขึ้นมาหนึ่งชุด ให้ท่านลองทานดูผลลัพธ์ก่อน” หลิงโหยวใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว

ท่านฉินได้ฟังก็ตบมือลงบนโต๊ะเสียงดังปัง “ดี! ตกลงตามนี้ สองสามวันนี้ฉันยังไม่กลับ จะพักอยู่ที่นี่แหละ เมื่อไหร่ได้ผล เมื่อนั้นฉันถึงจะกลับ”

กู้เจิ้นหลินได้ฟังก็รู้สึกหนักใจ “อย่างนี้จะไม่เหมาะนะครับท่านฉิน หรือว่าจะไปที่โรงพยาบาลของกองทัพภาคใหญ่ดีกว่า ให้คุณหมอหลิงตามไปรักษาที่นั่น”

ซ่างหย่วนจื้อก็กล่าวเสริม “ใช่ครับท่านฉิน ไปที่โรงพยาบาลมณฑลก็ได้ ที่นั่นมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการพักฟื้นดีกว่าที่นี่เยอะครับ”

อันที่จริง โจวเทียนตงก็อยากจะพูดแทรกขึ้นมาเหมือนกันว่า ที่ไหนก็ไม่ดีเท่ากลับปักกิ่งหรอก หากเกิดเรื่องแบบวันนี้ขึ้นอีกครั้งข้างนอกนี่ ความดันของเขาเองก็คงจะทนไม่ไหวเหมือนกัน

แต่ท่านฉินกลับโบกมือห้าม “ไม่ต้องพูดแล้ว ตกลงตามนี้ พวกเธอก็เหมือนกัน อีกสักพักก็กลับไปได้แล้ว คนทั้งมณฑล ทั้งกองทัพภาคกำลังรอให้พวกเธอไปสั่งการอยู่ คนแก่อย่างฉันไม่ต้องให้พวกเธอมาอยู่เป็นเพื่อนหรอก”

พวกเขายังอยากจะเกลี้ยกล่อมต่อ แต่ท่านฉินลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังให้พลางแสร้งทำเป็นชมป้ายผ้าเกียรติยศบนผนัง ไม่สนใจพวกเขาอีก

“ก็ได้ครับท่านฉิน พวกเราจะกลับไป แล้วทิ้งผู้อำนวยการเฉินกับทีมแพทย์และอุปกรณ์ไว้ที่นี่นะครับ” ซ่างหย่วนจื้อเสนอ

แต่ท่านฉินกลับตอบโดยไม่หันมามอง “พาพวกเขากลับไปให้หมด ทุกคนต่างก็มีหน้าที่การงานของตัวเองต้องทำ รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์พวกนั้นด้วย ฉันเห็นกล่องเหล็กพวกนั้นแล้วปวดหัว”

เมื่อกู้เจิ้นหลินและซ่างหย่วนจื้อเห็นว่าขัดไม่ได้ ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว ก็กล่าวลาท่านฉิน และบอกว่าจะมาเยี่ยมอีกในอีกสองสามวัน พร้อมทั้งกำชับหลิงโหยวอยู่หลายครั้ง จากนั้นทุกคนจึงขึ้นรถออกจากหมู่บ้านอวิ๋นกั่งไป แต่หน่วยตำรวจพิเศษสิบนายและหน่วยคุ้มกันอีกหนึ่งชุดยังคงอยู่ที่หมู่บ้าน อย่างน้อยก็เพื่อให้ทุกคนสบายใจ ซึ่งท่านฉินก็ไม่ได้ขัดขวาง เพราะถ้าหากเขาดึงดันให้ถอนกำลังคุ้มกันทั้งหมดออกไปจริงๆ คาดว่าคืนนี้กู้เจิ้นหลินกับซ่างหย่วนจื้อคงนอนไม่หลับแน่

จบบทที่ บทที่ 12: สะเก็ดกระสุนในกะโหลกศีรษะ

คัดลอกลิงก์แล้ว